เมื่อนำ Balanced Scorecard มาใช้กับ Alignment

เมื่อนำ Balanced Scorecard มาใช้กับ Alignment
มองมุมใหม่ : รศ.ดร.พสุ เดชะรินทร์ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย pasu@acc.chula.ac.th กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549
สัปดาห์นี้ยังคงนำเนื้อหาต่อเนื่องจากสัปดาห์ที่แล้วนะครับ เพื่อต้อนรับการกลับมาเมืองไทยอีกครั้งของ Robert S. Kaplan อาจารย์จากฮาร์วาร์ด หนึ่งในสองผู้คิดค้นแนวคิด Balanced Scorecard ที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย ที่จะมาเยือนไทยและจัดสัมมนาพิเศษเรื่อง Turning Execution into Competitive Advantage ในวันที่ 27 มีนาคม นี้
โดยในการมาครั้งนี้เท่าที่ดูจากสคริปท์เบื้องต้นของเขาก็จะหนีไม่พ้นการมาพูดถึงสามเรื่องหลักๆ ได้แก่เรื่องของ Alignment ซึ่งเป็นชื่อหนังสือเล่มใหม่ที่เขาและ David Norton เขียนขึ้น (จะวางจำหน่ายประมาณเดือนหน้าครับ) เรื่องของหน่วยบริหารกลยุทธ์ (Office of Strategy Management) ที่เขาเองก็พยายามกระตุ้นให้เกิดในองค์กรต่างๆ และสุดท้ายเป็นการบูรณาการระหว่าง Balanced Scorecard กับ Activity-Based Costing หรือการคิดต้นทุนตามกิจกรรม ซึ่งทั้งสองแนวคิดเป็นสิ่งที่ Kaplan เขาคิดขึ้นมา และได้มีผู้เรียกร้องมานานแล้วบูรณาการทั้งสองเรื่องเข้าไว้ด้วยกัน
เรื่องของหน่วยบริหารกลยุทธ์นั้นผมได้เคยนำเสนอผ่านทางหน้าคอลัมน์นี้ไว้เกือบปีแล้ว จึงไม่ขอนำเสนออีกนะครับ ส่วนเรื่องของการรวม BSC เข้ากับ ABC คงจะต้องขอไปฟังเจ้าตัวเขาพูดก่อน ในสัปดาห์ที่แล้วผมนำเนื้อหาบางส่วนของเรื่อง Alignment มานำเสนอไว้บ้าง จึงขอนำเสนอต่อในสัปดาห์นี้นะครับ โดยส่วนหนึ่งของ Alignment ที่ Kaplan และ Norton หมายถึงนั้นเป็นการสร้างความเชื่อมโยงและสอดคล้องกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ ภายในองค์กร เพื่อสุดท้ายทำให้เกิด Enterprise Value Proposition นั้นคือ ก่อให้เกิดคุณค่าแก่ผู้ถือหุ้น เนื่องจากการที่หน่วยงานต่างๆ มาอยู่ภายใต้องค์กรเดียวกันน่าจะก่อให้เกิดคุณค่าในเชิงบวกแก่ผู้ถือหุ้นมากกว่าการที่แต่ละหน่วยแยกกันอยู่ หรือทำให้เกิดภาวะที่เรารู้จักกันในนามของ Synergy
โดยในการทำให้เกิด Synergy ระหว่างหน่วยงานต่างๆ นั้น Kaplan กับ Norton เขาได้เสนอไว้ในหนังสือเล่มใหม่ของเขา ให้ใช้สี่มุมมองของ BSC เป็นตัวขับเคลื่อนหรือผลักดันเพื่อให้เกิด Synergy โดยภายใต้ Financial Synergies นั้น คำถามที่สำคัญได้แก่ “เราจะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับแต่ละหน่วยธุรกิจได้อย่างไร?” โดยประกอบไปด้วย Internal Capital Management และ Corporate Brand Management ในส่วนแรกนั้นก็เป็นเรื่องของการจัดสรรทรัพยากร และการบริหารด้านการเงินและการลงทุน ไว้ที่ส่วนกลาง (ไม่กระจายไปให้กับแต่ละหน่วยธุรกิจ) ส่วนเรื่องที่สองก็เป็นการบริหารสินค้าและบริการต่างๆ ให้อยู่ภายใต้ตราสินค้าเดียว เพื่อให้ภาพที่ทั้งองค์กรนำเสนออกไปเป็นภาพเดียว
Customer Synergies นั้น เป็นคำถามเรื่อง “เราจะสามารถใช้ประโยชน์จากการติดต่อหรือสัมผัสกับลูกค้าร่วมกันได้อย่างไร เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับลูกค้า?” โดยในส่วนนี้ประกอบไปด้วย Cross-Selling กับ Common Customer Value Proposition ในส่วนแรกนั้นก็เป็นที่คุ้นๆ กันอยู่แล้วในเรื่องของการขายสินค้าและบริการอื่นภายใต้องค์กรเดียวกัน เพื่อเพิ่มรายได้ต่อลูกค้า เช่น ที่เราเจอกันบ่อยๆ ก็เป็นเรื่องของการที่พนักงานธนาคารมักจะขายประกันภัยหรือหน่วยลงทุนให้กับลูกค้าจนกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว
ส่วนประเด็นที่สองนั้นเป็นการนำเสนอคุณค่าที่มีลักษณะเหมือนกัน จากทุกหน่วยธุรกิจทั่วทั้งองค์กร ทำให้ลูกค้ามั่นใจว่าไม่ว่าจะไปซื้อสินค้าหรือบริการจากที่ไหนภายใต้องค์กรเดียวกันจะได้รับคุณภาพของสินค้า และบริการที่เหมือนกัน เช่น ถ้าเราเข้าโรงแรมที่มีชื่อดุสิตประทับอยู่ก็ควรจะมั่นใจได้ว่าคุณภาพและบริการที่เราได้รับจะเหมือนกันในทุกๆ แห่ง
Internal Process Synergies นั้น เป็นคำถามเรื่อง “เราจะประสานและเชื่อมการดำเนินงานของหน่วยงานต่างๆ ในองค์กรได้อย่างไร เพื่อให้เกิดการประหยัดจากขนาดหรือ Value Chain Integration?” ซึ่งก็มีสององค์ประกอบอีกเช่นเดียวกันครับ ได้แก่ Shared Services และ Value Chain Integration ในส่วนแรกเป็นการทำให้เกิดการประหยัดเนื่องจากขนาด โดยการใช้หน่วยงานหรือกระบวนงานสนับสนุนร่วมกันระหว่างหน่วยธุรกิจต่างๆ เช่น การใช้ระบบจัดซื้อ หรือ ระบบไอทีร่วมกัน เพื่อให้เกิดการประหยัดมากกว่าต่างหน่วยต่างแยกกันดำเนินการเอง
ส่วนของ Value Chain Integration นั้น แทนที่แต่ละหน่วยธุรกิจจะมุ่งเน้นแต่เฉพาะสินค้า บริการ หรือตลาดของตนเอง ทำอย่างไรถึงจะสามารถขยายขอบเขตการดำเนินการสิ่งต่างๆ เหล่านั้นให้มากขึ้น เพื่อสุดท้ายแล้วเป็นการเพิ่มคุณค่าให้กับลูกค้า ท่านผู้อ่านลองนึกถึง One-Stop Service ก็ได้ครับ นั้นคือแทนที่จะทำเฉพาะสิ่งเดิมๆ องค์กรสามารถขยายขอบเขตของงานให้กว้างขึ้นเพื่อให้บริการให้ครบถ้วนได้
ในมุมมองสุดท้ายหรือ Learning and Growth Synergies นั้น เป็นการตอบคำถามว่า “เราจะพัฒนาและแบ่งปันสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้ ได้อย่างไร?” โดยประกอบไปด้วยเรื่องเดียวครับคือ Leveraging Intangible Assets ซึ่งเป็นการสร้างกระบวนการในการพัฒนาและแบ่งปันเรื่องของ การพัฒนาผู้นำ การพัฒนาบุคลากร และการแบ่งปันความรู้ที่สำคัญให้เกิดขึ้นภายในองค์กร เพื่อให้ทั่วทั้งองค์กรได้รับประโยชน์ร่วมกัน
ขอเรียกน้ำย่อยแค่นี้นะครับ บางท่านอาจจะอ่านดูแล้วก็คิดว่าไม่น่าจะมีสิ่งใดใหม่ เนื่องจากการสร้าง Synergies ผ่านทางทั้งสี่มุมมองนั้น ถ้าดูรายละเอียดแล้วก็ไม่พบสิ่งใดใหม่ นอกจากนำสิ่งที่มีหรือรู้อยู่แล้วมาจัดเรียงใส่กรอบใหม่ ก็คงต้องตามไปฟังเขาพูดหรืออ่านหนังสือของเขาอีกทีครับว่าจะมีสิ่งใดใหม่จริงๆ หรือไม่
ก่อนจบขอฝากประชาสัมพันธ์สองเรื่องนะครับ เรื่องแรกคือ ผมมีเวบของตัวเองแล้วครับอยู่ที่ www.pasuonline.net ลองแวะเข้าไปดูและแลกเปลี่ยนความเห็นกันได้นะครับ เรื่องที่สองคือ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ กำลังเปิดรับสมัครผู้สนใจเข้าโครงการเสริมสร้างผู้จัดการยุคใหม่ หรือ MMP ซึ่งเป็นรุ่นที่ 52 แล้วครับ หลักสูตรนี้เป็นแนว Mini-MBA สนใจก็โทรศัพท์เข้าไปสอบถามได้ที่ 0-2218-5701-2 ได้นะครับ

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *