เด็กไทยไม่โง่ วัดไอคิว “103”

เด็กไทยไม่โง่ วัดไอคิว “103”

หลังจากที่เคยมีการสำรวจระดับสติปัญญา หรือไอคิวของเด็กไทย เมื่อ 1 ปีที่ผ่านมา แล้วพบว่าอยู่ที่ระดับ 88-91 ซึ่งเข้าข่ายปัญญาทึบ ทำให้กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับสำนักวิจัยเอแบคโพล อาจารย์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักจิตวิทยาอาวุโส และนักจิตวิทยา ดำเนินการสำรวจระดับสติปัญญาของเด็กไทย โดยแก้ไขจุดสำคัญของการวิจัย และมีการแถลงผลการสำรวจไอคิวของเด็กไทยครั้งใหม่

เมื่อวันที่ 21 พ.ค. ที่กรมสุขภาพจิต โดย นพ.วัลลภ ไทยเหนือ รมช. สาธารณสุข นพ.ม.ล.สมชาย จักรพันธุ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต และนายนพดล กรรณิกา ผอ.สำนักวิจัยเอแบคโพลร่วมแถลงว่า การสำรวจแบ่งเด็กเป็น 3 กลุ่ม คือ เด็กปฐมวัย 0-5 ปี เด็กวัยเรียน 6-12 ปี และเด็กวัยรุ่น 13-18 ปี

เพื่อให้ทราบถึงข้อมูลและสถานการณ์ระดับสติปัญญาของเด็กไทยในภาพรวมอย่างเป็นทางการ เพื่อนำไปใช้ในการวางแผนพัฒนาโครงการที่จะช่วยส่งเสริมสติปัญญาเด็กไทยให้ฉลาดและดำรงชีวิตอย่างมีความสุข โดยสุ่มตัวอย่างเด็กในประเทศไทยระดับอนุบาล-ประถมศึกษา ตั้งแต่อำเภอสะบ้าย้อย จ.สงขลา-จ.เชียงใหม่ และ กทม.รวม 15 จังหวัด จำนวน 7,391 คน
ผลการสำรวจพบว่า เด็กไทยมีระดับสติปัญญาหรือไอคิวเฉลี่ย 103.09 โดยกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 45.3 มีไอคิว 90-109 ถือว่าอยู่ในระดับปานกลาง รองลงมา ร้อยละ 18.3 อยู่ในระดับ 110-119 ถือว่า ฉลาด ส่วนไอคิวมากกว่า 120 ที่เป็นอัจฉริยะมีถึงร้อยละ 16.2 ส่วนระดับ 80-89 ที่เป็นปัญญาทึบ มีประมาณร้อยละ 12 โดยเด็กใน กทม.มีไอคิวเฉลี่ยสูงสุด 108.47 รองลงมา คือ ภาคอีสาน 104.05 ภาคเหนือ 103.71 ภาคกลาง 101.84 และภาคใต้ 98.66

นอกจากนี้ ยังพบว่าเด็กหญิงมีไอคิวเฉลี่ย 103.99 เด็กชายมี 102.3 สิ่งที่น่าสนใจคือเมื่อเด็กโตขึ้นแล้ว กลับมีระดับไอคิวลดลง โดยระดับอนุบาลเด็กหญิงและชายมีไอคิว 112 และ 109.41 แต่พอระดับประถมเด็กหญิงและเด็กชายมีไอคิว 97.43 และ 97.21 ซึ่งลดลงกว่า 10 แต้ม ขณะที่เด็กใน กทม.ลดลงเพียง 7 แต้มเท่านั้น

ซึ่งเมื่อแยกสังกัดของสถานศึกษาพบว่า เด็กที่เรียนในโรงเรียนสาธิตจะมีไอคิวอยู่ระดับฉลาดไม่ลดลงในช่วงประถม ต่างจากโรงเรียนสังกัดอื่นๆ รวมถึงโรงเรียนเอกชน คือเด็กที่เรียนระดับอนุบาลมีไอคิวอยู่ในระดับฉลาด คือ 113.65 แต่เมื่ออยู่ระดับประถมศึกษา กลับมีไอคิวลดลงเหลือ 101.12 ซึ่งทำให้เกิดสมมติฐานว่า ระบบการศึกษาเป็นปัจจัยทำให้เด็กกลุ่มตัวอย่างมีไอคิวลดลงหรือไม่ และจำเป็นต้องศึกษาในรายละเอียดต่อไปในอนาคต
ด้าน นพ.ม.ล.สมชาย จักรพันธุ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวถึงการสำรวจว่า พบเด็กมีไอคิวตั้งแต่ 110 ขึ้นไป ซึ่งจัดเป็นกลุ่มฉลาด มีมากกว่าร้อยละ 30 ในส่วนของเด็กที่มีไอคิวต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน กรมสุขภาพจิตจะนำข้อมูลที่สำรวจได้ประสานกับกระทรวงศึกษาธิการและชุมชน

ในการกระตุ้นพัฒนาการและเพิ่มขีดความสามารถต่อไป และในอนาคตจะมีการสำรวจอีคิว หรือความฉลาดทางอารมณ์ของเด็กในกลุ่มเดียวกันด้วย เพราะหากเด็กมีความฉลาดอย่างเดียว แต่ความฉลาดด้านอารมณ์ ไม่ดี อนาคตอาจจะทำให้บ้านเมืองย่ำแย่ได้ รวมทั้งมีการสำรวจการได้รับไอโอดีน ซึ่งเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อระดับสติปัญญาของเด็กพร้อมกันด้วย

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *