เราเรียนรู้จากประสบการณ์จริงหรือ?

เราเรียนรู้จากประสบการณ์จริงหรือ?
มองมุมใหม่ : ผศ.ดร.พสุ เดชะรินทร์ กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2547
สัปดาห์นี้มีเนื้อหาที่แปลกในอีกแง่มุมหนึ่ง มานำเสนอท่านผู้อ่านอีกแล้วครับ โดยนำมาจากหนังสือชื่อ Management of the Absurd เขียนโดยนักจิตวิทยาชื่อ Richard Farson โดยเนื้อหาสัปดาห์นี้เกี่ยวข้องกับเรื่องกระบวนการในการเรียนรู้ของคนเราครับ คิดว่าท่านผู้อ่านทุกท่านคงจะเป็นเหมือนกับผมที่ได้ถูกสั่งสอนมาตั้งแต่เด็กว่า การเรียนรู้ของเรานั้นมาจากสองแหล่งใหญ่ๆ หนึ่งคือ การเรียนรู้จากประสบการณ์ของตนเอง และการเรียนรู้จากประสบการณ์ของผู้อื่น
แม้กระทั่งในหลักขององค์กรแห่งการเรียนรู้ก็มีระบุไว้อย่างชัดเจน เหมือนกันครับว่า บุคคลในองค์กรสามารถที่จะเรียนรู้จากทั้งประสบการณ์ของตนเองและประสบการณ์ของผู้อื่น ทีนี้เรามาดูกันนะครับว่า ในทางปฏิบัติจริงๆ แล้วการที่เราเรียนรู้จากประสบการณ์ของตนเอง (ทั้งความสำเร็จและความล้มเหลว) กับเรียนรู้จากผู้อื่น (ความสำเร็จและล้มเหลว) มันเกิดขึ้นจริงหรือไม่?
ท่านผู้อ่านเคยสังเกตไหมครับว่า เมื่อเราทำอะไรผิดพลาด เราก็มักจะมีข้อแก้ตัวว่า เป็นประสบการณ์ที่ดีและรับรองว่า จะไม่เกิดความผิดพลาดเช่นนั้นเกิดขึ้นอีก (เนื่องจากเราเรียนรู้จากความผิดพลาดในอดีต) แต่คำถามที่สำคัญก็คือ ทำไมเรายังทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าแบบเดิมอยู่เรื่อยๆ?
หรือในอีกตัวอย่างหนึ่ง ท่านผู้อ่านลองสังเกตดูซิครับแล้วจะพบว่า เราชอบที่จะเรียนรู้จากความสำเร็จของผู้อื่น เราซื้อหนังสือ ตำรา เข้าฟังการอบรม อ่านกรณีศึกษาขององค์กรหรือบุคคลที่ประสบความสำเร็จ เพื่อที่เราจะได้เรียนรู้จากความสำเร็จของบุคคลหรือองค์กรเหล่านั้น แต่ทำไมหลังจากเสียเงินเสียทองไปตั้งมากมาย ดูเหมือนว่า สิ่งที่เราได้เรียนรู้ก็มักจะค่อยๆ หายไปจากความทรงจำ และไม่ค่อยได้รับความสนใจหรือนำมาใช้เท่าที่ควร?
เรามาพิจารณาดูประเด็นแรกก่อนนะครับ แนวคิดของการเรียนรู้จากความล้มเหลวหรือความผิดพลาด เกิดขึ้นจากหลักการที่ว่า เราจะต้องเรียนรู้จากประสบการณ์ที่ผ่านมาในอดีต (เขียนถึงตรงนี้ก็นึกถึงพวกเพลงอกหักหลายเพลงครับ ที่ชอบเขียนในทำนองที่ว่า “ให้ประสบการณ์เป็นเครื่องสอนใจ..” แต่ก็ไม่รู้ว่าทำไมยังทำผิดซ้ำๆ อยู่เรื่อยไปนะครับ) และประสบการณ์จะเป็นครูที่ดีที่สุดสำหรับตัวเรา
เราลองมานั่งดูอย่างละเอียดนะครับว่า การที่เราจะเรียนรู้จากประสบการณ์ได้จริงๆ เราจะต้องมีกระบวนในการคิด วิเคราะห์ หรือจัดกลุ่มประสบการณ์ต่างๆ ที่เราเผชิญ เพื่อให้สามารถเป็นเครื่องมือในการสอนเราต่อไปได้ แต่ในความเป็นจริง ท่านผู้อ่านลองพิจารณาตัวท่านเองนะครับ จะพบว่าเรามักจะไม่ค่อยได้มีการมานั่งคิด วิเคราะห์ หรือพิจารณาประสบการณ์ผิดพลาดที่ผ่านมาเท่าใดหรอกครับ
เนื่องจากเราไม่ชอบที่จะไปนั่งคิดถึงสิ่งที่ไม่ดี หรือความล้มเหลวในอดีต (เรามักจะชอบพูดกันครับว่า ให้ลืมความผิดพลาดหรือความล้มเหลว แล้วก้าวต่อไปดีกว่า) เราไม่ชอบที่จะมานั่งวิเคราะห์ว่า ความผิดพลาดหรือล้มเหลวของเราเกิดขึ้นจากอะไร
เมื่อความผิดพลาดหรือล้มเหลวเกิดขึ้น ท่านผู้อ่านลองพิจารณาดูซิครับ แล้วจะพบว่า สิ่งเหล่านั้นไม่ได้ย้อนกลับมาเป็นเครื่องสอนเราเลย ซึ่งก็อาจจะตีความหมายได้นะครับว่า ผู้ที่มีประสบการณ์เยอะไม่จำเป็นที่จะต้องผ่านการเรียนรู้จำนวนมากก็ได้ นักวิชาการทางด้านการจัดการท่านหนึ่ง (ชื่อ Richard Tannenbaum) เคยกล่าวไว้ครับว่า ผู้บริหารระดับสูงที่ทำงานมาสามสิบปี ไม่ได้หมายความว่า เขามีประสบการณ์มาสามสิบปีนะครับ แต่อาจจะมีประสบการณ์แค่ปีเดียว สามสิบครั้ง
การเรียนรู้จากประสบการณ์ของผู้อื่น ก็เหมือนกันครับ ท่านผู้อ่านลองสังเกตดูดีๆ นะครับแล้ว จะพบว่าเรามักจะเรียนรู้หรือเชื่อมโยงกับความล้มเหลวของผู้อื่นได้ดีกว่า ความสำเร็จของผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นความผิดพลาด หรือความล้มเหลวของผู้ที่มีความเชี่ยวชาญ ชำนาญ ในเรื่องนั้นๆ เขียนแบบนี้ไม่ได้หมายความว่า เราชอบเห็นผู้อื่นหกล้มหรือล้มเหลวนะครับ แต่เป็นเพราะมนุษย์เราจะสามารถเชื่อมโยง และเข้าถึงความล้มเหลวหรือผิดพลาดของผู้อื่นได้ง่ายกว่าความสำเร็จของผู้นั้น
ท่านผู้อ่านลองนึกตัวอย่างง่ายๆ นะครับ เวลาท่านนั่งคุยกับเพื่อน ถ้าเพื่อนเล่าแต่ความสำเร็จของตนเองให้ฟัง ลองถามใจท่านผู้อ่านตรงๆ เลยนะครับว่า จริงๆ แล้วเราคงไม่ได้ชื่นชมหรือเรียนรู้จากความสำเร็จของเพื่อนเท่าใดหรอก แถมยังอาจจะมีอาการหมั่นไส้ตามมาด้วย แต่เมื่อใดก็ตามที่เพื่อนมานั่งปรับทุกข์ หรือเล่าประสบการณ์ความผิดพลาดให้ฟัง เราจะมีรู้สึกถึงความมีส่วนร่วม และเห็นอกเห็นใจเพื่อนขึ้นมาทันที
เหตุการณ์เช่นนี้แสดงให้เห็นว่า เราสามารถผูกพันและเชื่อมโยง กับความผิดพลาดหรือความล้มเหลว ของผู้อื่นได้ดีกว่าความสำเร็จ
ท่านผู้อ่านลองสังเกตต่อซิครับ จะพบว่า การนินทาผู้อื่นมักจะเป็นสิ่งที่ทำให้เราผูกพัน หรือมีส่วนร่วมเป็นกลุ่มมากขึ้น (การนินทาถือเป็นเครื่องมือในการทำให้กลุ่มผูกพันกันมากขึ้น) และเวลาเรานินทา ก็ไม่เคยนินทาความสำเร็จของผู้อื่นใช่ไหมครับ? เรามักจะพูดถึงความล้มเหลวหรือความผิดพลาดของผู้อื่นมากกว่า เนื่องจากการแบ่งปันความผิดพลาด หรือล้มเหลวของผู้อื่น เป็นสิ่งที่ทำให้เราเข้ามามีส่วนร่วมในกลุ่มมากขึ้น
โดยสรุปก็คงจะพอบอกได้ว่า ในการเรียนรู้ของคนเรานั้น เรามักจะไม่ค่อยได้เรียนรู้จากประสบการณ์ความผิดพลาด หรือความล้มเหลวของตนเองเท่าใด ขณะเดียวกันก็มักจะเรียนรู้จากความผิดพลาด และล้มเหลวของผู้อื่น มากกว่าจากความสำเร็จของผู้อื่น ท่านผู้อ่านลองกลับไปทบทวนดูนะครับ ว่าจริงหรือไม่?
ก่อนจบขอประชาสัมพันธ์เวบไซต์ดีๆ แห่งหนึ่ง เนื่องจากมีท่านผู้อ่านชอบถามว่า จะหาข้อมูลทางด้านการจัดการที่เป็นภาษาไทยจากที่ไหนได้บ้าง ตอนนี้เวบของสำนักประกันคุณภาพ จุฬาฯ ได้ปรับรูปโฉมใหม่แล้วครับ ท่านผู้ช่วยอธิการบดีด้านประกันคุณภาพเอง ก็บอกผมว่า ตั้งวิสัยทัศน์ให้เวบของท่านเป็นเวบที่ดีที่สุดแห่งหนึ่ง สำหรับการหาข้อมูลและความรู้ทางด้านการบริหารจัดการในเมืองไทย
ท่านผู้อ่านก็ลองแวะไปเยี่ยมชม และให้ข้อเสนอแนะได้นะครับอยู่ที่ www.cu-qa.chula.ac.th ในนั้นมีเอกสารการบรรยายของผมในเรื่อง Balanced Scorecard อยู่ด้วยครับ ท่านผู้อ่านสามารถไปดาวน์โหลดเอาได้

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *