เจ้าสัวเยสเตอร์เดย์

เจ้าสัวเยสเตอร์เดย์
โลกในมุมมองของ VALUE INVESTOR : ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550
เมื่อคนเราอายุมากขึ้น ประมาณว่าเลยเลขห้าสิบปีขึ้นไปแล้ว เขาก็มักจะคิดย้อนอดีตถึงความหลัง โดยเฉพาะในช่วงที่ยังเป็นเด็ก ผมเองมีเรื่องหนึ่งที่ยังจำได้ แม้จะไม่ใช่เรื่องประทับใจหรือเกี่ยวข้องกับตัวเองนักในช่วงนั้น แต่เมื่อมาถึงวันนี้ที่ผมกลายเป็นนักลงทุนเต็มตัว ผมก็รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่น่าทึ่ง และน่าจะเป็นบทเรียนให้แก่คนทั่วไปได้
เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 37 ปีมาแล้ว ขณะที่ผมยังเรียนอยู่ในชั้นมัธยมปลายในโรงเรียนชั้นนำ ที่ประกอบไปด้วยนักเรียนที่เรียนดีที่สุดของประเทศ แต่มาจากครอบครัวที่หลากหลายตั้งแต่มหาเศรษฐีถึงยาจก
วันหนึ่ง ผมได้ยินเพื่อนร่วมห้องบอกว่า มีสาวสวยที่เรียนอยู่แผนกศิลป์ชื่อ พรฟ้า (นามสมมติ) เพิ่งได้รับมรดกคิดเป็นเงินถึง 50 ล้านบาท (ตัวเลขประมาณๆ นี้) ซึ่งทำให้ผมรู้สึกทึ่งมาก ค่าที่ว่าเธอเป็นคนที่สวย เพียบพูนด้วยเสน่ห์อยู่แล้ว และยังรวยเป็นมหาเศรษฐีของเมืองไทยตั้งแต่อายุยังน้อย หลังจากนั้นผมก็ลืมเรื่องนี้ เพราะชีวิตผมกับเธอนั้น แทบจะเรียกว่าอยู่กันคนละขั้วของโลก
ผมไม่เคยเจอพรฟ้าอีกเลย และก็จำเธอไม่ได้ แต่ผมลองคำนวณดูว่า ถ้าพรฟ้าเรียนจบ และแต่งงานเป็นแม่บ้าน โดยไม่ได้ลงทุนในธุรกิจ หรือซื้อหุ้นลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ แต่นำเงินทั้งหมดฝากไว้ในธนาคาร ซึ่งถือว่าเป็นแหล่งที่จะสามารถรักษาเงินต้นไว้ได้อย่างแน่นอน พร้อมดอกเบี้ยที่จะสามารถนำมาใช้จ่ายได้ตลอดชีวิต จนถึงวันนี้ เธอควรมีเงินสักเท่าไร และจะยังเป็นมหาเศรษฐีของเมืองไทยอยู่หรือไม่
คำตอบที่ได้ก็คือ ด้วยผลตอบแทนจากดอกเบี้ยประมาณปีละ 5% เงินที่มีในวันนี้ สมมติว่าเธอไม่ต้องถอนไปใช้เลย น่าจะเพิ่มพูนขึ้นเป็นประมาณ 300 ล้านบาท ซึ่งด้วยมาตรฐานในปัจจุบัน ผมคิดว่าพรฟ้าก็ยังน่าจะถูกเรียกว่า เป็นเศรษฐีคนหนึ่งของเมืองไทยได้ เพียงแต่ว่า พรฟ้าคงไม่ใช่มหาเศรษฐีที่เป็นที่หมายปองของหนุ่มในสังคมชั้นสูงทุกคนอีกต่อไป
ที่จริง พรฟ้าอาจจะเป็นคนมีเงินธรรมดาๆ ที่แทบจะไม่มีใครสนใจเลย เพราะคนที่มีเงิน 300 ล้านบาท แต่ไม่ได้มีหน้าที่การงานโดดเด่น และไม่ได้ทำธุรกิจที่จะสามารถ “อวด” ความมั่งคั่งกับใครได้นั้น ในสังคมปัจจุบันแทบจะไม่มีความหมายอะไรเลย
เหตุผลที่พรฟ้ากลายเป็นคนรวยธรรมดาๆ นั้น ไม่ใช่เพราะพรฟ้ามีเงินน้อยลง หรือเงินที่มีอยู่สามารถซื้อสินค้า หรือบริการน้อยลง เงิน 300 ล้านบาทในวันนี้ สามารถซื้อสินค้าได้มากกว่าเงิน 50 ล้านบาท เมื่อ 37 ปีที่แล้วอย่างแน่นอน พรฟ้าสามารถมีบ้านใหญ่ขึ้น มีรถหรูหราขึ้น ไปเที่ยวต่างประเทศได้มากขึ้นมาก และแม้พรฟ้าอาจจะมีคนรับใช้ หรือดูแลบ้านน้อยลง แต่ชีวิตของพรฟ้าน่าจะสะดวกสบาย และหรูหราขึ้น
ทั้งหมดนั้นเป็นการเปรียบเทียบระหว่างพรฟ้าในวันนี้กับพรฟ้าเมื่อ 37 ปีก่อน แต่สิ่งที่ทำให้พรฟ้ากลายเป็นคนรวยธรรมดานั้น อยู่ที่ว่า ในวันนี้ มีคนรวยหรือเศรษฐีที่มีเงินมากกว่า 300 ล้านบาทจำนวนมาก รวมถึง “ยาจก” หลายคน ที่เรียนจบจากโรงเรียนเดียวกับพรฟ้า
คนมีเงิน 300 ล้านบาท ในปัจจุบัน ไม่ใช่มหาเศรษฐีเหมือนอย่างคนที่มีเงิน 50 ล้านบาทเมื่อ 37 ปีก่อน เป็นช่วงเวลาเกือบ 40 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีการพัฒนาทางเศรษฐกิจสูงมาก ส่งผลให้คนที่ทำงาน ทำธุรกิจ และลงทุนในตลาดหุ้นบางคน ที่ประสบความสำเร็จร่ำรวยขึ้นมาก และทำให้จำนวนเศรษฐีและมหาเศรษฐีเฟ้อ ในอดีตคนที่กินเงินเดือนนั้น แทบไม่มีโอกาสรวยไม่ต้องพูดว่าเป็นเศรษฐี
แต่ในปัจจุบัน ผู้บริหารของบริษัทใหญ่ๆ ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สามารถทำเงินเป็นร้อยๆ ล้านบาทได้จากเงินเดือน โบนัส และที่สำคัญจากหุ้นของบริษัทที่ได้มาในฐานะที่เป็นผู้บริหาร
ดังนั้น “ยาจก” หลายคนที่เรียนเก่ง เลือกสาขาที่เรียน และทำงานในบริษัทที่ถูกต้อง จึงสามารถรวยเท่าหรือรวยกว่าพรฟ้าได้ หลังจากเวลาผ่านไป 30-40 ปี
เช่นเดียวกัน เด็กที่เรียนดีพอประมาณ แต่มีความขยันและความมุ่งมั่นสูงจำนวนไม่น้อย เมื่อเรียนจบทำงาน มีประสบการณ์ เริ่มทำธุรกิจเอง และด้วยความสามารถ และอาจจะด้วยโชคชะตาอำนวย ประสบความสำเร็จ พวกเขาก็จะกลายเป็นคนมีอันจะกินที่อาจจะมีฐานะไม่ต่างจากพรฟ้ามากนัก แต่สำหรับบางคนที่มีความทะเยอทะยานสูง และสามารถนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และทำให้ตนเองกลายเป็นมหาเศรษฐีที่มีความมั่งคั่ง เหนือกว่าพรฟ้ามากจนเปรียบเทียบกันไม่ได้
ที่พูดมาทั้งหมดนั้น มาจากสมมติฐานว่าพรฟ้าไม่ได้ทำอะไรนอกจากฝากเงินในธนาคาร แต่ถ้าสมมติว่าพรฟ้านำเงิน 50 ล้านบาท มาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์หลังจากที่ตลาดเปิดเมื่อ 32 ปีก่อนโดยลงทุนแบบกระจายถือหุ้นตัวหลักๆ จำนวนเป็น 10 บริษัทขึ้นไป และถือหุ้นเหล่านั้นมาตลอด ถึงวันนี้ พรฟ้าจะมีเงินเท่าไร?
คำตอบก็คือ ประมาณ 1,350 ล้านบาท และด้วยเงินในระดับนี้ พรฟ้าก็น่าจะยังรักษาสถานะของการเป็น “มหาเศรษฐี” ไว้ได้ แม้ว่าตำแหน่งของความร่ำรวยในสังคมอาจจะลดลงบ้างเมื่อเทียบกับสมัยที่เธอมีเงิน 50 ล้านบาทเมื่อ 37 ปีก่อน
ผมเขียนเล่า “นิยายการเงิน” เรื่องนี้ไม่ได้มีเหตุผลอื่นนอกจากต้องการที่จะบอกว่า เงินทองหรือความมั่งคั่งที่เรามีอยู่ในวันนี้ที่เราพอใจนั้น ถ้าเราอยากจะรักษามันไว้ให้อยู่ในสถานะที่เราพอใจในวันข้างหน้านั้น ไม่ใช่อยู่ที่การพยายามรักษามันไว้ในที่ “ปลอดภัยที่สุด” ที่เป็นการฝากไว้ในธนาคารเพียงอย่างเดียว แต่เราจะต้องรู้จักบริหารให้มัน เติบโตไปกับเศรษฐกิจ หรือความมั่งคั่งของสังคมโดยรวม และที่หนึ่งที่เราจะทำได้ดีที่สุด โดยที่มีความเสี่ยงจำกัด ก็คือ การลงทุนในตลาดหุ้น โดยที่ถ้าเราไม่แน่ใจในความสามารถของการเลือกหุ้นของเรา เราก็สามารถลงทุนในกองทุนรวม หรือซื้อหุ้น TDEX ที่จะให้ผลตอบแทนเท่ากับผลตอบแทนของตลาดหุ้นได้
แต่ถ้าเราไม่ทำ โอกาสที่ความมั่งคั่งของเราจะลดลง “โดยการเปรียบเทียบ” จะสูงมาก พูดง่ายๆ แม้แต่เจ้าสัว ถ้าไม่ทำอะไร พอถึงวันหนึ่งก็อาจจะพบว่า เขาอาจจะกลายเป็น “เจ้าสัวเยสเตอร์เดย์” ได้ ซึ่งประโยคนี้ ผมคิดว่าเป็นคำเตือนใจที่ “โดน” มาก

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *