เถ้าแก่หนึ่งสลึง

เถ้าแก่หนึ่งสลึง

โดย วิกรม กรมดิษฐ์ CEO ผู้ก่อตั้งนิคมอุตสาหกรรมอมตะ ประธานมูลนิธิกรมดิษฐ์ และเป็นนักเขียนที่โด่งดังกับผลงาน [20-5-2008]

ผมไม่ทราบว่าบรรดานักธุรกิจในโลกที่ประสบความสำเร็จนั้น เขาเริ่มต้นธุรกิจกันอย่างไร ?

แต่สำหรับผมแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างแทบจะเริ่มต้นจากศูนย์ก็ว่าได้ เพราะผมเป็นเด็กบ้านนอกไม่ได้เรียนหรือเติบโตในกรุงเทพ ไม่เคยผ่านสถาบันที่สอนเรื่องธุรกิจ ไม่เคยมีประสบการณ์อย่างเป็นเรื่องเป็นราวหรือเคยทำงานในองค์กรทางธุรกิจแห่งไหนมาก่อนทั้งสิ้น นอกจากงานของครอบครัวแบบเถ้าแก่โบราณที่เมืองกาญจน์ฯ ซึ่งฝึกสอนให้ผมรู้จักการค้าแบบซื้อมาขายไปเพื่อกำไรเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น

และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไม่มีแม้แต่เงินที่จะลงทุน หนำซ้ำในวันที่เลวร้ายที่สุดแม้กระเป๋าเสื้อเชิ้ตของผมจะเต็มไปด้วยนามบัตรผู้จัดการบริษัทตัวแทนนำเข้า-ส่งออก โก้หรูมากมายหลายสิบใบ แต่ก้นกระเป๋ากางเกงของผมกลับเหลือเงินติดตัวเพียงแค่หนึ่งสลึงเท่านั้น…

จะว่าไปแล้วผมก็คงเช่นเดียวกับคนหนุ่มคนสาวทั่วไป ที่มีความทะเยอทะยานในชีวิต และต้องการมีอนาคตที่ก้าวไกล มีความมั่นคงทางอาชีพ มีปัจจัยด้านการเงิน และมีสถานภาพทางสังคม ซึ่งบันไดที่จะก้าวไปสู่ความฝันดังกล่าวได้ ก็คือการศึกษา

ตอนที่ใกล้จะจบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยไต้หวันนั้น โดยสัตย์จริงแล้วผมไม่มีความคิดที่จะกลับเมืองไทยเลย แถมยังวางแผนที่จะตั้งรกรากอยู่ในต่างประเทศด้วยซ้ำ เพราะนอกจากจะมีช่องทางทำมาหากินมากกว่าแล้ว บรรยากาศต่าง ๆ ก็ยังน่าอยู่กว่าเมืองไทยในเวลานั้นมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่มีเรื่องของการใช้อิทธิพล หรือคอรัปชั่น เช่นสังคมไทย ซึ่งสองสิ่งนี้เป็นเสมือนพยาธิ์ร้ายที่ดูดกินเลือดเนื้อของประชาชน และทำความอ่อนแอให้กับชาติบ้านเมือง จนผมรู้สึกอึดอัดทุกครั้งที่เดินทางกลับมากรุงเทพฯ

อย่างไรก็ตามการทำธุรกิจในต่างบ้านต่างเมืองไม่ใช่เรื่องที่ง่ายดาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการไม่มีคนที่รู้จักคุ้นเคย หรือสามารถพึ่งพาเรื่องการเงินและเรื่องอื่น ๆ ได้ ส่วนใหญ่คนไต้หวันที่ผมรู้จักก็จะเป็นเพื่อนนักเรียน สำหรับคนที่ผมติดต่อค้าขายด้วย ผมก็เกรงใจไม่กล้าที่จะเอ่ยปากขอความช่วยเหลือจากเขา ความขี้เกรงใจคนนับเป็นนิสัยส่วนตัวอย่างหนึ่งของผม

และทำให้ผมไม่ค่อยกล้าเอ่ยปากขออะไรจากใคร ซึ่งส่วนหนึ่งน่าจะติดมาจากการทำงานกับพ่อตั้งแต่เล็ก ๆ ที่เมื่อพ่อสั่งให้ทำอะไรแล้ว หน้าที่ของผมมีอย่างเดียวคือต้องทำให้สำเร็จ โดยไม่ต้องกลับไปขอความช่วยเหลือหรือคำแนะนำจากพ่ออีก ซึ่งถ้าจะมองในแง่ดีก็คือผมถูกสอนให้เป็นคนที่รู้จักที่จะหาทางแก้ปัญหาต่าง ๆ ด้วยตนเอง และไม่เลิกลาอะไรลงกลางคัน จนกลายเป็นคนประเภทที่ “กัดไม่ปล่อย” ชนิดที่เมื่อลงมือทำอะไรแล้ว แทบจะไม่มีทางที่ผมจะยุติความตั้งใจลงง่าย ๆ เลย

เมื่อไม่อาจจะหาผู้ช่วยเหลือในไต้หวันได้ ประกอบกับได้รับข้อเสนอจากเพื่อนพ่อให้ผมไปช่วยสร้างโรงงานเยื่อกระดาษที่เมืองกาญจน์ ผมจึงไม่รีรอที่จะเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋ายอมกลับมาเมืองไทยอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งอย่างน้อย ๆ ยังพอมีคนรู้จักอยู่บ้าง และน่าจะพอมีช่องทางดีกว่า ความคิดของผมในเวลานั้นวาดหวังอย่างสวยงามว่าจะทำงานสัก 2-3 ปี เพื่อเก็บเงินไปเรียนต่อที่แคนาดา โดยไม่ได้เผื่อเนื้อที่ในหัวใจไว้สำหรับความผิดหวังแม้แต่น้อย

ในกรุงเทพฯ ญาติคนเดียวที่ผมมีอยู่คือป้าเฮียง ซึ่งเป็นพี่สาวคนโตของพ่อ และเป็นคนที่ผมรักและเคารพเหมือนแม่คนหนึ่ง ลูก ๆ ของลุงกับป้าก็เป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่เล็ก ดังนั้นป้าเฮียงจึงยินดีต้อนรับผมเข้าเป็นสมาชิกอีกคนหนึ่งของครอบครัว ตอนนั้นป้าเฮียงอยู่ที่ตึกแถวสี่ชั้นย่านคลองสาน และยกชั้นสามของตึกแถวให้เป็นที่พักของผม โดยห้องนั้นกั้นด้วยไม้อัดเป็นห้องแคบ ๆ ผนังด้านหน้าเป็นครึ่งไม้ครึ่งลูกกรงเหล็ก ภายในห้องมีโต๊ะเขียนหนังสือ เก้าอี้ ส่วนที่นอนเป็นฟูกปูกับพื้น แต่เท่านี้ก็เป็นวิมานน้อย ๆ ที่สะอาด เรียบง่ายเป็นส่วนตัวของผมที่เปี่ยมไปด้วยความรัก ความอบอุ่น และความสุข ที่ผมไม่มีวันจะลืมเลือนได้เลย

นอกจากจะเป็นที่อาศัยแล้ว ผมยังขอใช้บ้านของป้าเฮียงเป็นที่ตั้งบริษัท วี แอนด์ เคเอนเตอร์ไพร์ซ จำกัด ของผมด้วย ชื่อบริษัทมาจากอักษรย่อของชื่อผมและแฟนชาวไต้หวัน คือวิกรม และเคลลี่ จดทะเบียนด้วยเงินทุน 2.5 แสนบาท ชำระมูลค่าเพียง 25 เปอร์เซ็นต์ โดยอาศัยเงินที่ยืมมาจากแม่ และเจ๊ตุ้ยลูกสาวของป้าซึ่งขายของในตลาดสด ด้วยดอกเบี้ยร้อยละ 3 ผมเปิดบัญชีเงินฝากกับธนาคาร Bank of America ที่ถนนสุรวงศ์ เป็นสมุดเช็คปกสีน้ำเงินมีใบเช็คพิมพ์เป็นรูปวิวทิวทัศน์สวยงามมาก วันที่ไปเปิดบัญชี พนักงานธนาคารสุภาพสตรีผู้เป็นคนเปิดบัญชีให้ยังล้อผมเล่นว่าถ้ามีโอกาสจะมาทำงานด้วย เล่นเอาหัวใจดวงน้อย ๆ ของผมพองโต นึกในใจว่านี่แววเถ้าแก่ของเราคงฉายแสงแล้ว

เมื่อมีบริษัทแล้ว เพื่อให้สมกับการเป็นนักธุรกิจเต็มตัวก็ต้องมีนามบัตร ผมสั่งพิมพ์นามบัตรผู้จัดการบริษัท วี แอนด์ เค เอนเตอร์ไพร์ซ มีโลโก้เป็นรูปอีเตอร์กับพลั่วไขว้กัน สมกับดำเนินธุรกิจด้านเป็นตัวแทนนำเข้าและส่งออกสินค้าเกษตรและแร่ธาตุ สำหรับเหตุผลที่ผมเลือกทำงานด้านนี้ ประการแรกเป็นเพราะผมพอจะเคยจับงานประเภทนี้มาบ้างสมัยที่เป็นนักศึกษาและประการที่สองเนื่องจากผมไม่มีเงินทองพอที่จะลงทุนอะไร การเป็นตัวแทนนำเข้าและส่งออกจึงเหมาะกับสภาพการณ์ของตนเองในเวลานั้น

ทุกเช้าก่อนออกจากบ้านป้าเฮียง ผมจะต้องสะสมเสบียงด้วยการกินอาหารเช้าจนอิ่มแปร้เพื่อประทังไปได้จนถึงอาหารกลางวัน ซึ่งมีข้าวแกงข้างถนนเป็นหลัก ที่ผมทานข้าวแกงก็เพราะนอกจากมีราคาถูกแล้ว ยังอยู่ท้องกว่าก๊วยเตี๋ยวอีกด้วย.. ผมใช้เวลาทั้งวันไปกับการตระเวณหาลูกค้า ติดต่อขอข้อมูลจากสถานทูต หอการค้า และห้างร้านต่าง ๆ โดยอาศัยเท้าทั้งสองข้างเป็นพาหนะ กระทั่งรองเท้าสึกต้องซ่อมกันนับครั้งไม่ถ้วน จนช่างซ่อมรองเท้าส่ายหน้าเพราะหมดปัญญาที่จะซ่อม เช่นเดียวกับกางเกงที่ใส่มาตั้งแต่ครั้งเป็นนักศีกษาก็ยังใช้ได้แต่ดูไม่ภูมิฐานเท่านั้น เมื่อกลับถึงบ้านในตอนเย็น ผมจะรีบจัดการกับอาหารเย็นที่ป้าเฮียงเตรียมไว้ให้อย่างเต็มอิ่ม ด้วยความที่หิวโซทั้งวัน หลังจากนั้น จึงช่วยลุงเขียนโทรเลขถึงลูกค้าที่ลุงติดต่อธุรกิจอยู่และขึ้นรถเมล์ไปส่งโทรเลขที่ที่ทำการไปรษณีย์สำเหร่เกือบทุกคืน

เวลาผ่านไป 3-4 เดือน โดยไม่มีวี่แววว่ากิจการของผมจะคืบหน้าไปไหน ขณะเดียวกับที่เงินรองรังซึ่งสะสมมาจากไต้หวันก็ร่อยหรอลงเรื่อย ๆ จนเดือนที่สี่ ผมเหลือเงินเพียง 10 บาท จะออกปากขอยืมเงินลุงกับป้าก็ไม่กล้าเพราะเท่าที่ได้รับความเมตตาให้ที่อยู่ที่กินก็นับว่ามากมายล้นเหลือแล้ว วันนั้นผมไปทำธุระที่แถววงเวียนโอเดี้ยน และวนเวียนอยู่แถวนั้นจนหมดวัน โดยลืมคิดไปว่าตัวเองมีเงินอยู่แค่ 10 บาท

และหลังจากจ่ายค่าอาหารกลางวันแล้ว เหลือเงินติดก้นกระเป๋าเพียงสลึงเดียว ซึ่งพอสำหรับค่าโดยสารเรือเมล์ข้ามฟากเจ้าพระยาพอดี แต่การจะเดินทางจากโอเดี้ยนไปถึงท่าเรือที่สี่พระยานั้น ตอนแรกผมคิดจะอาศัยพาหนะคู่ชีพคือเท้าทั้งสองข้าง แต่เมื่อคิดถึงเวลาและระยะทางแล้วก็ไกลโขพอสมควร ประกอบกับความเหน็ดเหนื่อยที่ผ่านมาตลอดวัน

ทำให้ผมตัดสินใจกระโดดขึ้นรถเมล์ โดยเล็งไว้ก่อนแล้วว่ากระเป๋ารถเมล์อยู่ด้านไหน ถ้ากระเป๋าอยู่ด้านหน้าผมก็โดดขึ้นด้านหลัง หรือไม่ก็เดินลึกเข้าไปข้างใน ในช่วงนั้นพอดีเป็นเวลาเลิกงานผู้โดยสารแน่นมาก พอกระเป๋าเดินตามมา ผมก็โดดลงต่อรถเมล์คันใหม่ จริง ๆ แล้ว ผมไม่ได้นึกอยากจะโกงค่าโดยสารเลย แต่จะทำอย่างไรได้ล่ะครับ เมื่อทั้งเนื้อทั้งตัวผมตอนนั้นเหลือเงินอยู่แค่หนึ่งสลึงเท่านั้นเอง

หลังจากจ่ายค่าเรือข้ามฟากเจ้าพระยาแล้ว กระเป๋าของผมก็ว่างเปล่า ไม่มีอะไรเหลืออยู่เลยนอกจากหัวใจที่ยังเต็มเปี่ยมไปด้วยความฝันที่จะหาทุนเพื่อไปเรียนต่อให้จงได้

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *