เพราะ 'โลกเปลี่ยน' จึงต้องพัฒนา 'ทุนมนุษย์'

เพราะ ‘โลกเปลี่ยน’ จึงต้องพัฒนา ‘ทุนมนุษย์’

การพัฒนา “ทุนมนุษย์” ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องที่หลายประเทศทั่วโลกให้ความสำคัญมานานแล้ว ทั้งนี้เนื่องจากการเปลี่ยนผ่านของสังคมโลก จากสังคมเกษตรกรรม มาสู่สังคมอุตสาหกรรม ต่อเนื่องมาจนถึงยุคสังคมฐานความรู้ และกำลังจะก้าวผ่านต่อไปในอนาคตสู่สังคมที่เรียกว่าสังคมหลังฐานความรู้

ในขณะเดียวกันระบบเศรษฐกิจของโลกก็ได้เปลี่ยนแปลงสอดคล้องกับระบบสังคมเช่นเดียวกันกล่าวคือ เริ่มต้นจากระบบทุนนิยมเพื่อบรรเทาความขาดแคลน มาสู่ระบบทุนนิยมที่มีผลผลิตส่วนเกิน และกำลังจะก้าวไปสู่ระบบทุนนิยมที่ยั่งยืน

โดยมีปัจจัยของความสำเร็จของภาคเศรษฐกิจและสังคมของโลกที่เหมือนกันในแต่ละยุคสมัยคือ “คน” หรือ “มนุษย์” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกยุคปัจจุบันยิ่งให้ความสำคัญกับมนุษย์มากขึ้นเพราะมองว่า “คนเป็นทรัพยากรซึ่งเป็นทุนที่มีความสำคัญของทุกองค์กร”

ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ ที่ปรึกษาโครงการพัฒนาเครือข่ายองค์ความรู้สาธารณะด้านการจัดการทุนมนุษย์ ของสำนักงาน ก.พ.ได้กล่าวถึงการโยงใยและการเปลี่ยนผ่านของระบบเศรษฐกิจและสังคมของโลกในยุคปัจจุบันว่าระบบทุนนิยมของโลกกำลังก้าวเข้ามาอยู่ในยุคที่ 3 ในขณะเดียวกันสังคมก็พัฒนาไปสู่เรื่องของความรู้ แต่ความรู้ในปัจจุบันนั้นก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างคนจนและคนรวย คนรู้และคนไม่รู้ ทำให้เกิดช่องว่างมหาศาลระหว่างคนรู้และไม่รู้ คนที่ได้โอกาสกับคนที่ด้อยโอกาส

“การมีความรู้อย่างเดียวจึงไม่เพียงพอ เพราะความรู้ก็เหมือนกับดาบสองคม ถ้าเขาขาดคุณธรรมมันก็ก่อให้เกิดปัญหา สังคมไทยในอดีตสั่งสมให้คนไทยมีความรู้โดยไม่ได้สนใจว่าคุณจะมีคุณธรรมหรือไม่ ซึ่งในโลกยุคปัจจุบันถ้าเราสามารถที่จะทำให้คนๆนั้นเป็นคนที่มีทั้งความรู้และคุณธรรมไปพร้อมกันได้โลกถึงจะอยู่ในสมดุล”

นอกจากนี้ ดร.สุวิทย์ ยังได้อธิบายถึงความจำเป็นในการเร่งพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศไทยว่าปัจจุบันนี้โลกได้เปลี่ยนไปจากสังคมเกษตรกรรมมาต่อเนื่องมาสู่สังคมฐานความรู้ ซึ่งกุญแจแห่งความสำเร็จในสังคมฐานความรู้นั้นประกอบไปด้วย 1.รู้หรือไม่ว่าในโลกนี้มีอะไร 2.รู้แล้วนำมาคิดต่อยอดได้หรือไม่ 3.นำความคิดนี้ไปใช้ในเชิงพาณิชย์ได้หรือไม่ และ 4.นำความรู้ที่มีและได้มานั้นมาเป็นประสบการณ์ได้หรือไม่ ซึ่งทั้ง 4 ข้อนี้คือองค์ประกอบที่สำคัญของสังคมฐานความรู้

“แต่ในสังคมหลังฐานความรู้จะมีองค์ประกอบที่สำคัญอีก 4 ข้อเข้ามาเพิ่มเติมซึ่งประกอบไปด้วย 1.ความเชื่อมั่นต่อกัน 2.ความใส่ใจต่อผู้อื่น 3.การแบ่งบันกับผู้อื่น และ 4.การทำงานร่วมกัน ซึ่งสรุปได้ว่าสังคมหลังฐานความรู้นั้นจะมีในสิ่งที่สังคมฐานความรู้มีอยู่แล้ว แต่จะต้องมีอีก 4 ข้อเพิ่มเติมเข้าไป ซึ่งการรวมกันขององค์ประกอบหลักจากสังคมทั้งสองยุค จะทำให้โลกของเราในอนาคตนั้นเกิดความสมดุลระหว่างภาคสังคมและเศรษฐกิจ”

ทาง สำนักงาน ก.พ. ได้ตระหนักและเห็นถึงความจำเป็นดังกล่าวจึงเป็นที่มาของ “โครงการพัฒนาเครือข่ายองค์ความรู้สาธารณะ ด้านการจัดการทุนมนุษย์” ซึ่งได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปีที่แล้ว โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างและพัฒนา เครือข่ายหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ระหว่างองค์กรและหน่วยงานต่างๆ พัฒนาระบบและช่องทางการถ่ายทอด แลกเปลี่ยน เรียนรู้ ระหว่างหน่วยงานในทุกภาคส่วน ร่วมถึงส่งเสริมให้สาธารณชนได้เข้าถึงองค์ความรู้ในด้านการจัดการทุนมนุษย์

สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกที่กำลังจะก้าวผ่านจากยุคสังคมฐานความรู้ไปสู่ยุคสังคมหลังฐานความรู้ ที่คนเราจะสามารถเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายไปทั่วโลก แต่มีการพึ่งพาอาศัย เกื้อกูลและแบ่งปันความรู้ซึ่งกันและกันซึ่ง ดร.สุวิทย์ ย้ำว่า แนวโน้มของโลกกำลังย้อนกลับไปสู่ค่านิยมในเรื่องของจิตใจที่ดีงามในยุคของสังคมเกษตรกรรม แต่ก็ได้นำเอาเทคโนโลยีการสื่อสารมาใช้ให้เกิดเครือข่ายการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าค่านิยมใหม่ของทุนมนุษย์ในอนาคตก็คือ…มีความรู้ที่จะไปแลกเปลี่ยนกับผู้อื่น แต่ก็มีความใส่ใจและมีจิตสาธารณะด้วย

“โลกในยุคสังคมหลังฐานความรู้จะมุ่งเน้นไปสู่ในเรื่องของการใส่ใจและการแบ่งปัน คือการที่คนเรามีค่านิยมในเรื่องของจิตสาธารณะก็จะทำให้คนเราเกิดความใส่ใจและห่วงใยกัน แต่ในขณะเดียวกันเราก็นำเอาความรู้หรือข้อมูลต่างๆที่มีออกแบบเผยแพร่และแบ่งปันกัน ซึ่งทั้งหมดนี้ก็คือหัวใจหลักของการพัฒนาทุนมนุษย์ ที่เราจะต้องสร้างให้คนนอกจากจะบริโภคความรู้แล้วยังนำเอาความรู้ที่ได้ออกมาแบ่งปันและแลกเปลี่ยนกับผู้อื่นเพื่อเป็นการสร้างองค์ความรู้หรือนวัตกรรมขึ้นมาใหม่” ดร.สุวิทย์ กล่าวสรุป

การพัฒนาทรัพยากรบุคคลนั้นเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นอย่างเร่งด่วน และมีความสำคัญในระดับชาติ เพราะทรัพยากรบุคลที่มีความสามารถจะช่วยพัฒนาประเทศชาติให้สามารถยืนหยัดอยู่ภายใต้การแข่งขันในโลกยุคปัจจุบันได้อย่างมั่นคง ซึ่งทาง สำนักงาน ก.พ. หวังว่าการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันผ่าน “เครือข่าย” ระหว่างองค์กรภาครัฐ เอกชน และหน่วยงานต่างๆ ในการที่จะนำองค์ความรู้และนวัตกรรมด้านการจัดการทุนมนุษย์กลับไปพัฒนาบุคลากรของตนเอง จะก่อให้เกิดทรัพยากรมนุษย์ที่มี “ความรู้คู่คุณธรรม” อันจะนำพาประเทศชาติก้าวไกลไปในอนาคต

ที่มา : www.thaihrhub.com

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *