เทคนิคการลาออกจากงานอย่างสร้างสรรค์

เทคนิคการลาออกจากงานอย่างสร้างสรรค์  

 

คุณมีความรู้สึกที่อยากจะลาออกจากงานบ้างหรือไม่ แล้วคุณเคยถามตัวเองหรือไม่ว่าเพราะเหตุใดคุณถึงอยากจะออกจากงาน ดิฉันคิดว่าแต่ละคนคงจะมีเหตุผลที่คิดว่าเป็นเหตุผลที่ดีที่สุดในการออกจากงาน ทั้งนี้ดิฉันได้สรุปเหตุผลต่าง ๆ ในการลาออกจากงาน ดังต่อไปนี้

จูนไม่ติดกับ Style การทำงานของหัวหน้างาน : โอ๊ย…ทนไม่ได้ ทำไมหัวหน้างานบริหารงานไม่เป็น เค้าไม่ควรทำแบบนี้ แต่เค้าน่าจะทำอย่างนี้มากกว่า …ทำไมหัวหน้างานพูดจาแบบนี้กับลูกน้อง มอบหมายงานไม่เป็นเอาซะเลย เอาแต่สั่งอย่างเดียวไม่เคยสอนงานหรือส่งไปฝึกอบรมอะไรกับเค้าบ้างเลย เบื่อจริง ๆ

มองไม่เห็นความก้าวหน้าในการทำงาน : ไม่รู้ว่าต่อไปอนาคตเราจะเป็นยังไง…ทำงานมาตั้งนานแล้ว ตำแหน่งงานยังอยู่แค่นี้เอง เพื่อน ๆ ก้าวหน้าไปไหนต่อไหนกันแล้ว ถ้าอยู่ต่อไปสงสัยว่าตำแหน่งงานก็คงจะเหมือนเดิม

ค่าตอบแทนที่ได้รับไม่โดนใจเอาซะเลย : ทำไมเงินเดือนที่ได้น้อยมาก สวัสดิการก็ไม่ดีสักเท่าไหร่ บริษัทอื่นเค้าจ่ายเงินเดือนให้พนักงานตั้งเยอะ สวัสดิการก็ดีกว่านี้หลายเท่า….สู้ไปทำงานที่อื่นจะดีกว่า

งานที่ทำอยู่ …ไม่ใช่สิ่งที่รักที่จะทำ : ทำไมต้องทนทำงานที่ไม่ชอบด้วย งานที่ทำไม่มีมูลค่าเพิ่มกับตัวเองเลย ถ้าอยู่ต่อไปคงเสียทั้งเวลาและประสบการณ์ งานที่ทำอยู่ท่าทางจะไม่เหมาะกับตัวเราอย่างแน่นอน

ทนไม่ได้กับปัญหาการเมืองในองค์การ : ไม่ชอบการแบ่งเป็นก๊ก เป็นเหล่า ไม่อยากเผชิญกับปัญหาความขัดแย้งทางผลประโยชน์ทั้งของส่วนบุคคล ทีมงาน หรือหน่วยงาน สู้ออกไปทำงานที่อื่นน่าจะสบายใจกว่านี้

เห็นไหมหล่ะค่ะว่า หากคุณคิดที่จะลาออก คุณคงมีคำตอบเตรียมไว้มากมายว่าทำไมคุณถึงทำเช่นนี้ โดยส่วนใหญ่คุณมักจะหาเหตุผลเข้าข้างตนเองต่าง ๆ นา ๆ เพื่อเป็นการสนับสนุนการลาออกของคุณ เหตุผลอาจจริงบ้าง เท็จบ้างหลากหลายสาเหตุแตกต่างกันไปในแต่ละคน ทั้งนี้การลาออกของคุณก็เท่ากับว่าคุณจะต้องจากบ้านหลังที่สองที่คุณต้องใช้ชีวิตอยู่ร่วมด้วยอย่างน้อยประมาณ 8 ชั่วโมงต่อวัน โดยคุณจะต้องย้ายบ้านของคุณไปทำงานที่อื่น แต่บางคนหนักกว่านี้ยังไม่ทันหาบ้านหลังที่สองได้ ก็ลาออกจากงานทันที เหตุเพราะทนไม่ไหวอีกแล้วกับเหตุผลต่าง ๆ นา ๆ ที่สนับสนุนความต้องการของตัวคุณเอง ดิฉันค่อนข้างที่จะไม่เห็นด้วยกับคนที่คิดว่าจะลาออกก่อนโดยที่ยังหางานทำไม่ได้ คุณอาจจะสุขใจในหนึ่งหรือสองเดือนแรก แต่หลังจากนั้นคุณจะเริ่มรู้สึกเบื่อ เพราะเคยตื่นแต่เช้ามาทำงาน มีเพื่อน มีสังคม …. ซึ่งจะทำให้คุณเริ่มที่จะหางานทำ….งานสมัยนี้หายากมากนะคะ… แบบว่า Supply “คนหางาน” เยอะ แต่ Demand “ตำแหน่งงานว่าง” น้อย หากคุณโชคดีหน่อย คุณอาจจะใช้เวลาไม่นานประมาณเดือนหรือสองเดือน หากคุณโชคร้าย คุณอาจจะใช้เวลาครึ่งปี หรือหนึ่งปี หรืออาจจะมากกว่านั้นก็เป็นได้ ดังนั้นหากคุณคิดจะเปลี่ยนงานจริง ๆ ก็ขอให้คุณหางานทำให้ได้ก่อน มีการเซ็นต์สัญญากับบริษัทใหม่เพื่อเป็นหลักประกันว่าคุณมีงานทำอย่างแน่นอน

การที่คุณคิดจะลาออกหรือไม่นั้น ดิฉันอยากจะแนะนำว่าคุณควรจะหาเหตุผลที่มีน้ำหนักพอที่คุณจะตัดสินใจในการจากบ้านหลังที่สองของคุณไป โดยการวิเคราะห์ “ตัวงาน” และ “ตัวเงิน” ควบคู่กันไป ดังต่อไปนี้

ตัวงาน
คุณควรเริ่มถามตัวคุณเองก่อนว่าคุณได้เรียนรู้อะไรบ้างจากงานที่ทำอยู่ และสิ่งที่คุณได้นั้นเสริมมูลค่าเพิ่ม (Value Added) ในตัวคุณบ้างหรือไม่ ความสามารถ (Competency) ที่ประกอบไปด้วย ความรู้ (Knowledge) ทักษะ (Skill) และคุณลักษณะส่วนบุคคล (Personal Attribute) ของคุณได้พัฒนาหรือเพิ่มขึ้นบ้างหรือไม่ และคุณควรเติมเต็มความสามารถอะไรบ้างจากงานที่คุณทำในปัจจุบันหรือคาดว่าจะต่อไปในอนาคต…คุณอาจสงสัยว่าแล้วถ้าเป็นงานประจำ (Routine) ที่มีกระบวนการหรือ ขั้นตอนการทำงานเหมือนเดิม แล้วคุณจะพัฒนาความสามารถของคุณเองได้อย่างไร….. ทำได้อย่างแน่นอน โดยความพยายามในการคิดริเริ่มหาแนวทางหรือวิธีการในการปรับปรุงงานของคุณเอง การเรียนรู้จากการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับตัวคุณเอง…ว่าคุณได้เรียนรู้หรือพัฒนาความสามารถอะไรบ้าง ทั้งนี้ดิฉันขอแนะนำให้คุณทำการวิเคราะห์ตัวเองโดยอาจจัดทำเป็นประจำทุกเดือน ทุกไตรมาส ทุกสี่เดือน หรือทุกครึ่งปี จากตารางการวิเคราะห์ตัวเอง ประจำไตรมาสต่อไปนี้

เดือน งานที่คุณได้เรียนรู้เพิ่มขึ้น ความสามารถที่เพิ่ม/พัฒนา แผนงานที่จะดำเนินต่อ
งานพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
มีนาคม
  • การกำหนด KPIs ของกลุ่มงานขายและการตลาด
  • การกำหนดความสามารถหลัก (Core Competency) ขององค์กร
  • ความรู้เกี่ยวกับ KPIs
  • ความรู้เกี่ยวกับความสามารถCompetency
  • จะต้องหาความรู้เพิ่มเติมอีกเกี่ยวกับการกำหนด KPIs ของกลุ่มงานสนับสนุ
มิถุนายน
  • การกำหนด KPIs ของกลุ่มงานสนับสนุน
  • การเป็นวิทยากรการสอนงานให้กับกลุ่มงานขายและการตลาด
  • ความรู้เกี่ยวกับ KPIs
  • การนำเสนองาน
  • ควรจะเข้าฝึกอบรมวิธีการและเทคนิคการสอนงานมากกว่านี
กันยาน
  • การกำหนด KPIs ของกลุ่มงานสนับสนุน (ต่อ)
  • การเป็นวิทยากรการสอนงานให้กับกลุ่มงานสนับสนุน
  • ความรู้เกี่ยวกับ KPIs
  • การนำเสนองาน
  • ควรจะฝึกการนำเสนองานมากกว่านี
ธันวาคม ไม่มี
งานจัดซื้อ
มีนาคม
  • การแก้ปัญหาการสั่งซื้อวัตถุดิบ ที่ไม่ตรงเวลาตามที่กำหนด ซึ่งเป็นจำนวนมากและต้องการใช้เร่งด่วน
  • การเจรจาต่อรอง
  • เทคนิคการแก้ไขปัญหาในงานจัดซื้อ
  • ควรจะเข้าอบรมเรื่องการเจรจาต่อรองมากกว่านี้
มิถุนายน ไม่มี
กันยาน
  • การจัดทำใบสั่งซื้อโดยเขียนราคาผิดพลาดและไม่ถูกต้องเป็นอย่างมาก
  • ความละเอียดรอบคอบ
  • ควรจะต้องตรวจสอบเอกสารการจัดซื้อให้ ละเอียดมากขึ้น
ธันวาคม ไม่มี


ตัวเงิน

โดยส่วนใหญ่มักจะลาออกเพราะปัญหาของเงินเดือนมากกว่าสวัสดิการ บ้างก็บอกว่าเงินเดือนน้อยมากถ้าเทียบกับปริมาณงานที่ทำ แต่ทำไมอีกคนไม่เห็นจะทำอะไรสักเท่าไหร่เลย แต่เงินเดือนเยอะกว่า เข้าทำนองว่า – ทำงานทั้งวัน ได้พันห้า เดินไปเดินมาได้ 5 พัน อะไรทำนองนี้…. บ้างก็บอกว่าหัวหน้างานขึ้นเงินเดือนไม่ยุติธรรม เราไม่ใช่เด็กโปรด ก็ขึ้นเงินน้อยกว่าลูกรักหลายเท่า…บ้างก็บอกว่าที่อื่นเค้าจ่ายเงินเดือนให้เยอะกว่านี้….ดิฉันอยากจะแนะว่าคุณควรพิจารณาว่าคุณควรจะอยู่ต่อหรือไม่นั้นจาก “ตัวงาน” ก่อน ว่าคุณได้เรียนรู้งานเพิ่มขึ้นบ้างหรือไม่ มีความรู้ ทักษะ อะไรที่คุณได้รับเพิ่มขึ้น…และปัจจัยถัดไป “ตัวเงิน” คุณต้องตอบตัวเองว่าคุณทำงานคุ้มกับเงินเดือนที่ได้รับหรือไม่ บางคนไม่ค่อยทำอะไรมากนัก แต่อยากได้เงินเดือนเยอะกว่านี้…ดิฉันแนะว่าคุณควรคิดเรื่องงานก่อน – ทุ่มเทความสามารถและศักยภาพที่มีทั้งหมดในการทำงาน ….. และเรื่องเงินเดือนหรือผลตอบแทนอื่นจะตามมาเอง…หรืออย่างน้อยบริษัทก็ไม่คิดที่จะเอาคุณออกอย่างแน่นอน เพราะคุณยังมีคุณค่าเพียงพอที่จะรักษาไว้ …. ขอให้คุณคิดถึงหลักสัจธรรมข้อนี้นะคะว่า – ไม่มีบริษัทไหนที่ใจดีจ่ายเงินเดือนให้กับพนักงานที่คิดว่าทำงานให้เค้าไม่คุ้มค่า โดยเฉพาะบริษัทข้ามชาติที่มุ่งการทำงานแบบมุ่งผลงาน หรือ Result Oriented

แนวทางการวิเคราะห์ “ตัวงาน” และ “ตัวเงิน”

คุณควรวิเคราะห์ว่าระหว่างปัจจัยทั้งสองด้านคือ “ตัวงาน” และ “ตัวเงิน” คุณมีความพอใจมากน้อยแค่ไหน ดังตารางการวิเคราะห์ต่อไปนี้ 

  ตัวงาน ตัวเงิน
ตัวงาน พอใจ ไม่พอใจ
ตัวเงิน ไม่พอใจ พอใจ


“ตัวงาน” – พอใจ แต่ “ตัวเงิน” – ไม่พอใจ

หากคุณยังรู้สึกพอใจและสนุกกับงานที่ทำอยู่ แต่เงินเดือนที่ได้รับน้อยไปหน่อยเมื่อเทียบกับปริมาณงานของคุณ ซ้ำร้ายบางคนเจอหัวหน้างานที่จูนเครื่องไม่ติดกับคุณเอาเสียเลย หรือบางคนเจอเพื่อนร่วมงานที่ชอบเหน็บแนมหรือไม่ช่วยงานคุณเลย…ขอให้คุณอดทนไว้ก่อนนะคะ พยายามคิดถึงตัวงานที่คุณทำ บอกตัวเองเสมอว่าคุณจะต้องเรียนรู้และหาประสบการณ์เพิ่มขึ้นก่อน อย่ารีบร้อนออกจากงานทั้ง ๆ ที่ยังไม่มีงานทำ….คุณควรมองตัวคุณเองก่อนว่าคุณมีความพยายามในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นบ้างหรือไม่ ถ้าเป็นเรื่องเงินเดือน คงจะต้องแก้ที่ระบบ เพราะเข้าใจว่าแต่ละบริษัทน่าจะมีกระบอกหรือโครงสร้างเงินเดือน โดยคุณควรยกประเด็นนี้ถามกับหัวหน้างานของคุณ หาช่วงเวลาหรือโอกาสเหมาะ ๆ เข้าไปพบและพูดคุยในสิ่งที่คุณอึดอัดใจ คุณอาจจะใช้ช่วงการประเมินผล ตอนที่หัวหน้างานเรียกคุณไปพบเพื่อชี้แจงผลการประเมิน…สำหรับประเด็นปัญหาเรื่องอื่น ๆ ที่มิใช่เรื่องเงิน เช่น หัวหน้างาน เพื่อนร่วมงาน …ขอให้คุณเปลี่ยนตัวเองก่อน พยายามใช้จิตวิทยาในการสร้าง สัมพันธภาพที่ดีกับทุก ๆ คน ….ดิฉันมีความเชื่อว่า หากคุณไม่มีมนุษยสัมพันธ์ในการทำงานแล้วหล่ะก็ คุณอาจจะไม่ได้รับความร่วมมือในการทำงานจากผู้อื่น แน่นอนว่าการทำงานของคุณอาจจะมีปัญหา สะดุด หรือไม่ราบรื่นอย่างที่คิดไว้

“ตัวงาน” – ไม่พอใจ แต่ “ตัวเงิน” – พอใจ
คุณต้องถามตัวคุณเองก่อนว่า อะไรคือความสุขของคุณ…การที่คุณได้ทำงานที่สนุกและใจรัก หรือการที่คุณได้เงินเดือนเยอะๆ …ดิฉันไม่ขอแนะนำว่าให้คุณต้องทนทำงานที่ตัวคุณเองไม่รัก เพราะจะทำให้คุณทำงานไปวัน ๆ โดยไม่อยากจะคิดหาทางพัฒนางานให้ดีขึ้น….ถึงแม้ว่าคุณจะได้เงินเดือนมากก็ตาม คุณจะพอใจกับปัจจุบันของคุณเอง แต่ขอให้คุณคิดถึงอนาคตเข้าไว้ หากคุณไม่มีใจรักในงาน จะทำให้คุณไม่อยากเรียนรู้งานเพิ่มเติม ไม่คิดที่จะหาทางแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น และในที่สุดงานของคุณก็จะไม่พัฒนา ขอให้ตระหนักไว้เสมอว่า การทำงานที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องอยู่เสมอ จะเป็นสิ่งสะท้อนถึงความก้าวหน้าในอาชีพการงานของคุณเอง ดังนั้นดิฉันมีข้อเสนอว่าคุณควรจะวิเคราะห์ตัวเองว่างานทีคุณชอบและสนุกกับการทำงานและการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น นั้นคืองานอะไร พยายามหางานที่รักและชอบ…แต่ถ้าหางานเท่าไหร่คุณก็ยังไม่ได้ทำงานที่คุณชอบ หรือมองว่าคงไม่มีวี่แววที่จะได้งานที่คุณชอบและอยากจะทำแล้วหล่ะก็ คุณควรจะปรับเปลี่ยนความคิดของตัวคุณเองให้รักงานที่ทำ…. บางครั้งการทำงานที่รัก อาจจะยากกว่าการรักงานที่ทำนะคะ…และถ้าคุณอยากให้ชีวิตมีความสุข โดยคุณไม่มีทางเลือกที่จะทำงานที่รัก ขอให้คุณเริ่มเปลี่ยนมุมมองของคุณทันที เป็น การรักงานที่ทำอยู่ พยายามทำตัวเองให้สนุกกับงานในแต่ละวัน เท่านี้ชีวิตคุณก็มีความสุขกับเงินเดือนที่ได้รับ และงานที่คุณรัก

“ตัวงาน” – พอใจ แต่ “ตัวเงิน” – พอใจ
หากคุณยังพอใจในงานที่ทำอยู่ และตัวเงินที่ได้รับ..เป็นสิ่งที่วิเศษสุดสำหรับคนทำงานนะคะ…ไม่ผิดที่คุณจะหางานใหม่เพื่อความก้าวหน้าในงานของคุณ แต่ไม่ใช่ว่าคุณคิดว่าจะลาออกจากงาน เพียงเพราะว่าคุณไม่ชอบหัวหน้าของคุณเอาซะเลย หรือเพื่อนร่วมงานที่คุณคิดว่าแย่สุด ๆ หรือลูกค้าที่คุณเบื่อแสนเบื่อที่จะต้องไปติดต่อด้วย…คุณหนีสิ่งเหล่านี้ไม่พ้นหรอกค่ะ… ไม่มีอะไรที่ P-E-R-F-E-C-T หรอกนะคะ….มีหลายต่อหลายคนที่อยากจะลาออกเพื่อเป็นการหนีปัญหาที่มีเจ้านายที่ดุแสนดุ พูดจากับลูกน้องแบบมะนาวไม่มีน้ำ หรือบางคนเข้ากับเพื่อนร่วมงานไม่ได้ที่ชอบซุบซิบนินทาชาวบ้านเค้า วัน ๆ นึงไม่คอยทำอะไร เอาแต่จับกลุ่มและเมาส์ถึงคนอี่น…ซึ่งไม่ใช่นิสัยของคุณ…คุณไม่ต้องใส่ใจกับปัญหาที่ไม่เป็นเรื่องเหล่านี้…เปลืองเนื้อที่ในสมองของคุณ …. เอาเนื้อที่ภายในสมองของคุณคิดหาทางปรับปรุงความสามารถของคุณเองจะดีกว่า ทำอย่างไรให้คุณพัฒนางาน ความสามารถ และศักยภาพที่ดีขึ้น เพื่อความก้าวหน้าในชีวิตและหน้าที่การงาน

“ตัวงาน” – ไม่พอใจ แต่ “ตัวเงิน” – ไม่พอใจ
หากคุณต้องทำงานแบบกล้ากลืนฝืนทน แถมเงินเดือนคุณเองก็ยังไม่แฮปปี้ซะเท่าไหร่…. ไม่ผิดที่คุณจะหางานและเงินเดือนที่คุณพอใจ…แต่ต้องไม่ใช่ ลาออกจากงานทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้มีงานใหม่ให้คุณทำนะคะ…. เพราะถ้าคุณยังฝืนทำงานอยู่ ทั้ง ๆ ที่คุณไม่มีความสุขในงาน คุณอาจจะทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม หรือทำงานแบบขอไปที หรือทำงานตามที่ได้รับหมายจากหัวหน้างานเท่านั้น..ซึ่งผลงานที่คุณทำอาจจะไม่ดีเท่าที่ควร และอาจจะส่งผลต่อกำไรหรือรายได้ของบริษัท …ดิฉันเชื่อว่าเจ้าของกิจการหรือเจ้าของบริษัทคงอยากจะจ้างพนักงานที่รักงานที่ทำ มีความสุขและสนุกกับงาน เพราะจะทำให้พนักงานมีใจรักที่จะพัฒนาการทำงานของตนเอง ซึ่งจะส่งผลต่อผลงานของหน่วยงานและบริษัทต่อไป

ขอให้คุณคิดไว้เสมอว่า ปัจจัยที่จะเป็นเหตุผลที่ดีที่จะทำให้คุณตัองลาออกจากบริษัทนั่นก็คือ “ตัวงาน” และ “ตัวเงิน” ว่าคุณมีความพอใจกับสิ่งเหล่านี้มากน้อยแค่ไหน…อย่าลาออกเพียงเพราะหนีปัญหาจากหัวหน้างาน เพื่อนร่วมงาน ลูกน้อง หรือกลุ่มลูกค้า … จงแก้ไขปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ก่อน คิดไว้เสมอว่าปัญหาทำให้เกิดการเรียนรู้ หรือเป็นครูที่ดีที่จะสร้างให้คุณแกร่งและเก่งขึ้น ….การลาออกควรจะเป็นทางเลือกสุดท้ายที่คิดไว้นะคะ…และจงเริ่มวิเคราะห์ระดับความชอบหรือความพอใจในการทำงานในบริษัทของคุณเอง เพราะจะทำให้คุณและบริษัทได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย …ผลงานของพนักงานจะสะท้อนให้เห็นถึงผลงานของหน่วยง

 

 

 

   
ที่มา :www.hrcenter.co.th
 

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *