เดินสามขา

เดินสามขา
BUSINESS & SOCIETY : ดร.วรภัทร โตธนะเกษม กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2550
ต้นสัปดาห์นี้ มีประกาศในหน้าหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ พาดหัวไว้ตัวโตด้วยข้อความว่า ประกาศเรียกคืนสินค้า ซึ่งเป็นของเล่นชนิดหนึ่ง ชื่อว่า Polly Pocket เพราะมีส่วนประกอบของชิ้นแม่เหล็กที่เด็กอาจกลืนหรือนำไปใส่หูหรือจมูกได้ และผู้ผลิตของเล่นดังกล่าว คือ Mattel ซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก ได้เรียกคืนสินค้าครั้งนี้ ด้วยความสมัครใจ
เห็นประกาศแล้ว ผมมีความรู้สึกผสมผสานกันระหว่าง ความไม่สบายใจ และ ความดีใจ ที่ไม่สบายใจ ก็เพราะผู้ผลิตสินค้าทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทใหญ่ๆ อย่างนี้ น่าจะมีความรอบคอบมากกว่านี้ ก่อน นำสินค้าออกวางตลาด แต่ที่ดีใจก็คือ หลังจากพบว่าสินค้าอาจเป็นปัญหาต่อผู้บริโภคแล้ว บริษัทก็รับผิดชอบด้วยการประกาศเรียกสินค้ากลับคืนทั้งหมด
สมัยที่ผมไปเรียนในอเมริกาหลายปีมาแล้ว ผมเห็นประกาศ Recall สินค้าเป็นระยะๆ และก็รู้สึกไม่สบายใจ ผสมดีใจแบบเดียวกันนี้นี่แหละ แต่ผมก็อดคิดไม่ได้ ว่าทำไม เมืองไทย ในขณะนั้นไม่เคยมีการประกาศเรียกคืนสินค้าเลยนะ หรือว่าเป็นเพราะบ้านเราไม่เคยมีสินค้าด้อยคุณภาพออกไปวางในท้องตลาดเลย (ใครที่คิดอย่างนี้ สงสัยจะต้องถือว่าเป็นคนสมองฝ่อกระมังครับ)
สองสามสัปดาห์ที่ผ่านมา สินค้าจาก ประเทศจีน โด่งดังไปทั่วโลก เมื่อบริษัทผู้ผลิตของเล่น และบริษัทใหญ่ๆ อีกหลายแห่งในอเมริกา ประกาศเรียกคืนสินค้าของตน (ที่ผลิตในประเทศจีน) เพราะพบว่าใช้วัสดุคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐานที่กำหนด และบางกรณีก็มีสารเคมีเกินกว่ามาตรฐาน ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภคได้ หลังจากนั้น ประเทศอื่นๆ ที่นำเข้าสินค้าจากประเทศจีน ก็เริ่มดำเนินการในลักษณะเดียวกัน ผมเข้าใจว่าการที่ Mattel ประกาศเรียกคืนสินค้าในประเทศไทย ก็น่าจะเป็นเหตุการณ์ที่มีความสัมพันธ์กับเรื่องนี้อยู่บ้าง
ถ้าภาคธุรกิจเข้มแข็งอย่างมีคุณภาพ เศรษฐกิจของชาติก็จะก้าวไปข้างหน้าได้ดี ตัวอย่างข้างต้น สะท้อนให้เห็นว่า บางครั้ง นักธุรกิจก็ใส่ใจในเรื่องความปลอดภัยของผู้บริโภคน้อยเกินไป แนวคิดหนึ่งในการพัฒนาให้องค์กรธุรกิจ มีความเข้มแข็งและเกิดประโยชน์ต่อสังคมยิ่งขึ้น ก็คือ แนวคิดเรื่อง “สามเสาหลัก” หรือ Three Pillars ซึ่งผมขอแปลงมาเรียกว่า สามขาหลัก ก็แล้วกัน เพราะ ขา สะท้อนถึงการก้าวเดินไปข้างหน้าได้ด้วย
ขาแรก คือ “การกำกับดูแลตนเอง” (Self Discipline) ขาที่สอง คือ “การกำกับดูแลโดยตลาด” (Market Discipline) และขาที่สาม คือ “การกำกับดูแลโดยกฎหมาย” (Regulatory Discipline) ที่ผมแปลเช่นนี้ ก็เพื่อให้เข้าใจความหมายได้ง่าย เพราะถ้าแปลคำว่า “Discipline” ว่าหมายถึง “วินัย” แล้ว สงสัยจะทำให้เข้าใจยากขึ้น
อธิบายได้ว่า ขาแรก คือ ผู้ประกอบการ จะต้องทำตัวตนให้ดีเสียก่อน โดยประพฤติปฏิบัติดี และกำหนดกติกาเพื่อดูแลกันเองให้ดี นี่คือ Self Discipline แต่ถ้าหากขาแรกดูแลกันเองได้ไม่ดีพอ ในที่สุด ตลาด ซึ่งเป็น ขาที่สอง หมายถึง ผู้บริโภค หรือ นักลงทุน ฯลฯ ก็จะเข้ามากำกับดูแลความบกพร่องเหล่านั้น ด้วยการแสดงพลัง เช่นประกาศต่อต้าน หรือเลิกซื้อสินค้า หรือเลิกลงทุนในบริษัทธุรกิจนั้นๆ เป็นต้น
ขาที่สาม หมายถึงการใช้อำนาจของผู้กำกับดูแลในทางกฎหมาย เพื่อกำหนดกติกา และติดตามควบคุม ให้ธุรกิจอยู่ในลู่ในทาง ไม่เอาเปรียบคู่แข่ง หรือผู้บริโภคและสังคม รวมทั้งตัดสินลงโทษ กรณีที่มีการกระทำผิด เพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อไป
ทั้งสามขานี้ แน่นอนว่า ต้องก้าวไปด้วยกัน จะขาดขาใดขาหนึ่งมิได้ แต่ถามผมว่า ในความเห็นของผมนั้น ขาไหน น่าจะสำคัญที่สุด ผมก็จะตอบว่า ขาแรก ครับ เพราะถ้าผู้ประกอบการมีวินัยของตนเอง และดูแลกันเองเป็นอย่างดีแล้ว ปัญหาที่ตามมาก็จะน้อยลง สังคมธุรกิจก็จะดีขึ้น ผู้บริโภคไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ ขาที่สองและขาที่สาม คือ ตลาดและผู้กำกับดูแลในทางกฎหมาย ก็จะไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยมากนัก เพราะการฟ้องร้อง หรือการออกกฎเกณฑ์เพื่อกำกับดูแล หรือการลงโทษจะมีน้อยลง ซึ่งก็แปลว่า เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบเศรษฐกิจนั่นเอง
แต่ในความเป็นจริงแล้ว ขาแรก มักจะไม่ค่อยเข้มแข็งนัก กล่าวคือ ผู้ประกอบการบางราย ไม่ประพฤติปฏิบัติให้เหมาะสม และผู้ประกอบการก็ดูแลกันเองไม่ค่อยได้ผล ทำให้ ขาที่สอง และ ขาที่สาม ต้องออกแรงมากขึ้น และมีต้นทุนเพิ่มขึ้นในระบบเศรษฐกิจ ในประเทศที่ด้อยพัฒนา และกำลังพัฒนา เรามักจะพบว่า ขาที่สำคัญที่สุด กลายเป็นขาที่สาม เพราะขาที่สอง คือ ผู้บริโภคทั้งหลาย ก็ยังอยู่ในภาวะที่อ่อนแอ และไม่มีพลังเพียงพอที่จะดูแลประโยชน์ของตนเองได้เท่าที่ควรเช่นกัน
สำหรับประเทศไทย ผมคิดว่า เราได้ผ่านพัฒนาการมาแล้วตามลำดับ กล่าวคือ เมื่อหลายสิบปีก่อน เราต้องใช้ ขาที่สาม เป็นหลัก เราต้องพึ่งพาผู้กำกับดูแลในการกำหนดกฎเกณฑ์ ควบคุมติดตาม รวมทั้งลงโทษผู้ประกอบการที่นอกลู่นอกทาง ในเวลาต่อมา เมื่อภาคธุรกิจของเราได้พัฒนามากขึ้น การกำกับดูแลตนเองก็ดีขึ้น รวมทั้งผู้บริโภคและผู้ลงทุน ก็ได้กลายเป็นขาที่สองที่เข้มแข็งขึ้นด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมาก แม้ว่าปัจจุบันจะยังไม่เข้มแข็งถึงระดับที่เราอยากเห็นก็ตาม
จะว่าไปแล้ว เราก็เดินทางกันมาได้ไกลพอสมควร ทั้งสามขาเข้มแข็งขึ้น แต่เราก็ยังพบอยู่เสมอๆ ว่า ขาแรก ยังคงอ่อนแอ ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนี้ ขาที่สองและสาม ก็เลยต้องออกมาแสดงพลังให้เห็นเป็นระยะๆ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องประหลาดหรอกครับ ขนาดประเทศที่พัฒนาแล้ว ขาที่สองและสาม ก็ยังต้องออกมาแสดงพลังเป็นครั้งคราวเลย
ปกติ คนเราก็เดินกันสองขา เพียงแต่เมื่อขาใดขาหนึ่งบาดเจ็บ ต้องเข้าเฝือก ก็มีขาที่สามเข้ามาช่วย ซึ่งก็ยังเดินไม่ค่อยสะดวกอยู่ดี อย่างไรก็ตาม การเดินสามขาที่เราพูดถึงนี้ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะเป็นสามขาที่ช่วยขับเคลื่อนให้ธุรกิจก้าวไปอย่างเข้มแข็ง ในทิศทางที่ถูกต้อง และเป็นประโยชน์ต่อสังคม……..เพียงแต่ว่าปัญหาแทรกซ้อนภายในของเราในระยะหลังๆ นี้ ก็คือ เหตุการณ์บ้านเมือง ได้ทำให้ ขาทั้งสามอ่อนเปลี้ยไปหมดพร้อมๆ กัน เลยทีเดียว
ไหนๆ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา 19 สิงหาคม เราก็ได้ให้ความเห็นชอบรัฐธรรมนูญกันแล้ว เพราะฉะนั้น เรามาเร่งก้าวเดินสามขากันอีกครั้งอย่างจริงจังเสียที จะดีไหม
เพราะจังหวะการก้าวย่างที่เข้มแข็งและสม่ำเสมอของ “สามขา” นี้นี่แหละ…….. ที่จะพาชาติรุ่งเรือง ในที่สุด
ไม่ใช่ก้าวไปอย่างเชื่องช้า……. เหมือนสองปีที่ผ่านมา ครับ

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *