เตือนผู้เปลี่ยนไต…ระวังโรคผิวหนังแทรกซ้อน!!

เตือนผู้เปลี่ยนไต…ระวังโรคผิวหนังแทรกซ้อน!!
• คุณภาพชีวิต
แนะเลี่ยงแดดจัด หมั่นตรวจผิวเพื่อค้นหามะเร็ง

ปัจจุบันพบผู้ป่วยโรคไตจำนวนมากทั้งในต่างประเทศและในประเทศไทย เนื่องจากมีการพัฒนาเทคนิคทางการแพทย์ เช่น การล้างไตผ่านทางช่องท้อง การฟอกไตทางหลอดเลือด และการผ่าตัดเปลี่ยนใด ทำให้ผู้ป่วยโรคไตมีอายุยืนนานขึ้น ผู้ป่วยที่เปลี่ยนไตบางรายยังมีชีวิตอยู่หลังผ่าตัดมานานกว่า 40 ปีแล้ว อย่างไรก็ตาม พบปัญหาผิวหนังในผู้ที่ผ่าตัดเปลี่ยนไตได้บ่อยมาก

ผู้ป่วยที่ได้รับการเปลี่ยนไตร้อยละ 50 – 100 มีปัญหาผิวหนัง ส่วนหนึ่งเกิดจากยาที่กดภูมิต้านทาน และเกิดจากภาวะที่ภูมิต้านทางถูกกดที่เกิดจากยา ได้แก่ หน้ากลมเหมือนดวงจันทร์ เหงือกบวม และความผิดปกติต่อมขุมขน เช่น สิว รูขุมขนอักเสบ ขนดก ต่อมไขมันโต

ส่วนความผิดปกติที่เกิดจากภาวะที่ภูมิต้านทานถูกกด ได้แก่ การติดเชื้อไวรัส เช่น เริม อีสุกอีใส งูสวัด การติดเชื้อ แบคทีเรีย เช่น เชื้อสแตฟฟีโลคอคคัสที่ก่อฝีหนองที่ผิวหนัง วัณโรคผิวหนัง การติดเชื้อรา ทั้งชนิดตื้นและชนิดลึก การติดเชื้อปรสิต เช่น หิด รอยโรคผิวหนังก่อนเป็นมะเร็ง โรคมะเร็งผิวหนัง และโรคมะเร็งอื่นๆ เช่น ลิมโฟมา

การเปลี่ยนแปลงทางผิวหนังในผู้ที่รับการเปลี่ยนไตที่พบบ่อยที่สุด เกี่ยวข้องโดยตรงกับยาที่ใช้กดภูมิต้านทานเพื่อไม่ให้ร่างกายปฏิเสธไตที่ได้รับ พบลักษณะของการเปลี่ยนแปลงแบบคุชชิงกอยด์ อย่างเต็มรูปแบบในร้อยละ 55 – 90 ของผู้ป่วย เกิดจากการได้รับยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ขนาดสูงในระยะแรกหลังการเปลี่ยนไต โดยพบลักษณะทางผิวหนัง คือ หน้าบวมเป็นดวงจันทร์ คอมีหนอก ผิวแตกลาย ผิวฝ่อ และเส้นเลือดฝอยขยายตัว

การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อาจดีขึ้น หรือหายไปเมื่อลดขนาดยา แต่ก็อาจเป็นอยู่ตลอดเพราะมักต้องใช้สเตียรอยด์ต่อเนื่องเป็นเวลานาน นอกจากนั้นหลังเปลี่ยนไตยังพบการติดเชื้อได้บ่อย เกิดจากการที่แพทย์ต้องให้ยากดภูมิต้านทาน เพื่อไม่ให้ร่างกายปฏิเสธไตใหม่ที่ผู้ป่วยได้รับ โดยมีโอกาสติดเชื้อสูงสุดในช่วง 6 เดือนแรกหลังการผ่าตัด เพราะเป็นช่วงที่ได้รับยากดภูมิต้านทานขนาดสูง พบว่าการติดเชื้อราจัดเป็นการติดเชื้อที่พบบ่อยที่สุด โดยพบได้ร้อยละ 7 – 75

และชนิดที่พบบ่อยที่สุด คือ เชื้อเกลื้อน อาจทำให้ผู้ป่วยมีรูขุมขนอักเสบ ยังพบการเป็นหูด ทั้งหูดสามัญ และหูดชนิดราบ โดยพบบ่อยที่สุดตามบริเวณผิวหนังที่โดนแสงแดด และมักเป็นจำนวนมาก ปัญหาสำคัญคือ การรักษาหูดที่เกิดในผู้ป่วยกลุ่มนี้มักตอบสนองต่อการรักษาไม่ดี และกลับเป็นซ้ำได้บ่อย และควรได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว

ผู้ที่รับการเปลี่ยนไตต้องหมั่นตรวจตราผิวหนัง เพราะพบมะเร็งหลังการเปลี่ยนไตได้บ่อย และส่วนใหญ่เป็นมะเร็งผิวหนัง โดยพบมะเร็งผิวหนังชนิดสแควมัสเซลล์ ซึ่งเป็นมะเร็งผิวหนังชนิดที่พบบ่อยที่สุดในผู้ที่เปลี่ยนไต และยังพบมะเร็งผิวชนิดเบซัลเซลล์ มะเร็งผิวหนังในผู้ที่เปลี่ยนไตมีลักษณะเฉพาะ คือ มีการดำเนินโรคที่เร็วและรุนแรงกว่า มีอัตราการกลับเป็นซ้ำสูงกว่า และมีแนวโน้มจะแพร่กระจายสูงกว่าปกติ

ปัจจัยกระตุ้นให้เกิดมะเร็งผิวหนัง ได้แก่ การโดนรังสียูวีบีในแสงแดด ผิวที่ขาวจัด และภาวะที่ภูมิต้านทานถูกกด โดยพบรอยโรคส่วนใหญ่ในตำแหน่งที่ผิวหนังโดนแสงแดด เพื่อลดการเกิดมะเร็งผิวหนัง ผู้ที่รับการเปลี่ยนไตต้องหลีกเลี่ยงการโดนแสงแดดจัด ใช้ยากันแดด และหมั่นตรวจผิวหนังเพื่อค้นหามะเร็งและรอยโรคก่อนเป็นมะเร็งผิวหนังในระยะเริ่มแรก เมื่อตรวจพบต้องรับการรักษาทันที

ที่น่าสนใจคือในผู้ที่เปลี่ยนไตนั้น พบมะเร็งผิวหนังชนิดคาโปซี ซึ่งเป็นมะเร็งผิวหนังที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยโรคเอดส์ สูงเป็น 400 – 500 เท่าของคนปกติ และยังพบมะเร็งไฝดำ สูงเป็น 2 – 9 เท่าของกลุ่มประชากรปกติ สำหรับมะเร็งไฝดำนี้แพร่กระจายได้ทางกระแสเลือด จึงทำให้มีอันตรายสูงมาก

ที่มา: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

Update 18-05-52
อัพเดทเนื้อหาโดย : กันทิมา ลีจันทึก

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *