เจ้าป่ายุคใหม่

เจ้าป่ายุคใหม่
โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์ มติชนรายวัน วันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 10964
ในผืนป่าตะวันตก เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง มีส่วนหนึ่งของแควน้อยซึ่งเป็นหนึ่งในต้นกำเนิดแม่น้ำแม่กลอง ไหลมุดหายไปในภูเขาเทือกหนึ่ง ชาวบ้านเรียกว่าน้ำมุด ดูจากแผนที่ทางอากาศ มีระยะทางที่มุดหายไปใต้ภูเขาประมาณ 8-10 กม. ตามทางยาวของเทือกเขา แต่ในความเป็นจริงอาจยาวกว่านั้น เพราะเทือกเขาดังกล่าวก็มีลักษณะคดเคี้ยวไปตามธรรมชาติอยู่ด้วย
คุณเกษม ละมัยกุล หรือที่พวกเราเรียกว่า “น้านู” เคยบอกผมว่า หลายสิบปีมาแล้ว เพื่อนของท่านซึ่งทำงาน กฟผ. ต้องสำรวจป่าแถบนี้เพื่อวางแผนสร้างเขื่อนไฟฟ้า เคยทดลองเทสีลงปากทางน้ำมุด แล้วให้พรรคพวกคอยดูปลายทางที่น้ำโผล่ออกจากภูเขา พบว่าสีใช้เวลาเดินทางประมาณ 45 นาที (เพราะเป็นต้นน้ำ จึงไหลเชี่ยว) นอกจากนี้ ยังปล่อยเป็ดไปอีกหนึ่งตัว จนบัดนี้ยังไม่โผล่ออกมาเลย
ในแผนที่ทางอากาศ ยังเห็นทางน้ำสายเล็กๆ ที่ไหลจากเขาเทือกนั้นอีกหลายสาย แต่ไม่อาจทราบได้ว่าเป็นทางน้ำที่ไหลบนผิวดินจากเทือกเขา หรือเป็นแควน้อยที่ทะลุออกมาจากภูเขากันแน่ เพราะไม่มีการสำรวจสภาพจริงของน้ำมุดส่วนนี้เลย หรือหากเคยมีการสำรวจ ก็ไม่พบบันทึกใดๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้
ผมรู้สึกตื่นเต้นกับน้ำมุด แม่น้ำสายหนึ่งมุดหายไปใต้ภูเขาเป็นระยะทางถึง 10 กม. ซ้ำไม่ใช่สายน้ำเล็กๆ แต่เป็นแม่น้ำใหญ่ทั้งสายด้วย ตัวผมเองก็ไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีอย่างนั้นในเมืองไทย และเท่าที่ผมได้สอบถามจากเพื่อนฝูงอีกหลายคนหลังจากนั้น ก็ไม่พบใครที่เคยทราบมาก่อน
นี่เป็นเรื่องที่น่าสำรวจและบันทึกให้รู้ทั่วกันก่อน ส่วนการศึกษาเชิงลึกในทางวิชาการคงตามมาเมื่อเป็นที่สนใจของสังคมแล้ว แม้แต่การเผยแพร่ให้ชาวโลกได้รู้ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ประหลาดเช่นนี้ก็สมควร
ผมจึงยุน้านูให้ลองสำรวจดู โดยวางแผนขอทุนจากบริษัทห้างร้าน มูลนิธิต่างๆ เพื่อถ่ายทำวิดีโอเผยแพร่ และทำหนังสือเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยตรง งบประมาณที่ต้องใช้เพื่อการนี้เป็นเงินหลายแสนบาท เพราะการเดินทางเข้าสู่น้ำมุดไม่ใช่ง่าย ต้องใช้ทั้งการเดินเท้า, นั่งช้าง และขี่แพ และต้องใช้เวลาหลายวัน
น้านูนั้นเป็นคนรักป่า ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการผืนป่าตะวันตกร่วมกับราชการ น้านูเที่ยวป่ามามาก แม้ยังไม่เคยเข้าไปถึงน้ำมุด แต่ก็ค่อนข้างเจนจัดกับป่าผืนนี้ ความรู้และประสบการณ์ของน้านูประกันได้ว่า การสำรวจจะประสบความสำเร็จ
น้านูไม่ใช่นักธุรกิจท่องเที่ยว น่าจะเรียกว่าเป็นนักเที่ยวป่ามากกว่า เพราะน้านูไม่เคยทำเงินจากป่า มีแต่ต้องควักกระเป๋าตัวเองเพื่อได้เที่ยวป่า ในขณะเดียวกัน น้านูก็มีเครือข่ายพอที่จะทำให้ภารกิจการสำรวจเบื้องต้นนี้ บรรลุจุดประสงค์ได้ด้วย เช่น รู้ว่าจะจ้างช่างวิดีโอและภาพนิ่งคนไหน รวมทั้งดึงนักเขียนคนไหนเข้าไปทำเรื่อง
ผมพยายามไปค้นหาดูจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ว่าน้ำมุดในลักษณะอย่างนี้มีที่ไหนในโลกบ้าง แต่ความสามารถมีจำกัด เท่าที่ค้นหามาได้และฝรั่งเรียกว่า แม่น้ำที่อยู่ใต้ดินทั้งหลาย ก็หาใช่น้ำมุดในลักษณะอย่างแควน้อย แน่นอนว่าลำธารหรือสายน้ำเล็กๆ ที่ไหลอยู่ในถ้ำก็เป็น “น้ำมุด” อย่างหนึ่ง คือมุดถ้ำ แต่มีขนาดเล็กและพบได้ดาษดื่นทั่วไป
ส่วนแม่น้ำสายใหญ่ๆ ที่ฝรั่งถือว่า “ใต้ดิน” นั้น เท่าที่ผมตรวจพบมีอยู่ไม่กี่สาย ผมขอยกตัวอย่างให้ดูเป็นบางสาย
แม่น้ำชื่อคะเนเดียน – ซึ่งไม่เกี่ยวอะไรกับแคนาดาเลย – อยู่ในรัฐนิวเม็กซิโกของสหรัฐ มีส่วนหนึ่งที่ไหลผ่านที่ราบสูง เจาะไชจนเป็นโตรกลึกถึง 450 เมตร แต่ก็ไม่ใช่ “ใต้ดิน” แท้ เพราะอาจมองจากข้างบนเห็นได้
แม่น้ำล็อตในฝรั่งเศส ก็มีส่วนหนึ่งที่เป็นอย่างนี้ เพราะไหลผ่านที่ราบสูงหินปูน
ที่ถือว่าเป็นใต้ดินจริงๆ น่าจะเป็นแม่น้ำหรือน้ำในประเทศซีเรีย ครึ่งหนึ่งของประเทศเป็นหินทรายหรือหินชอล์ค ส่วนที่น้ำซึมได้ง่ายประกอบด้วยหินบะซอล์ทและหินปูน ฉะนั้น เมื่อมีฝนตก น้ำจึงซึมลงใต้ดิน กลายเป็นผืนน้ำขนาดใหญ่ที่อยู่ใกล้ผิวดิน บางส่วนถูกดันกลับออกมาเป็นน้ำพุบ้าง, ไหลใต้ผิวดินไปออกสู่แม่น้ำบ้าง, และยังคงอยู่ใต้ผิวดินให้ขุดบ่อน้ำตื้นเอาขึ้นมาใช้ได้ แต่ในภาคที่ไม่ค่อยมีฝนตก น้ำเหล่านี้จะกลายเป็นน้ำเค็ม
ก็คนละลักษณะกับน้ำมุดของแควน้อย
อย่างไรก็ตาม เมื่อคณะสำรวจของน้านูเริ่มออกเดินทางไปยังอุ้มผาง เพื่อจะเดินและนั่งช้างขี่แพไปยังจุดหมาย ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง ก็มีรายงานข่าวในสื่อหนังสือพิมพ์ว่า กลุ่มอนุรักษ์พากันออกมาคัดค้านต่อต้าน ด้วยข้ออ้างสองประการคือ ในช่วงนี้เป็นช่วงฤดูผสมพันธุ์ของสัตว์ป่า คณะสำรวจซึ่งประกอบด้วยคน 11 คน อาจทำให้สัตว์ป่าหยุดการผสมพันธุ์ได้ และประการที่สอง คณะสำรวจมีคนของนิตยสาร อสท ร่วมอยู่ด้วย จึงน่าสงสัยว่า ททท.กำลังคิดจะเปิดแหล่งท่องเที่ยวใหม่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า อันจะเป็นผลทำลายผืนป่าที่เป็นมรดกโลกผืนนี้ลงในที่สุด
เมื่อมีกระแสคัดค้านต่อต้าน หน่วยราชการทั้งหลายซึ่งเคยให้อนุญาตแก่คณะสำรวจไว้แล้ว กลับให้สัมภาษณ์ว่าที่อนุมัติไปแล้วนั้น เกิดจากความเข้าใจผิดหรือไม่รู้มาก่อน (?!?) ทั้งนี้ถือว่าสอดคล้อง กับความเห็นของอธิบดีกรมอุทยานฯ ซึ่งได้เสนอแนะให้น้านูระงับการสำรวจเสีย แทนที่จะออกคำสั่งยกเลิกใบอนุญาตเป็นทางการ เพื่อไม่ต้องรับผิดชอบทางแพ่ง จึงไม่ประหลาดอะไรที่ข้าราชการชั้นล่างจะต้องสนองตอบความประสงค์ของผู้ใหญ่ให้ถูกจังหวะจะโคน
เนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รอง จึงไม่มีเหตุผลที่หน่วยราชการใดจะเอากระดูกมาแขวนคอ
หากฤดูแล้งนี้คือฤดูผสมพันธุ์ของสัตว์ป่าจริง และการเข้าออกป่าของมนุษย์จะรบกวนสัตว์ จนเป็นผลให้สัตว์หยุดการผสมพันธุ์จริง น่าจะมีระเบียบห้ามเข้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าในช่วงนี้อย่างเด็ดขาด แต่ในความเป็นจริง นอกจากไม่มีระเบียบนี้แล้ว ก็ยังมีการออกใบอนุญาตให้บางรายเข้าไปได้เป็นปกติ
ยิ่งกว่านี้ป่าเมืองไทยไม่ได้ปลอดจากคนโดยสิ้นเชิง มีคนตั้งทำกินในป่าทั้งที่เป็นป่าอนุรักษ์และป่าอื่นทั้งสิ้น จะทำอย่างไรกับคนเหล่านี้ ไม่ให้รบกวนสัตว์ในฤดูผสมพันธุ์ได้ อพยพพวกเขาออกมาทั้งหมด ดังความเห็นของนักอนุรักษ์เขียวปี๋ที่ต่อต้านกฎหมายป่าชุมชนมาโดยตลอดกระนั้นหรือ
นอกจากนี้ ฤดูผสมพันธุ์ของสัตว์ป่าย่อมอยู่ในฤดูแล้งแน่ เพราะหลังฤดูฝนอันทำให้สัตว์แข็งแรงเพราะอาหารการกินบริบูรณ์ สัตว์ย่อมเป็นสัดตามธรรมชาติ แต่ฤดูผสมพันธุ์ไม่ยืดยาวมาจนถึงช่วงนี้ของหน้าแล้ง เพราะอาหารการกินเริ่มขาดแคลนอีกแล้ว ต้องรอจนฝนใหม่มาเยือน ป่าจึงจะกลับอุดมสมบูรณ์ใหม่อีกครั้งหนึ่ง
ในส่วนการท่องเที่ยวและการทำลายป่าจากการท่องเที่ยว ซึ่งมักจะนำถนนหนทาง และโสณทุจริตชนไปจับจองที่ดินตามแนวถนน เป็นเหตุแห่งการทำลายป่าอนุรักษ์อันเป็นที่อยู่ของสัตว์ป่าจริง และจริงเสียยิ่งกว่าการทำป่าชุมชนที่มีการควบคุมตรวจสอบอย่างเทียบกันไม่ได้
พวกเราซึ่งสนับสนุนการอนุรักษ์ป่าไว้ตามธรรมชาติควรทำอย่างไร หากมีโครงการตัดถนน ไม่ว่าจะเป็นถนนเพื่อการท่องเที่ยว, การสัญจรคมนาคม, หรือถนนยุทธศาสตร์ เราควรร่วมมือกันต่อต้านคัดค้านอย่างสุดกำลัง เพราะเป็นผลเสียต่อป่าอย่างแน่นอน ประสบการณ์ที่ผ่านมาในประเทศไทย ป่าถูกถนนทำลายมาแล้วมากต่อมาก
การท่องเที่ยวในเชิงมวลชนอย่างที่ ททท.ถนัดทำตลอดมานั้น ก็ไม่ควรใช้กับพื้นที่ซึ่งมีระบบนิเวศเปราะบาง เช่น ยอดดอยอินทนนท์, ยอดภูกระดึง, ปะการังใต้น้ำ ฯลฯ เราควรร่วมมือกันกดดัน ททท.ให้จัดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในพื้นที่เหล่านี้ จะโดยการจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวโดยตรงหรือโดยวิธีทางการตลาดก็ตาม ในส่วนน้ำมุดที่ผืนป่าอุ้มผางนั้น ตราบเท่าที่ยังไม่มีถนนหนทางและเครื่องอำนวยความสะดวกเข้าไป การท่องเที่ยวในเชิงมวลชนเกิดขึ้นไม่ได้อยู่แล้ว เพราะค่าใช้จ่ายสูงเป็นหลายแสน และต้องใช้เวลาหลายวัน
เราจะรังเกียจหรือชื่นชอบการท่องเที่ยวก็ตาม แต่เราปฏิเสธการท่องเที่ยวในโลกปัจจุบันไม่ได้เสียแล้ว ปัญหาจึงอยู่ที่ว่า เราจะจัดการท่องเที่ยวให้ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศอย่างไร ไม่เช่นนั้นหลายประเทศในแอฟริกาคงไม่มีทุนพอจะรักษาและจัดการเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าผืนมหึมาของเขาไว้ได้
จากประสบการณ์ที่ผ่านมาในประเทศไทย ความหวาดระแวงต่อการท่องเที่ยวของนักอนุรักษ์นั้นพอเข้าใจได้ แต่ความล้มเหลวที่จะรักษาความยั่งยืนของแหล่งท่องเที่ยวนั้น ส่วนหนึ่งก็พิสูจน์ความล้มเหลวของนักอนุรักษ์เอง ที่ไม่สามารถดึงเอาพลังสังคมมาหนุนสิ่งที่เป็นสมบัติร่วมกันให้ยืนยงต่อไปได้ เราจะต่อสู้กับการท่องเที่ยวที่ไม่รู้จักแยกแยะพื้นที่นี้อย่างไร สื่อสารกับสังคมให้เข้มข้นขึ้น หรือซ่อนเร้นสิ่งดีๆ ไว้จากสายตาของสังคม เพื่ออนุรักษ์ธรรมชาติไว้ด้วยปราการแห่งความไม่รู้
การยับยั้งการท่องเที่ยวเชิงมวลชนจากป่าอนุรักษ์ (หรือการรุกป่าในกรณีอื่น) เป็นเรื่องใหญ่เกินกำลังของนักอนุรักษ์จะทำได้ตามลำพัง ต้องแสวงหาความร่วมมือจากสังคม เพื่อสร้างพลังกดดันและต่อรองที่สามารถยุติราชการ, ทหาร, และทุน มิให้ใช้ผืนป่าเพื่อบรรลุเป้าประสงค์ส่วนตนอย่างง่ายๆ ความร่วมมือเกิดขึ้นได้จากความรู้ความเข้าใจ มองเห็นคุณค่าของผืนป่าที่สมควรอนุรักษ์ไว้เพื่อประโยชน์สุขร่วมกันของทั้งสังคม ความร่วมมือและพลังสนับสนุนของสังคมอันมีคุณค่าแก่การอนุรักษ์นี้ ไม่อาจเกิดขึ้นได้ หรือไม่อาจเกิดอย่างมีคุณภาพได้ โดยการปิดบังอำพรางอย่าให้รู้ว่ามีอะไรดีๆ อยู่ในป่าอนุรักษ์นั้น
โลกทรรศน์แบบวิทยาศาสตร์ทำลายเจ้าป่าเจ้าเขาที่คนไทยเคยเชื่อให้หนีหายไปหมดแล้ว แต่มีบางคนที่สถาปนาตนเอง ขึ้นเป็นเจ้าป่าเจ้าเขารุ่นใหม่ แทนที่จะปลุกให้สังคมไทยทั้งสังคม ลุกขึ้นมาเป็นเจ้าป่าเจ้าเขาร่วมกัน

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *