เจอจะๆรอบที่ห้า…มิจฉาชีพสูงอายุ พัวพันรอบที่สอง…คนบ้าที่สนามหลวง

เจอจะๆรอบที่ห้า…มิจฉาชีพสูงอายุ พัวพันรอบที่สอง…คนบ้าที่สนามหลวง
นั่งรถจากกรุงเทพฯกลับหอนครปฐม ขึ้นรถผิดด้วยความเหม่อลอยนิดๆ ดันขึ้นสาย 82 สีแดงซะได้ ความจริงต้องขึ้น 68 ก็ปล่อยเลยตามเลย ลงแถวสนามหลวงแล้วค่อยต่อรถไปปิ่นเกล้าขึ้นรถตู้ก็ได้ ไม่ไกลกัน

จึงลงแถวสนามหลวง

คุณยายคนหนึ่ง สภาพโทรมๆเดินออกมาจากกลุ่มคนที่ยืนรอรถเมล์อยู่ เดินตรงมาหาฉัน ทั้งที่รอบตัวมีผู้คนมากมาย

คุ้นไหมเหตุการณ์นี้

คุณยายบ่นให้ฟังว่า “ยายนั่งรถมาจากต่างจังหวัดแล้วขึ้นรถผิด”

คุ้นอีกไหมเหตุการณ์นี้ อ้อ ไม่ได้หมายความว่าคุ้นที่ขึ้นรถผิดเหมือนตัวเองนะ

คุณยายกล่าวต่อไปถึงจุดประสงค์ของเธอ “ยายไม่มีเงินขึ้นรถกลับบ้าน หนูพอจะมีให้ยายไหม สักยี่สิบบาทนะ”

ไม่คุ้นก็ต้องคุ้นแล้ว ! เหมือนเมื่อสี่ครั้งก่อนที่เคยเจอแถวเซ็นทรัลล์และพาต้าปิ่นเกล้าอย่างกับลอกกันมา ต่างกันแค่ตัวเลขที่มากกว่าทุกที ขอได้ประจำเลยย่ามใจแล้วล่ะมั้ง

ขึ้นรถเมล์ผิดทีเดียวยายแกเงินไม่พอไปตั้งยี่สิบบาท ?

ไม่ว่าเปล่าเธอเปิดกระเป๋าสตางค์ที่ว่างเปล่าให้ดูด้วย กลัวไม่เชื่อล่ะมั้งว่าจนจริง

ฉันรีบควักเงินให้คุณยายไปยี่สิบบาททันที

คุณยายพูดด้วยประโยคเดิมๆ แบบอัพเกรดตัวเลขเนื่องจากทำงานมานานย่อมต้องมีการเลื่อนขั้นขึ้นเงินเดือนเป็นธรรมดาตามค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น “ขออีกสักยี่สิบบาทได้ไหม ถ้าได้อีกสักยี่สิบบาทยายจะได้มีเงินพอดีขึ้นรถ (อาจจะพูดต่อว่า “นะ ยายจะได้ไม่ต้องไปขอคนอื่น”)

ฉันก็เลยเดินหนี รับไม่ได้ล่ะมั้ง

ทั้งที่รู้ก็รู้ว่าน่าจะโดนหลอก แต่ก็อยากจะเชื่อว่าคุณยายเหล่านั้นพูดกับฉันด้วยความจริงใจเหมือนกับที่พวกเธอพยายามสื่ออออกมาทางสีหน้าซื่อๆ อยากจะเชื่อว่าถึงสังคมจะมีคนไม่ดีมากมายแต่คนดีก็ย่อมมีอยู่ เมื่อคราวที่คุณยายดีๆได้รับความเดือดร้อนจริงไม่มีเงินขึ้นรถกลับบ้านแต่ไม่มีใครช่วยเหลือเพราะกลัวโดนหลอก คุณยายคงจะลำบากมาก อยากจะเชื่อว่ามนุษย์สามารถเรียนรู้จักคุณธรรมและนำมาใช้ได้มากขึ้นตามวันเวลาที่ใช้ชีวิตสั่งสมประสบการณ์บนโลกนานขึ้น

รู้สึกเศร้า ไม่ใช่เพราะเสียเงินยี่สิบบาท และที่เสียไปครั้งก่อนๆอีกสี่ครั้ง แต่เศร้าเพราะความจริงที่ได้รับรู้

ถ้ามีทางเลือกคุณยายคงไม่ทำมาหากินตากแดดตากลมด้วยวิธีการหลอกลวงคนอื่นแบบนี้หรอก (หรือเป็นทางที่เขาเลือกแล้ว ว่าวิธีนี้สบายที่สุด ?) สังคมเรากีดกันการทำมาหากินออกจากคนแก่เกินไปหรือเปล่า ขาดการให้โอกาสให้ใครคนหนึ่งที่ยังจำเป็นต้องดิ้นรนเลี้ยงชีพจากการหาเงินด้วยต้นเองอย่างสุจริต แล้วลูกหลานของคุณยายล่ะ ไปอยู่ที่ไหน

ไม่มีความรับผิดชอบเอาซะเลย พ่อแม่หลายๆคนทิ้งลูกไม่เลี้ยงดู ทั้งที่เป็นหน้าที่ของพ่อแม่ที่ให้กำเนิดแล้วก็ต้องเลี้ยงดู ฉันคิดว่าการเลี้ยงดูลูกเป็นหน้าที่ที่จำเป็นต้องทำมากกว่าบุญคุณ เพราะพ่อแม่เหล่านั้นควรจะต้องพิจารณาภาระหน้าที่ที่จะตามมาอยู่แล้วก่อนจะทำให้ตัวเองมีเด็ก ในขณะที่ลูกหลายคนทิ้งพ่อแม่ ทั้งที่เป็นหน้าที่ที่ลูกจะต้องดูแลบุคคลที่เลี้ยงดูตัวเองมาเป็นการตอบแทน (ในกรณีที่พ่อแม่ทิ้งตัวเองก่อนก็ค่อยพิจารณากันอีกที) อย่างไรก็ตามลูกทิ้งพ่อแม่ยังน่ากล่าวโทษน้อยกว่าพ่อแม่ทิ้งลูก เพราะคนเป็นลูกถ้าจะมีนิสัยเห็นแก่ตัว อกตัญญู ใช้เงินหมดไปกับกระแสทุนนิยมจนลืมบุคคลข้างหลัง ฯลฯ พ่อแม่มีส่วนปรับเปลี่ยนได้ตั้งแต่ยังเด็ก อาจจะเรียกได้ว่าลูกคนนั้นเป็นผลลัพธ์มาจากการอบรมเลี้ยงดูที่ไม่ดีของพ่อแม่เอง จะให้โทษใคร

ไม่มีใครผิด มีแต่จีนส์ การอบรมเลี้ยงดู และที่มีผลมากที่สุดคือสภาพสังคมแวดล้อมต่างหากที่ผิด เพราะมันคือตัวกำหนดบุคคลนั้นๆ ในขณะเดียวกันเราก็เปลี่ยนแปลงไม่ให้ตัวเองไปทางผิดได้ด้วยความรู้และความคิด

มันคงบีบคั้นมากเลยสินะ สภาพสังคมทุกวันนี้น่ะ ถึงได้มีมิจฉาชีพมากมาย

ที่น่าสังเกตคือ ทุกครั้งมีคนอื่นยืนอยู่เต็มป้ายรถเมล์ คุณยายซึ่งไม่น่าจะใช่คนเดียวกันกลับเลือกเดินตรงมาที่ฉันอย่างเลือกเหยื่อได้เรียบร้อยด้วยความมั่นใจ… เพื่อนที่เรียนด้วยกันหลายคนเขียนในกระดาษเทาขาวให้น้องรหัสฉันว่า พี่เธอหน้าตาดูใจดี นี่ใช่ไหมคือนิยาม

หน้าตาดูใจดีหมายความว่า หน้าตาของคนที่พร้อมจะตกเป็นเหยื่ออันดับแรกของใครก็ตามที่คิดจะหลอกลวงคนอื่น นอกจากดูเซ่อแล้ว ยังควรจะดูไร้ทางสู้

ฉันว่าที่ฉันทำลงไปมันเกินขีดขั้นความใจดีแล้วล่ะ โดนหลอกด้วยเรื่องเดิมซ้ำซากตั้งห้าครั้ง มันควรจะเรียกว่าโง่มากกว่า

ควรจะยอมรับสักที ว่าโลกนี้มันไม่สวยงาม

อีกอย่างหนึ่ง การที่ให้เงินยายที่ทำงานมิจฉาชีพจะเป็นการส่งเสริมให้อาชีพนี้มีอยู่ต่อไป ยิ่งทำเงินได้มาก จำนวนมิจฉาชีพก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น ศีลธรรมต่ำลง การสร้างงานต่ำลง รายได้รวมของผู้คนจะน้อยลง ความยากลำบากของผู้คนจะเพิ่มมากขึ้น ฉันเปลี่ยนแปลงประเทศทั้งประเทศหรือโลกทั้งใบไม่ได้ นอกจากในส่วนเล็กๆของตัวฉันเอง

เราไม่ควรสนับสนุนมิจฉาชีพไม่ว่าจะด้วยทางตรงหรือทางอ้อม

ยังไม่จบเท่านั้น ในวันเดียวกัน ไปต่อรถเมล์อีกคันหนึ่ง ลงรถก็เจอคนบ้า ขณะสวนทางกัน คนบ้าเอาไหล่มากระแทกไหล่ฉัน และก็หันหลังกลับมามองฉัน พลางหัวเราะเสียงดังและเหมือนเขากำลังจะพูดอะไรกับฉันสักอย่าง ในระยะที่ใกล้กันเกินไป ฉันเลยไม่สนใจรีบเดินหนีทันที เพราะเรื่องอาจจะไม่จบแค่ถูกชนไหล่ก็ได้

ถูกคนบ้าเข้ามายุ่งเป็นครั้งที่สองแล้ว (ครั้งก่อนขอเงินสามบาท มักน้อยดีนะ) นอกจากมิจฉาชีพสูงอายุแม้แต่คนบ้าก็ยังเลือกฉันเป็นเหยื่อ !

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *