เรียนลัดจากผู้รู้

เรียนลัดจากผู้รู้
Work Hard กับ Work Smart ต่างกันอย่างไร คนทำงานที่ Work Hard ในแง่ดีคือผู้ที่ทุ่มเท ทำงานหนัก ในแง่แย่คือคนที่ก้มหน้าก้มตาทำงานอย่างเมามันไม่ลืมหูลืมตา จนบางครั้ง มองไม่เห็นภาพใหญ่ หลายครั้งมุมานะ จนลืมตัวลืมตน ป่วยหนักเพราะลืมพักลืมผ่อน กลายเป็นบ้างาน แต่สานงานไม่จบ เพราะสลบไปก่อน

คนทำงานที่ Work Smart ในแง่ดีคือผู้ที่ฉลาดใช้เวลา ฉลาดหามุมมอง ฉลาดใช้ของที่มีอยู่ให้คุ้มค่า หาวิถีทางแบบลัด สารพัดวิธีฉลาดในการทำงาน ในแง่ลบ หากใช้มากไปคือการหาหนทางง่ายๆ สบายๆ ในการทำงาน บางครั้งแอบตัดแอบลัดเพื่อได้ผลดีระยะสั้น แต่อาจสร้างปัญหาในอนาคต ใช้วิธีลดเลี้ยว เบี้ยวๆ ไม่ตรงไปตรงมา ใครๆ จึงหาว่า “ฉลาดแกมโกง” เป็นศรีธนญชัย ไม่น่าเชื่อถือ

ดิฉันว่าโลกนี้คงไม่มีขาวดำ ยิ่งในชีวิตคนทำงาน ต้องเลือกให้ถูกเลือกให้เป็น ผสมผสานระหว่าง Work Hard กับ Work Smart ให้พอเหมาะและสมดุล

ชีวิตคนทำงาน ความสำเร็จที่แท้จริงและยั่งยืนไม่ได้หามาได้ง่ายๆ หลายครั้งไม่มีทางลัด ความพากเพียรมุ่งมั่น เป็นกุญแจสำคัญสู่ฝันของเรา ขนาดนักประดิษฐ์ยิ่งใหญ่ของโลก เช่น โทมัส เอดิสัน ยังฟันธงว่านวัตกรรมเกิดจากแรงบันดาลใจ 1% ที่เหลือ 99% ได้มาจาก “หยาดเหงื่อ” หรือการทำงานหนักนั่นเอง

ท่านที่คอยจ้องคอยมองหาช่องทางหาโอกาสแห่งความสำเร็จที่เบ็ดเสร็จ ง่ายๆ สบายๆ จึงอาจต้องคอยอีกนาน….แสนนาน

กระนั้นก็ดี อย่าลืม Work Smart ในจุดและจังหวะที่เหมาะสม เดินทางใหม่ ใช้ทางลัดบ้างถือว่าไม่ผิดกติกา ทำแบบเดิมๆ ก็รู้แล้วว่าผลจะออกมาแบบเดิมๆ ต้องเริ่มหาแนวทางใหม่ที่ได้ประโยชน์กว่า ถ้าลองแล้วไม่ใช่…ลองใหม่ค่ะ

ในมุมมองของดิฉัน วิธี Work Smart แบบเก๋ที่สุดวิธีหนึ่งคือเรียนรู้จากผู้อื่น โดยคอยสังเกต คอยเฝ้าดู คอยเงี่ยหูฟังว่าคนอื่นเขาประสบความสำเร็จเพราะอะไร หรือทำอะไรจึงล้มเหลว

ยิ่งความล้มเหลว ความไม่สำเร็จ อาการสะดุด ต้องหยุด ต้องถอย ไม่ต้องทำซ้ำรอยใคร ที่สำคัญไม่ต้องพลาดเองยิ่งดี เพราะเรา Work Smart เอาความผิดของชาวบ้านเป็นครู เรียนรู้จากประสบการณ์คนอื่น ทั้งประหยัดเวลาและลดบาดแผลที่ไม่จำเป็น

ชีวิตนี้สั้นนัก ดังนั้นการเรียนลัดผ่านประสบการณ์ของผู้อื่น ถือเป็นการทำงาน ตลอดจนเป็นแนวทางการดำรงชีวิตที่ดูฉลาดสุดๆ

ครูพักลักจำ (จริงๆ ขอท่านดีๆ ท่านก็คงให้) เป็นพฤติกรรมที่น่าทำ

ดิฉันขอเล่าเรื่องที่ลักจำจากผู้นำสองคนที่ได้มีโอกาสสัมผัสในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

คนแรกคือ Dr.Klaus Schwab ผู้ที่ก่อตั้งสถาบัน World Economic Forum ที่โด่งดังมากว่า 40 ปีท่านผู้อ่านที่ติดตามข่าวต่างประเทศช่วงนี้ คงได้อ่านข่าวเกี่ยวกับการประชุม World Economic Forum ซึ่งเป็นการรวมตัวสำคัญของผู้นำโลกตลอดจนผู้นำธุรกิจระดับยักษ์ใหญ่ เพื่อพบปะหารือกันเรื่องเศรษฐกิจและสังคม การประชุมนี้มีประจำทุกปีในเดือนมกราคม ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

Dr.Klaus Schwab เป็นทั้งศาสตราจารย์และมนุษย์ทำงานที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 30 ปี

ปัจจุบันด้วยวัยกว่า 60 ปี เมื่อมองกลับไปเขามีผลงานหลายอย่างที่ภาคภูมิใจ ขณะเดียวกัน ก็มีหลายอย่างที่หากทำใหม่ได้คงไม่ทำเหมือนเดิม เพราะปัจจุบันเขาได้สั่งสมประสบการณ์และความคิดอ่านที่ “ตกผลึก” มุมมองจึงลึกและคมกว่าอดีตเป็นธรรมดา

Dr.Schwab บอกว่าหากกลับไปปรับแนวทางการทำงานในอดีตได้ สิ่งแรกที่เขาจะปรับคือการเลือกแนวทางในการแก้ปัญหา

ยามชั่วโมงบินยังน้อย เขามักหาวิธีการแก้ปัญหาที่เป็นระบบ มีทฤษฎี มีหลักการรองรับ แถมเขาจบการศึกษาสายวิศวกรรมศาสตร์ การหาวิธีการแก้ปัญหาที่มีรูปแบบมีขั้นตอนชัดเจนจึงถูกจริตยิ่งนัก

อย่างไรก็ดี เมื่อมองย้อนกลับไปผ่านสายตาของผู้คร่ำหวอด ซึ่งมีประสบการณ์ยาวนานเป็นสองเท่าของอาจารย์หนุ่มในอดีต เขาฟันธงว่า หากเลือกตัดสินใจใหม่ได้เขาจะไม่เน้นแสวงหาคำตอบที่เป็น “ระบบ” และมี “หลักการ” แต่จะเลือกหาคำตอบที่ “ทำได้” และ “เหมาะสม” มากกว่า

คำตอบที่ดูดี ดูใช่ เชิงทฤษฎี ไม่มีการันตีว่าจะประสบความสำเร็จเมื่อนำไปปฏิบัติ สู้จัดหาทางออกที่อาจดูไม่เริดหรู หากเทียบกับหลักการและวิชาการ แต่นำไปปฏิบัติได้จริง ทำได้ง่ายกว่า แถมเหมาะสมกับสภาวะและสภาพความเป็นจริงขององค์กรกว่า ยิ่งเหมาะเจาะ ถือว่าเป็นคำตอบสุดท้าย

เขายอมรับว่าตายน้ำตื้นมาหลายรอบ กว่าจะตีกรอบได้ว่า “ทำได้” หรูกว่า “ดูดี”

อย่าพลาดแบบผม!

ผู้บริหารอีกท่านที่ดิฉันได้มีโอกาสสัมผัสคือคุณ Douglas Hsu CEO และ Chairman ของ Far East Group ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่ใน 10 อันดับแรกของไต้หวัน

เขาบอกว่าเคล็ดลับของความสำเร็จของเขาคือการทำงานหนักและทำตัวติดดิน ความสำเร็จแบบหวือหวาอาจมีบ้าง แต่มักไม่ยั่งยืน

คุณ Hsu เชื่อในเรื่อง Work Hard ค่ะ

ขณะเดียวกัน เขาตระหนักว่าสถานการณ์ของโลกยุคปัจจุบันปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ดังนั้นการ Work Smart ก็จำเป็นอย่างยิ่ง

ในมุมมองของเขา องค์กรและผู้นำที่จะประสบความสำเร็จในปัจจุบันต้องทั้งหนักแน่น นิ่ง แต่ต้องยืดหยุ่นได้ พร้อมปรับตัวและตั้งรับการเปลี่ยนแปลงที่บางครั้งอาจคาดไม่ถึง

ที่สำคัญ ในฐานะผู้ที่ดูแลองค์กรที่มีเครือข่ายทั่วโลกกว่า 200 บริษัท พนักงานรวมกว่า 50,000 คน เขาต้องอาศัยทีมงานที่มีประสิทธิภาพ วิธีการดูแลคนเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง

เคล็ดที่ไม่ลับที่ทำให้คุณ Hsu ประสบความสำเร็จและผงาดเป็นผู้นำทั้งวงการโทรคมนาคม ค้าปลีก ขนส่ง บริการ และอีกมากมาย เป็นเพราะปรัชญาในการดูแลคนของเขาคือ นำความละเอียดอ่อน โอบอ้อมอารี ประนีประนอมของตะวันออก ผสมผสานกับการบริหารผลงาน หรือ Performance Management แบบตะวันตก ที่ดูแลคนเป็นระบบ มีขั้นตอน โปร่งใสพร้อมให้คุณและให้โทษพนักงาน

ทั้งระบบตะวันตกและตะวันออก มีข้อดีและข้อจำกัด ต้องเลือกใช้ เลือกผสมผสานให้สมดุลและลงตัว เพื่อได้ใจและได้งานจากทีมงาน

ดูแนวทางของผมและนำไปปรับใช้เพื่อจะได้ประสบความสำเร็จแบบผม!

ไม่ต้องไปไกลถึงสวิตเซอร์แลนด์หรือไต้หวัน ลองมองรอบตัว ทั้งภาคธุรกิจและการเมืองของไทย ก็มีอะไรๆ ให้เรียนรู้และเรียนลัดมากมาย

มอง “ละคร” แล้วย้อนดูตัว น่าจะมีอะไรดีๆ ให้เราเรียนลัด

ตลอดจนมีพฤติกรรมบางอย่างชัดๆ ให้เรียนรู้ ว่าเป็นคนดูโชคดี เพราะเห็นได้ถนัดว่าอย่างนี้เราไม่ทำดีกว่า ว่าเขาแล้ว อิเหนาห้ามเป็นเองนะคะ

ที่มา : พอใจ พุกกะคุปต์

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *