เปิดเผยความลับ ทำไมไอน์สไตน์ถึงเรียนเก่ง

เปิดเผยความลับ ทำไมไอน์สไตน์ถึงเรียนเก่ง

จากหนังสือ \”เดอะท็อปซีเคร็ต ภาค 2\”
อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เป็นตัวอย่างของนักวิทยาศาสตร์ที่ใช้สมองซีกขวามากกว่าซีกซ้าย เขาความจำไม่ค่อยดี ในวัยเด็กไม่ชอบวิชาคณิตศาสตร์ และภาษาต่างประเทศเลย แต่เมื่อแรงบันดาลใจจากสมองซีกขวาบังเกิด ก็ทำให้เขาหันมาสนใจฟิสิกส์ ซึ่งจินตนาการมีส่วนช่วยอย่างมาก และความอยากรู้อยากเห็นต้องอาศัยคณิตศาสตร์เป็นเครื่องมือในการคำนวณผลลัพธ์ อาศัยความรู้ทางภาษาเป็นตัวช่วยในการค้นคว้า ทำให้ในที่สุด เขาก็เก่งคณิตศาสตร์และภาษาตามไปด้วย แต่อย่างไรก็ตาม เขาก็ยังคงยืนยันว่า “จินตนาการ สำคัญมากกว่าความรู้”
จุดเชื่อมต่อที่สำคัญระหว่างการคำนวณเชิงตรรกะในสมองซีกซ้าย กับภาพแห่งความรู้สึกในสมองซีกขวาของไอน์สไตน์ก็คือ เข็มทิศ กับ วิชาเรขาคณิต เข็มทิศที่ได้รับเป็นของขวัญเมื่อตอนอายุ 4 ปี ทำให้เขาจินตนาการถึงภาพสนามพลังที่มองไม่เห็น และวิชาเรขาคณิตที่เขาเริ่มเรียนรู้เมื่ออายุ 10 ปี จุดประกายให้เห็นถึงความงดงามของวิชาคณิตศาสตร์ เมื่อการจินตนาการเป็นภาพกับความสามารถในการคำนวณมาบรรจบกัน ความเป็นอภิมหาอัจฉริยะก็กำเนิดขึ้น

การเรียนที่มีประสิทธิภาพ ควรเริ่มต้นด้วยการศึกษาแบบองค์รวมโดยใช้สมองซีกขวา ซึ่งจะทำให้เห็นเหตุและปัจจัยอย่างรอบด้าน เข้าใจความเชื่อมโยงของสิ่งต่างๆ รู้จังหวะ รู้ธรรมชาติของศาสตร์นั้น ส่วนการศึกษาแบบแยกย่อย เป็นการเรียนแบบจำเฉพาะส่วน ท่องสมมติบัญญัติต่างๆที่ถูกกำหนดขึ้นมา แต่เมื่อนำไปประยุกต์ใช้กลับไม่เป็นประโยชน์ เพราะมองไม่เห็นความสัมพันธ์ของทั้งระบบ รวมไปถึงการไม่สามารถเชื่อมโยงไปยังเรื่องอื่นๆ ทำให้ขาดความคิดสร้างสรรค์
มีกรณีศึกษาทางการแพทย์พบว่า ในคนไข้ที่สมองซีกซ้ายส่วนหน้าเสียหายจากการเกิดอุบัติเหตุหรือพยาธิสภาพ แต่ปรากฏว่าคนไข้คนนั้นกลับมีลักษณะของอัจฉริยะบางอย่างเกิดขึ้น ทั้งๆที่ก่อนหน้าไม่เคยมีแววทางด้านนี้เลย เช่นบางคนสามารถวาดภาพได้ราวกับเป็นมืออาชีพ บางคนพูดภาษาต่างประเทศได้อย่างคล่องแคล่ว หรือเล่นเปียโนได้ราวกับฝึกซ้อมมาแรมปี จากการค้นพบนี้ สรุปได้ว่า สมองซีกขวามีศักยภาพแฝงซ่อนอยู่ภายในเยอะมาก และอัจฉริยะบุคคลสาขาต่างๆของโลก ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะมีเซลล์ประสาทมากกว่าคนอื่น เพียงแต่เขารู้จักใช้สมองส่วนที่คนอื่นๆไม่ได้ใช้ ทุกคนสามารถเป็นอัจฉริยะได้ ถ้ารู้จักใช้สมองส่วนนี้

ผู้ที่ใช้สมองซีกขวา ซึ่งเป็นสมองที่ทำงานเด่นในวัยเด็ก จะทำให้พวกเขามีความรู้สึกเป็นเด็กและอยากรู้อยากเห็นสูง กลับเป็นผลดีเพราะจินตนาการไม่ถูกจำกัด ประกอบกับสมองแบบเด็กจะไม่ค่อยมีกิเลส ตัณหาที่เร่าร้อน ผู้ประสบความสำเร็จในสาขาอาชีพต่างๆล้วนแล้วค้นพบความลับของสมองซีกขวา แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ก็ตาม อาทิ เช่น บิลเกตต์ ไทเกอร์ วู๊ดส์ สตีเว่น สปีลเบิร์ก ทอม แฮงค์ เจ เค โรวลิ่ง นิวตัน เอดิสัน ฯลฯ รวมไปถึง ปิคาสโซ่ จิตรกรระดับโลกเคยบอกว่า ที่เขาสร้างผลงานได้ขนาดนั้น เพราะยังเหลือความเป็นเด็กอยู่มาก ความมีศิลปะฝังอยู่ในใจเด็กทุกคน แต่ปัญหาก็คือ เมื่อเติบโตขึ้น พวกเขาไม่สามารถรักษาความเป็นเด็กนั้นไว้ได้
โดยธรรมชาติแล้ว เพศชาย เมื่อเติบโตขึ้นจะยังคงเหลือความเป็นเด็กติดตัวอยู่ มากกว่าเพศหญิง และส่วนนี้ถือว่า เป็นจุดได้เปรียบของเพศชาย คนที่มีความเป็นเด็กอยู่ จะมีจินตนาการสูง มีอารมณ์ขัน และขี้เล่น
โธมัส เอดิสัน บอกว่า ที่เขาประดิษฐ์สิ่งต่างๆได้มากมายขนาดนี้ เพราะยังมีความเป็นเด็กเหลืออยู่ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ก็เช่นเดียวกัน เคยเขียนไว้มีความหมายว่า….. “คนเราเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ จะไม่มีใครคิดถึงเรื่องเวลายืดหดได้อีกเลย มันเป็นความคิดของเด็กเท่านั้น แต่โชคดีที่หัวผมช้า ผมจึงเพิ่งมาสงสัยเรื่องเวลายืดหด เอาเมื่อตอนโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว”
ชาร์ล ดาร์วิน อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ และ เซอร์ไอแซค นิวตัน สามอภิมหาอัจฉริยะอันดับ 1 – 3 ของโลก เริ่มต้นชีวิตในวัยเด็กด้วยความผิดปกติ ทั้งดาร์วิน ไอน์สไตน์ และนิวตัน ถูกครูปรามาสว่า เป็นเด็กหัวทึบ ครูบางคนถึงขนาดบอกว่าปัญญาอ่อนกว่าเด็กทั่วไป เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะ ช่วงนั้นพวกเขาไม่ใช้สมองซีกซ้ายเลย จึงมีปัญหาเรื่องการเรียนรู้และสื่อความหมาย เช่น การอ่าน การพูด การคำนวณ ฯลฯ ขนาดอายุหกขวบ ไอน์สไตน์ยังอ่านหนังสือไม่ค่อยออก พูดไม่เก่ง คำนวณคณิตศาสตร์ง่ายๆไม่ได้ แต่ ขณะนั้นสมองซีกขวาของเขา กำลังทำงานอย่างหนัก โดยที่คนภายนอกไม่เข้าใจ

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *