เรามาเป็นผีเสื้อกันเถอะ

เรามาเป็นผีเสื้อกันเถอะ
บ้านเขาเมืองเรา : ดร.ไสว บุญมา กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 09 พฤษภาคม พ.ศ. 2551
เมื่อวันที่ 16 เมษายนที่ผ่านมา เอ็ดเวิร์ด ลอเรนซ์ (Edward Lorenz) ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ของสถาบันเทคโนโลยีแห่งรัฐแมสซาชูเซตส์ ถึงแก่กรรมด้วยอายุ 90 ปี ศาสตราจารย์ลอเรนซ์ เป็นนักอุตุนิยมวิทยาที่มีชื่อเสียงโด่งดัง จากการวางรากฐานของทฤษฎีความอลวน (Chaos Theory) การถึงแก่กรรมของเขาทำให้มีการกล่าวถึงทฤษฎีนี้อย่างกว้างขวาง บางคนเสนอว่าในบรรดาแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ ทฤษฎีนี้มีความยิ่งใหญ่ไม่แพ้ทฤษฎีความสัมพัทธ์ (Theory of Relativity) และฟิสิกส์ควอนตัม (Quantum Physics)
รากฐานของการเกิด ทฤษฎีความอลวน มาจากคำถามของศาสตราจารย์ลอเรนซ์ที่ว่า การกระพือปีกของผีเสื้อในบราซิล จะทำให้เกิดพายุใหญ่ในรัฐเทกซัสได้หรือไม่ ด้วยเหตุนี้บางทีทฤษฎีความอลวนจึงรู้กันในนามของ ทฤษฎีผลกระทบของปีกผีเสื้อ
คอลัมน์นี้ประจำวันที่ 7 และ 14 มีนาคมที่ผ่านมาอ้างถึงการนำทฤษฎีความอลวนไปประยุกต์ใช้โดย เออร์วิน ลาสซโล (Ervin Laszlo) ซึ่งสรุปว่า ชาวโลกมีเวลาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากวันนี้จนถึงปี 2555 เมื่อถึงวันนั้นโลกจะเดินเข้าทางแห่งการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือไม่ก็เดินเข้าทางแห่งความล่มสลายแบบกู่ไม่กลับ โลกจะเดินเข้าทางไหนขึ้นอยู่กับมนุษยชาติจะทำอะไรกันบ้าง
ลาสซโลไม่ได้กล่าวว่าเพราะอะไรเขาจึงยกปี 2555 ขึ้นมาเป็นช่วงเวลาแห่งจุดพลิกผันอันสำคัญยิ่งนั้น นอกจากบอกเพียงว่า มันไปตรงโดยบังเอิญกับปีที่ชาวมายาทำนายว่าจะเกิดเหตุการณ์ใหญ่หลวงบนโลก ชาวมายาเป็นผู้สร้างอารยธรรมเก่าแก่ในอเมริกาและได้ล่มสลายไปก่อนที่ฝรั่งจะเดินทางไปถึง ผู้ที่คุ้นเคยกับเรื่องราวของนอสตราดามุส นักพยากรณ์ชื่อดังชาวฝรั่งเศส ย่อมนึกออกทันทีว่า 2555 เป็นปีที่เขาทำนายไว้เช่นกันว่าจะเกิดเหตุการณ์ใหญ่
ผู้ที่พยายามตีความหมายคำทำนายของชาวมายาและนอสตราดามุสบางคนคิดว่า สิ่งที่จะทำให้เกิดเหตุการณ์ใหญ่หลวงนั้น น่าจะมาจากพลังทางธรรมชาติ เช่น ลูกอุกกาบาตขนาดใหญ่พุ่งเข้าชนโลก แต่บางคนคิดว่ามันน่าจะมาจากพฤติกรรมของมนุษย์เช่นเดียวกับลาสซโล เนื่องจากมนุษยชาติไม่สามารถควบคุมพลังทางธรรมชาติดังกล่าวได้ บทความนี้จึงเสนอให้มองเฉพาะด้านพฤติกรรมของมนุษย์เราเท่านั้น บนฐานของทฤษฎีความอลวน เราอาจมองได้ว่า มนุษย์เราแต่ละคนเป็นเสมือนผีเสื้อตัวหนึ่งและการเปลี่ยนพฤติกรรมของเราเพียงเล็กน้อยอาจมีผลใหญ่หลวง
นอกจากทฤษฎีความอลวนแล้ว เราอาจใช้ทฤษฎีหรือแนวคิดอื่นมองความเชื่อมโยงดังกล่าวได้ ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา คอลัมน์นี้พูดถึงการใช้ทฤษฎีสะท้อนกลับไปกลับมา (Theory of Reflexivity) ของจอร์จ โซรอส ซึ่งมองว่า มนุษย์เราโดยทั่วไปไม่เข้าใจสภาพรอบด้านที่แท้จริง เพราะสิ่งที่ปรากฏแก่สายตาเรา อาจไม่ใช่ความจริงพื้นฐานของสภาพรอบด้านก็ได้ นั่นไม่ต่างกับการที่ไม่มีผู้คาดคิดว่า ลมจากการกระพือปีกของผีเสื้อจะก่อให้เกิดพายุได้ ฉะนั้นเขาจึงพยายามค้นคว้าหาข้อมูลให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะมันจะเอื้อให้เขาอ่านสภาพรอบด้านได้ใกล้ความเป็นจริงที่สุด เขาใช้การอ่านนั้นเป็นฐานของการเก็งกำไร ซึ่งสามารถสร้างความปั่นป่วนได้ทั่วโลก
ผู้ที่คุ้นเคยกับแนวคิดในพุทธศาสนาและวิชาฟิสิกส์ อาจมองเห็นทันทีว่า สิ่งที่โซรอสอ้างถึงนั้นไม่ใช่ของใหม่อะไรเลย ในการศึกษาเพื่อหาจุดสนธิระหว่างศาสนากับวิทยาศาสตร์ ท่านทะไล ลามะ ได้อธิบายไว้ในหนังสือเรื่อง The Universe in a Single Atom: The Convergence of Science and Spirituality ในหัวข้อเรื่องทฤษฎีแห่งความว่าง (Theory of Emptiness) หรือ สุญตา โดยใช้ประโยคที่มีความหมายเดียวกันกับของโซรอสว่า โดยพื้นฐานการรับรู้ของมนุษย์เรามักต่างกับความเป็นจริง
ตามทฤษฎีนี้ทุกสิ่งในเอกภพมีที่มาซึ่งหมายความว่าไม่มีอะไรที่ “ว่าง” หรือปราศจากต้นเหตุ ฉะนั้นพายุใหญ่ในรัฐเทกซัสย่อมมีที่มาซึ่งอาจเป็นแรงลมจากการกระพือปีกของผีเสื้อในบราซิลก็ได้ แต่ความจริงข้อนี้มักไม่เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของคนทั่วไป ท่านทะไล ลามะ อธิบายต่อไปด้วยว่า ทฤษฎีแห่งความว่างนี้ใกล้กับทฤษฎีในฟิสิกส์ควอนตัมที่ว่า ในระดับอนุภาคสารต่างๆ ไม่แข็งและมีรูปร่างแน่นอนดังที่ปรากฏแก่สายตาเรา
ทางด้านฟิสิกส์ ผู้ที่มีโอกาสอ่านหนังสือขายดีของ สตีเฟน ฮอคิง (Stephen Hawking) เรื่อง A Brief History of Time อาจจำได้ว่า ทุกอย่างในเอกภพ ซึ่งรวมทั้งโลกของเราด้วย กำลังเคลื่อนไหวไปอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้เพราะเอกภพกำลังขยายตัวด้วยอัตราเร่งสูง แต่เรากลับไม่รู้สึกว่าโลกเคลื่อนไหวไปไหนเลย
ทั้งหลายทั้งปวงที่เขียนมานี้ ก็เพื่อจะชี้ให้เห็นว่า ไม่ว่าจะมองจากมุมไหน การกระทำเล็ก ๆ น้อยๆ ของมนุษย์เราอาจมีผลใหญ่หลวงแม้การเชื่อมโยงนั้นจะไม่เป็นที่ประจักษ์อย่างแจ้งชัดแก่เราก็ตาม วิกฤติต่างๆ ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ำมัน ราคาอาหารหรือภาวะโลกร้อนล้วนเกิดจากการใช้ทรัพยากรของมนุษย์เกินกว่าที่โลกมีอยู่ทั้งสิ้น
แต่ความจริงข้อนี้มักไม่เป็นที่ประจักษ์แก่คนส่วนใหญ่ และการลดการใช้ทรัพยากรของแต่ละคน อาจมีผลใหญ่หลวงในการนำความสมดุลกลับคืนมา ถึงแม้ว่าการลดดังกล่าวอาจเป็นเสมือนกระแสลมจากปีกผีเสื้อก็ตาม ในปัจจุบันนี้มีผู้เห็นความสำคัญของแนวคิดเช่นนี้มากขึ้น และพยายามจำกัดการใช้ทรัพยากรของตัวเอง พร้อมกับนำทรัพย์ส่วนที่ไม่ใช้ไปมอบให้แก่โครงการแก้ปัญหาของโลก
เรื่องกิจกรรมและความเคลื่อนไหวของมหาเศรษฐีจอร์จ โซรอส บิล เกตส์ และวอร์เรน บัฟเฟตต์ คงเป็นที่ทราบกันดีแล้ว ในทำนองเดียวกัน ในขณะนี้ก็มีการเคลื่อนไหวในแนวที่เรียกว่าความรับผิดชอบต่อสังคมของบริษัทห้างร้าน (Corporate Social Responsibility) หรือทุนนิยมแบบมีเมตตาธรรม (Compassionate Capitalism) การเคลื่อนไหวเหล่านี้ คือ การกระพือปีกของผีเสื้ออย่างหนึ่งและเป็นการเปลี่ยนพฤติกรรมตามแนวคิดของลาสซโล ที่จะก่อให้เกิดจุดพลิกผันอันใหญ่หลวงได้ในปี 2555
สำหรับผู้อ่านที่ไม่มีปีกขนาดใหญ่เช่นของมหาเศรษฐีที่กล่าวถึง ก็กรุณาอย่าท้อถอย ใครจะบริโภคไวน์ขวดละแสนบาท กับหูฉลามก็ช่างเขา เราเน้นการบริโภคข้าวกับปลาช่อนและผักนึ่งจิ้มแจ่ว ใครจะใช้รถราคากว่า 15 ล้านบาทก็ช่างเขา เราเน้นการนั่งรถขนส่งสาธารณะ ใครจะไปอังกฤษเพื่อดูการแข่งขันฟุตบอลก็ช่างเขา เราเน้นการอยู่บ้านกับครอบครัว ใครจะโกงก็ช่างเขา เราไม่โกงแต่เราจะพยายามประณามคนโกง
โดยสรุปเรามาร่วมกันเป็นผีเสื้อที่กระพือปีกน้อยๆ ตามหลักความเพียงพอและพอเพียงกันเถอะ หากพวกเราร่วมกัน จุดพลิกผันที่ลาสซโลกล่าวถึงจะพลิกไปในทางแห่งการพัฒนาที่ยั่งยืน ไม่ใช่ทางแห่งความล่มสลายหายนะ ตกลงนะครับ

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *