เป็นเพื่อนกับความเครียด

เป็นเพื่อนกับความเครียด
Posted by iRood in life & thoughts on Apr 3rd, 2009 |

เมื่อมองย้อนหลังไปสองสามปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะพยายามเฉไฉหรือปฏิเสธเพื่อปลอบใจตนเองเพียงใด ผมต้องยอมรับว่าสิ่งที่ผมใช้ชีวิตด้วยทุกวัน เจอกันบ่อยที่สุด และบริหารจัดการ“มัน”มาอย่างสม่ำเสมอคือ “ความเครียด”
โดยปกติแล้วผม (คิดว่าตัวเอง) เป็นคนไม่เครียด อย่างน้อยก็เครียดยากกว่าเพื่อนฝูงรอบตัวพอควร ความรู้ความสามารถที่ตนเองพอจะมี ก็มักทำให้เราบริหารจัดการสถานการณ์ต่างๆได้ดีในระดับหนึ่ง
ผมกับความเครียดไม่ค่อยได้พบเจอกันบ่อยเท่าไหร่ ที่เครียดชนิดจำฝังหัวจริงๆก็อาจย้อนกลับไปได้ถึงสมัยที่ยังเรียนมหาวิทยาลัยช่วงก่อนสอบวิชาคณิตศาสตร์มหาโหด หรือไม่ก็ช่วงก่อนสอบเอ็นทรานซ์โน่นเลย
สารภาพ – ผมก็ไม่รู้หรอกว่าทั้งหมดนั้นมันเป็นเพียง“มายาคติ” หรือเปล่า เพราะมันอาจเหมือน “คนเมา” ที่มักบอกเสมอว่าตนเอง“ไม่เมา” ก็เป็นได้ แต่ผมก็เชื่อของผมอย่างนี้จริงๆ
ถึงตรงนี้ หลายคนอาจสงสัยว่าแล้วสองปีที่ผ่านมานี้ ผมเครียดกับอะไร
โดยไม่ต้องการ“พาดพิง”ถึงเรื่องราวอื่นๆมากเกินไปนัก ผมสรุปสั้นๆว่าร้อยละ 80 ของความเครียดที่ต้องพบเจอในแต่ละวันมาจาก“หน้าที่” ที่ตนเองได้รับมอบหมายให้ทำ
สรุปให้เห็นภาพมากกว่านั้นคือ – ผมเป็นนักวิ่ง – มีหน้าที่ที่สำคัญที่สุดคือวิ่งให้ถึงเส้นชัยก่อนคู่แข่ง
แต่ด้วยโชคลางหรือเคราะห์กรรมแต่ปางไหนก็ตามที ทำให้ผมเป็นนักวิ่งที่ต้องเริ่มวิ่งจากจุดที่อยู่ห่างคู่แข่ง 2 ช่วงตัว มีเชือกผูกอยู่ที่เอวเพื่อลากรถเข็นลูกชิ้นปิ้งไปกับตัวเองด้วย โดนปิดตาข้างหนึ่ง ส่วนมือทั้งสองโดนจับมัดด้านหลัง และวิ่งไปสักพัก รองเท้าก็ขาดไปอีกข้างหนึ่ง และไม่มีให้เปลี่ยนใหม่
แต่ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ข้ออ้าง หน้าที่หลักยังคงเป็นการ“วิ่งเพื่อชัยชนะ”เหมือนเดิม เพียงแต่ต้องชนะอย่างมีเงื่อนไขพร้อมสมบูรณ์เท่านั้น
และด้วยสภาพนั้นเอง ทำให้ผมตื่นเช้าขึ้นมาทุกวันพร้อมกับความคิดว่าวันนี้จะวิ่งอย่างไรดี วิ่งท่าไหนจะทำให้เราไปได้ไกลที่สุด ทำอย่างไรจะมีเรี่ยวแรงมากที่สุด ทำอย่างไรจะถึงเส้นชัยเร็วที่สุด ฯลฯ
สิ่งเดียวที่ไม่สามารถคิดได้ก็คือ “ทำไม”ตนเองจะต้องวิ่งไป พร้อมกับลากรถเข็น ปิดตา และมีรองเท้าเพียงข้างเดียว – เพราะนั่นไม่ใช่หน้าที่นักวิ่งที่จะต้องคิด เราเป็นนักวิ่ง เรามีหน้าที่วิ่ง – จบ
ด้วยเหตุนี้ หากหันไปมองชีวิตช่วง 2 ปีที่ผ่านมา สิ่งที่ต้องจัดเป็น “ไฮไลท์” ของช่วงชีวิตนี้ก็คือ “ความเครียด” เพราะมันเป็นช่วงชีวิตที่แทบจะหาวัน “สบายๆ” ไม่ได้เอาเสียเลย ทุกเช้าของวันใหม่ หมายถึงปัญหาใหม่ๆที่ถาโถมเข้ามาให้แก้ไข พร้อมกับปัญหาเดิมๆที่กองค้างมาจากเมื่อวันก่อน
วันที่โชคดีคือวันที่เรื่องราวที่เข้ามา เป็นประเภทยังพอประคับประคองหาทางแก้ต่อไปได้บ้าง แต่กว่าครึ่งของวันเวลาไม่ได้โชคดีเช่นนั้น เพราะส่วนใหญ่เรื่องราวที่เข้ามาล้วนแต่อยู่ในระดับที่ต้อง “ก่ายหน้าผาก” แทบทั้งสิ้น
พูดง่ายๆว่าตลอดสองปีกว่าที่ผ่านมา เป็นช่วงเวลาที่ชีวิตมี“ความเครียด”เป็นเพื่อนสนิทที่เจอหน้ากันทุกเช้า และเข้านอนพร้อมกันทุกคืน นอกจากเจอกันบ่อยแล้ว ระดับความรุนแรงของมันยังมากที่สุด เท่าที่เกิดมาเคยต้องแบกรับเลยทีเดียว
ด้วยความเป็นคนชอบคิด (หลายครั้งเข้าขั้นฟุ้งซ่าน) ชอบสังเกต และชอบตั้งคำถาม ทำให้ผมสังเกต“อาการ” ของตัวเองอยู่เสมอทุกครั้งที่รู้สึกตัวเองว่ากำลังเครียด
เข้าทำนองที่พระท่านมักสอนว่า “ให้ฝึกพิจารณาจิต”
เมื่อทำเช่นนี้บ่อยๆ ผมพบว่าผมรู้จัก“ความเครียด”มากขึ้นมากเมื่อเทียบกับสมัยก่อน เรื่องหลายเรื่องที่ผมฝึกฝนจนสามารถ “วาง” มันลงได้อย่างง่ายดาย และอีกหลายเรื่อง ผมก็สามารถเดาได้ว่าตนเองจะต้องเครียดกับมันแน่ๆอย่างไม่อาจหลบหนี
โดยการ “พิจารณา” จากตัวเองเป็นพื้นฐาน นี่คือข้อสังเกตบางประการเกี่ยวกับ “ความเครียด” ผู้เป็นเพื่อนสนิทที่สุดของผมในเวลานี้
อะไรคือความเครียด และ ทำไมถึงเครียด ?
ด้วยเหตุผลร้อยพันข้อ ถ้าเราพิจารณาดูให้ลึกลงไปถึงที่สุดแล้ว เราจะพบว่าความเครียดคือความทุกข์ชนิดหนึ่ง เป็นความทุกข์ที่ไม่ได้เกิดจากความผิดหวัง ความเสียใจ หรือความเจ็บปวด แต่เกิดจากความอยาก ความต้องการ หรือความคาดหวัง (ว่าจะได้) บางสิ่ง
หากตั้งสติสังเกตให้ดี – เวลาเราเจ็บปวดหรือเสียใจ เรามักพบว่ามันไม่ใช่ความเครียด ความเสียใจคือความเศร้า ความเจ็บปวด ซึ่งแต่ละคนอาจมีวิธีระบายความเสียใจแตกต่างกันไป แต่ท้ายสุดแล้วมันคือความโศก ความเศร้า ไม่ใช่ความตึง และความเครียด
สิ่งที่ขับดันความเครียดคือความรู้สึกอยากได้อะไรสักอย่าง อยากให้บางสิ่งเกิดขึ้น “คาดหวัง” ว่าบางสิ่งควรเกิดขึ้น หรือน่าจะเกิดขึ้น ซึ่งเมื่อมันไม่เป็นเช่นนั้น ก็คือจุดเริ่มต้นของความเครียด
ในระดับผิวเผิน ความอยาก มักไม่สร้างความเครียดด้วยตัวของมันเอง
ตัวอย่างเช่น ใครๆก็ “อยาก” มีบ้านหลังละ 30 ล้าน อยากเกษียณตัวเองตอนอายุ 25 อยากเที่ยวรอบโลก กินอาหารสุดหรู มีชีวิตสุดสบาย ฯลฯแต่เราทุกคนก็ทราบดีว่ามันเป็นได้แค่เพียงความ“อยาก” และคนส่วนใหญ่ มักไม่เอาเรื่องพวกนี้มาเครียด เพราะเราเรียกมันว่าเป็น “ความฝัน”
แต่ความอยากจะทำให้เกิดความเครียด เมื่อมันเป็นความอยากที่เราต้องการมัน มีผลประโยชน์ผูกติดกับมัน มีมาตรฐานทางจิตใจบางอย่างกับความอยากนั้น หรือมีความรู้สึกว่าหากมันไม่เป็นเช่นนั้น จะเกิดผลเสียหายร้ายแรง
ตัวอย่างเช่น ลูกสาวสอบเข้าโรงเรียนชื่อดังไม่ได้ มารดาไม่หายจากโรคไขข้อเสื่อม ธุรกิจที่ลงทุนไปล้มเหลว
กรณีเช่นนี้มักพบว่าความรู้สึกเครียด จะเกิดขึ้นขนานกันไปสองชนิดคือ
เครียดที่ตัวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น – ทำไมลูกสาวสอบไม่ได้ล่ะ โธ่ แล้วลูกเราโตมาจะได้เข้าจุฬา-ธรรมศาสตร์ได้ไหมเนี่ย
และเครียดกับการหาหนทางแก้ไข – แล้วจะทำอย่างไรดี จะเอาเงินที่ไหนส่งเรียนพิเศษ จะต้องบากหน้าไปขอให้ผู้ใหญ่คนไหนช่วยฝากบ้างเนี่ย แล้วจะสำเร็จไหม จะทันเวลาไหม ฯลฯ
ทำอย่างไรจะหายเครียด ?
อันนี้เป็นคำถามโลกแตก เพราะหากตัวผมเองทำได้ ก็คงไม่มานั่งตรงนี้แล้วบอกว่ามีเพื่อนสนิทคือความเครียดแน่ๆ
อย่างไรก็ตาม ถ้าเรา“พิจารณา” แล้วเห็นว่าความเครียด เกิดจาก ความอยาก จริงดังที่เล่าไว้ ก็เดาได้ไม่ยากว่าหนทางเดียวที่จะ“ไม่เครียด” ได้ คือการ“เลิกอยาก” หรือที่ภาษาพระเขาเรียกว่า “ปล่อยวาง” นั่นเอง
ปัญหามันอยู่ตรงที่ว่า การ “เลิกอยาก” นั้นมันทำไม่ได้โดยง่าย
ด้วยระบบการทำงานในโลกทุนนิยมเช่นทุกวันนี้ ทุกอย่างถูกขับดันด้วยพลังแห่งความต้องการ (หรือที่เรียกกันว่า Incentive) คำย่อต่างๆมากมายถูกคิดค้นประดิษฐ์ขึ้นเพื่อ “เพิ่มความอยาก” ทั้ง KPI, Measurement, Score Card, Rating, Target, Cust Sat ฯลฯ
ซึ่งด้วยระบบเช่นนี้ บัวเหล่าที่สี่อย่างผมจึงพบว่ามันเป็นไปไม่ได้เลย ที่จะทำงานไปด้วย และ “ปล่อยวาง” ไปด้วยในเวลาเดียวกัน
ระบบมันออกแบบมาดีมากเสียจน“ความอยาก”กับ“หน้าที่” คือสิ่งเดียวกัน ซึ่งนั่นหมายความเมื่อไหร่ที่คุณไม่อยาก ก็แปลว่าคุณยินดีที่จะ “ละเลย” หน้าที่ของคุณไปในตัว
ตัวอย่างเช่น วันนี้คุณอาจตื่นมาโดยทราบดีว่ามีสิ่งที่ต้องทำ 3 ข้อ
ทำไปสองข้อ ปรากฏว่ากำลังมุ่งหน้าไปข้อสาม เกิดปัญหาขึ้นอย่างหนึ่ง ทำให้คุณต้องกลับไปแก้ที่ข้อ 1.5 ใหม่อีกครั้ง แก้เสร็จ อาจต้องไปแก้ข้อ 1.8 ข้อ 2.1 ข้อ 2.2 และ ข้อ 2.5 ต่อไป
ทำไปจนหมดวัน (และหมดแรง) สุดท้ายคุณยังทำได้ไม่ครบ 3 ข้อเสียที ซึ่งด้วยระบบการทำงานของโลกทุกวันนี้ คงไม่มีพื้นที่ให้ใครสักคนบอกกับตัวเองว่า“ไม่เป็นไร พรุ่งนี้ค่อยเริ่มทำ 1 ถึง 3 ใหม่อีกรอบก็ได้” ได้ง่ายๆ
ผมไม่แน่ใจว่าต้องอยู่ในโลกแบบไหน ในแวดวงใด จึงจะทำได้ – แต่อย่างน้อยในโลกที่ผมอยู่ ก็ไม่อนุญาตให้เราคิดแบบนี้ได้เรื่อยๆไม่มีที่สิ้นสุด เพราะท้ายที่สุดแล้วเราทุกคนต้องการผลลัพธ์กันทั้งนั้น
ในเมื่อมันดูจะเป็นไปไม่ได้ที่เราจะ “เลิกอยาก” ทางเดียวที่ผมพบว่าพอจะเป็นไปได้ก็คือการพยายาม “ลด” ความอยากลงบ้าง สร้างความสมดุล ระหว่าง แรงขับดัน ความอยาก และความเครียด
เมื่อไหร่ที่เรารู้สึกว่าตัวเองเครียดไป เมื่อนั้นคือเวลาที่ต้องตั้งสติตัวเองกลับมา พร้อมบอกให้ตัวเองลด“ความอยาก”ลงบ้าง ความเครียดก็จะลดลงไปเอง
เทคนิคนี้ใช้ได้กับความเครียดที่มาจากกรณีอื่นๆด้วยเช่นกัน เพราะสุดท้ายแล้วแทบทุกกรณีของความเครียด ก็ล้วนมีรากเหง้ามากจากความอยากด้วยกันทั้งนั้น
ทำไมคนนั้นมันทำอย่างนี้ ทำไมคนนี้ไม่ยอมคิดอย่างนั้น ไม่เข้าใจว่าทำไมคนโน้นถึงไม่เข้าใจเราบ้าง แล้วไอ้คนนั้นมันจะเอาอะไรกับเรานักหนา ฯลฯ – กรณีทำนองนี้ ลดความเครียดได้ด้วยการ “อยากเอาใจคนอื่น” ให้น้อยลง และ “คาดหวัง” สิ่งต่างๆจากคนอื่นให้น้อยลงด้วย
แต่ก็ต้องย้ำอีกครั้งว่า “ระบบ” มันไม่เคยยอมให้เรา“เลิกอยาก” ได้โดยง่าย ทางเดียวที่เราพอจะ (พยายาม)ทำได้ก็คือการสร้างสมดุล ไม่ให้เครียดมากเกินไป หรือเฉื่อยเกินไปจนเสียงานเสียการ
สิ่งที่สังเกตพบ
อันนี้เป็นสิ่งที่ผมรู้สึกว่าน่าสนใจมาก เพราะหลายครั้งที่ตนเองไม่รู้สึกตัวเมื่อเกิดอาการต่างๆเหล่านี้ มารู้ตัวอีกทีก็พบว่า “เอ้อ ..เรากำลังเครียด ..ตัวเราเลยเป็นอย่างนี้อีกแล้ว” อยู่เสมอ
หายใจผิดปกติ
จังหวะการหายใจเข้า-ออกเป็นสิ่งหนึ่งที่สัมพันธ์กับสภาพกิจกรรม ร่างกาย และจิตใจของมนุษย์ หลายคนมักไม่สังเกตว่าเมื่อเรา“เครียด” จังหวะการหายใจเข้า-ออกของเราจะผิดไปจากปกติ
เมื่อเราเครียด เราจะหายใจถี่ขึ้น ตื้นขึ้น และหลายครั้งเรา “กลั้นหายใจ” โดยที่เราไม่รู้ตัว ซึ่งเมื่อหายใจเอาอากาศเข้าไปน้อยลงเรื่อยๆ สุดท้ายร่างกายก็จะเกิดอาการ“ถอนหายใจ” เพื่อระบายอากาศออกมา และบังคับให้เราหายใจเข้าไปใหม่ให้ลึกๆ เราจึงรู้สึกว่าการถอนหายใจเป็นอาการอย่างหนึ่งของการระบาย “ความเครียด”
แต่ถ้าสังเกตตัวเองให้ดีจะพบว่าเป็นตัวเราเองที่กลั้นหายใจเมื่อเราเริ่มเครียด
เมื่อสังเกตได้ดังนี้ ครั้งต่อไปที่เครียด ให้ลอง“ฝืน” ธรรมชาติ หายใจเข้า-ออกให้ยาวๆ ลึกๆ ช้าๆ ดูบ้าง จะรู้สึกได้ว่าความ “ตึง”ในจิตใจจะลดลงอย่างน่าประหลาด
น้ำย่อยออกมาเยอะ รู้สึกร้อนในกระเพาะ
มีหลายครั้งที่หลังจากวางโทรศัพท์ลงแล้ว(พร้อมฟังเรื่องร้ายๆที่ต้องแก้ไข) ผมรู้สึกได้ทันทีว่ามี“ความร้อน”เกิดขึ้นในช่องท้องซึ่งเดาได้ว่าเกิดจากกรดในกระเพาะที่หลั่งออกมาเพิ่มมากขึ้นเมื่อเราเครียด
ทางแก้เรื่องนี้ไม่ให้เกิดนั้นไม่มี ที่พอทำได้ก็คือต้องมั่นใจว่าเรากินข้าวตรงเวลา หาของใส่ท้องเพื่อไม่ให้น้ำย่อยไปย่อยกระเพาะตัวเองเสียก่อน – การกินนม – เป็นทางเลือกหนึ่งที่ทำได้โดยง่ายและเร็ว
ปวดหัว ปวดขมับ
อันนี้เกิดขึ้นเสมอเวลาเครียดมากๆ โดยส่วนตัวเชื่อว่ามันเกิดขึ้นได้ง่ายเมื่อเรา“กลั้นหายใจ”โดยที่เราไม่รู้ตัว เพราะการกลั้นหายใจ น่าจะทำให้สมองขนาดออกซิเจน ซึ่งย่อมทำให้เลือดต้องสูบฉีดเร็วขึ้น เส้นเลือดบีบรัดมากขึ้น ทำให้ปวดหัว ปวดขมับ

และทั้งหมดนี้คือสิ่งที่สังเกตได้จากตัวเองเมื่อต้องพบเจอกับ “ความเครียด” ในแต่ละวัน
ก็ได้แต่หวังว่าตัวเองจะ“จัดการ”กับ “เพื่อนสนิท” ที่ชื่อความเครียดนี้ได้ดียิ่งขึ้น
และจะดีที่สุด หากเราจะเลิกคบกันไปเลยเสียที

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *