เพิ่มความสุขคนเมือง ไม่ซึมไม่เซ็ง

เพิ่มความสุขคนเมือง ไม่ซึมไม่เซ็ง
 
วันที่ : 17 กรกฎาคม 2551 นิตยสาร/หนังสือพิมพ์ : หนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์
 
 

 

          การดำเนินชีวิตอยู่ในเมืองใหญ่ คนจำนวนไม่น้อยมักเกิดความรู้สึก ตึงเครียด เบื่อหน่าย
 
          …ชีวิตคนเมืองส่วนใหญ่ถูกตีกรอบด้วยเวลา เด็กและเยาวชนถูกตีกรอบด้วยเวลาเรียน 7-8 ชั่วโมงต่อวัน คนทำงานถูกตีกรอบด้วยเวลาการทำงาน โดยเฉลี่ยประมาณวันละ 8 ชั่วโมง คือตั้งแต่ประมาณเวลา 8.30 น. ถึง 17.00 น. ตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันศุกร์ สำหรับบางคนอาจใช้เวลามากกว่านี้ ไม่เพียงเท่านี้ คนส่วนใหญ่ยังเสียเวลากับการเดินทางในชีวิตประจำวันวันละหลายชั่วโมง
 
          สรุปแล้วในวันหนึ่ง ๆ คนเมืองจึงเรียกได้ว่า เหน็ดเหนื่อยในการใช้ชีวิตประจำ หลายคนมีเวลาพักผ่อนน้อย เวลาออกกำลังกายน้อย เวลาทำกิจกรรมที่ชื่นชอบน้อยตามไปด้วย
 
          …ส่วนเด็กและเยาวชนอาจรู้สึกว่าไม่มีกิจกรรมสนุก ๆ ให้ทำมากเพียงพอในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ยิ่งเมื่อเด็กปิดเทอม มักไม่ค่อยมีกิจกรรมอะไรทำ เมื่อพ่อแม่ออกไปทำงาน เด็กในชุมชนอาจรวมกลุ่มกันเล่นไปตามเรื่องให้เวลาหมดไปวัน ๆ หรือไม่พ่อแม่อาจให้เรียนพิเศษเพิ่มเติม หรือหากเป็นครอบครัวที่มีฐานะอาจส่งลูกหลานไปเรียนหรือเข้าค่ายภาษาอังกฤษที่ต่างประเทศ แต่โดยส่วนใหญ่ เรายังไม่มีกิจกรรมรองรับเด็ก ๆ เหล่านี้ใกล้ ๆ บ้านอย่างเพียงพอ
 
          ในส่วนของกลุ่มของเด็กวัยรุ่น ในเวลาว่างมักนิยมรวมกลุ่มกัน บ้างก็ไปเรียนพิเศษ บ้างก็ไปเดินเที่ยวเล่มตามห้างสรรพสินค้า ใช้เวลาในโรงภาพยนตร์ ในร้านอินเทอร์เนต ภาพเหล่านี้คงเป็นภาพที่เราคุ้นชิน
 
          มิเพียงเท่านี้ คนสูงอายุจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้ทำงานประจำแล้ว มักต้องอยู่อย่างเงียบเหงา เมื่อลูกหลานออกไปโรงเรียน ไปทำงาน ไม่ค่อยมีกิจกรรมที่น่าสนใจทำ ไม่สามารถเดินทางไปไกล ๆ ได้อย่างสะดวก จำนวนหนึ่งจึงใช้ชีวิตอย่างเปลี่ยวเหงา ขาดชีวิตชีวา
 
          การเพิ่ม “ความสุข” ให้กับคนเมืองจึงเป็นภารกิจและหน้าที่ที่ผู้บริหารกรุงเทพมหานครต้องใส่ใจ ด้วยการเพิ่มกิจกรรมนันทนาการที่เหมาะสมสำหรับทุกกลุ่มคน ทุกช่วงวัย ทุกฐานะ ทุกด้านไม่ว่าจะเป็น ศิลปะ บันเทิง กีฬา การออกกำลังกาย เกมส์ การพักผ่อนหย่อนใจ การเรียนรู้ การพบปะสังสรรค์ ฯลฯ โดยเป็นกิจกรรมที่แต่ละกลุ่มสามารถเข้าถึงได้ง่าย ในเวลาที่เหมาะสมสำหรับแต่ละกลุ่มคน
 
          ส่วนประกอบที่สำคัญประการหนึ่งของ เมืองน่าอยู่นั่นคือ การที่คนเมืองดำรงชีวิตอยู่อย่างมีความสุข มีสิ่งอำนวยความสะดวกและมีกิจกรรมนันทนาการเหมาะสม อันจะเอื้อให้ทั้งสุขภาพกายดีและสุขภาพจิตดีตามไปด้วย
 

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *