เก่งทั้งทีมแต่กลับล้มเหลว

เก่งทั้งทีมแต่กลับล้มเหลว
ก้าวไกลวิสัยทัศน์ : ดร.บวร ปภัสราธร กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 03 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549
เมื่อครั้งที่สหรัฐแข่งขันกับสหภาพโซเวียตในกิจการอวกาศ สหรัฐโดนสหภาพโซเวียตนำหน้าไปก่อน จึงแสวงหาสุดยอดฝีมือมารวมเป็นทีมทำงาน ในโครงการอวกาศของตน ซึ่งแทนที่โครงการอวกาศนั้นจะก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว กลับกลายเป็นล่าช้า บางโครงการก็ล้มเหลวไปเลย นักปราชญ์ในวงการบริหารเรียกความล้มเหลว จากการที่คนเก่งมารวมทีมกันทำงานว่า “อาการอพอลโล” ตามชื่อโครงการที่เกิดความล้มเหลวจากฝีมือของทีมคนเก่ง ซึ่ง “อาการอพอลโล” นี้ เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปในหมู่นักบริหารรุ่นต่อๆ มา แต่ ที่น่าแปลกใจก็คือ ทุกครั้งที่มีวิกฤติเกิดขึ้น ผู้บริหารก็มักเลือกคนเก่งๆ มารวมกันเป็นทีม เพื่อแก้ไขวิกฤติอยู่ดี ด้วยความคิดที่ว่าคนเก่ง ย่อมช่วยแก้ไขวิกฤติให้ผ่านไปได้ด้วยดี ซึ่งหลายครั้งก็เป็นไปตาม “อาการอพอลโล” คือเก่งทั้งทีม แต่กลับสร้างความล้มเหลวให้เกิดขึ้น แต่หลายครั้งก็ได้ผลดีตามที่คาดการณ์ไว้
นักปราชญ์จึงสนใจว่า ทีมคนเก่งลักษณะใดที่จะนำไปสู่ความล้มเหลว ซึ่งก็พบความจริงว่า ทีมคนเก่งแต่ทำงานแล้วล้มเหลว มักเริ่มต้นการทำงานของทีมโดยใช้เวลาส่วนใหญ่จ้องจับผิดการทำงานของสมาชิกคนอื่นๆ ภายในทีม ซึ่งที่จ้องจับผิดกันนั้น แท้จริงแล้วเริ่มต้นโดยมิได้มีเจตนาร้ายต่อกันแต่อย่างใด ที่จ้องจับผิดกันก็เพราะแต่ละคนเก่งและรอบรู้ จนสามารถมองเห็นช่องโหว่ ที่เป็นจุดอ่อนของวิธีทำงานที่คนอื่นในทีมเสนอแนะได้
ใครเสนอวิธีใดออกมา คนเก่งแต่ละคนก็จ้องหาจุดอ่อนจนเจอ จนกลายเป็นว่าทุกวิธีที่ทีมนี้เสนอมาล้วนแต่มีจุดอ่อนทั้งสิ้น เมื่อมองไปทางไหนก็เห็นแต่จุดอ่อน เวลาทำงานจึงหมดไปกับการถกเถียง หรือไม่ก็ชักชวนให้คนอื่นเห็นดีเห็นงาม กับวิธีการของตน พร้อมๆ กับติเตียนวิธีการของคนอื่น ซึ่งตอนแรกต่างก็ตำหนิวิธีการทำงานของอีกฝ่ายหนึ่ง ตำหนิกันไปมากๆ เข้า ก็เริ่มเลยไปถึงเรื่องตัวบุคคล
จากเดิมเริ่มจากเรื่องของหลักการ ก็ค่อยๆ กลายเป็นเรื่องส่วนตัว จากเดิมที่พูดถึงเฉพาะเรื่องปัจจุบัน ก็เลยกลับไปถึงเรื่องในอดีต สุดท้ายก็กลายเป็นความแตกแยกที่เริ่มต้นจากความหวังดีของทุกคนในทีม ซึ่งแน่นอนว่า ความแตกแยกที่เกิดขึ้นจะยิ่งยกระดับให้ต่างคนต่างยกสารพัดเรื่องมาทำลายซึ่งกันและกันโดยอัตโนมัติ
และท่ามกลางความแตกแยกนั้น คนเก่งแต่ละคนก็ยังคิดไปเองว่าสิ่งที่ตนกำลังกระทำอยู่นั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์ขององค์กร ในขณะที่สิ่งที่ผู้อื่นกระทำจะเกิดผลเสียนานาประการกับองค์กร ยิ่งเชื่อมากเท่าใด ก็ยิ่งหาทางลดความน่าเชื่อถือของคนอื่นๆ ในทีมมากเท่านั้น เพื่อที่จะทำให้วิธีการที่ตนคิดว่าดีเป็นสิ่งที่ทุกคนในทีมต้องยอมรับปฏิบัติตาม ถ้าอาการเช่นนี้ปรากฏให้เห็นเมื่อใด ท่านบอกล่วงหน้าได้เลยว่า องค์กรนั้นจะประสบความล้มเหลว จากฝีมือของคนเก่งอย่างแน่นอน
ทีมคนเก่งบางทีมก็มีปัญหาในขั้นตอนการปฏิบัติ ด้วยความที่ต่างคนต่างเก่ง ต่างคนจึงมีวิถีทางในการทำงานที่เชื่อว่าถูกต้อง และให้ผลดีที่สุด เรื่องเดียวกันต่างคนต่างทำเรื่องนั้นตามแนวทางของตนเองโดยไม่สนใจว่ากติกากำหนดไว้เป็นอย่างไร โดยอ้างเพียงแต่ว่าจะมุ่งเน้นไปที่ความสำเร็จ โดยไม่สนใจอีกว่า การทำงานตามแบบฉบับเฉพาะตนนั้น จะสร้างความวุ่นวายใดๆ ให้กับงานของผู้อื่น รู้แต่ว่าจะทำงานตามแบบที่ตนคิดไว้เท่านั้น
ถ้ามีผู้ใหญ่มาขัดใจ ผู้ใหญ่ก็กลายเป็นตัวกีดกันไม่ให้เกิดความก้าวหน้า แต่ถ้าผู้น้อยมาขัดใจก็กลายเป็นผู้น้อยไร้ฝีมือ ทำตามที่ตนต้องการไม่ได้ กลายเป็นองค์กรที่ต่างคนต่างมุ่งความสำเร็จสูงสุดเฉพาะในส่วนของตนเอง โดยไม่สนใจว่าผลลัพธ์ในภาพรวมขององค์กรนั้นจะเป็นอย่างไร เราจึงอาจเคยเห็นว่าองค์กรที่โดยรวมดูย่ำแย่ กลับมีบางส่วนที่ทำตัวเป็นพระเอกนางเอกโดดเด่นเฉพาะตัวอยู่ภายในองค์กรนั้น
คนเก่งมักชอบมองไปในอนาคตไกลๆ และแต่ละคนมักมองเห็นภาพอนาคตขององค์กรไม่เหมือนกัน ต่างคนต่างเก่งจึงเนรมิตภาพอนาคตตามสาขาความเก่งที่ตนเองถนัด พอคนเก่งหลายคนมารวมกันเป็นทีมแล้ว กำหนดภาพอนาคตขององค์กรร่วมกัน กลับปรากฏว่าอนาคตที่คนเก่งแต่ละคนเห็น พอนำมารวมกันแล้วจะกลายเป็นภาพอนาคตที่เลือนราง ไม่จำเพาะเจาะจง เพราะเป็นภาพอนาคต ที่เกิดจากการรวบรวมภาพอนาคตของแต่ละคนที่แทบจะต่างกันโดยสิ้นเชิง
ซึ่งทำให้วิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์ที่เกิดจากภาพอนาคตที่สับสนนี้ ไม่สามารถนำไปใช้ปฏิบัติได้จริง หลายคนคงเคยพบเห็นยุทธศาสตร์ ที่ทีมคนเก่งช่วยกันคิด ซึ่งดูหรูหรา ลึกล้ำ แต่ใช้ปฏิบัติงานจริงไม่ได้ เพราะคนธรรมดาอ่านแล้วไม่เข้าใจ พอไปถามคนเก่งคนใดคนหนึ่ง ก็อธิบายไปแบบหนึ่ง พอไปถามคนเก่งอีกคนหนึ่ง ก็อธิบายไปอีกทางหนึ่ง จนไม่ทราบว่าจะปฏิบัติอย่างไรดี ยุทธศาสตร์ของทีมคนเก่งบางครั้ง จึงเป็นแค่ผลรวมของยุทธศาสตร์ส่วนตัวของแต่ละคน มากกว่าที่จะเป็นยุทธศาสตร์ตัวจริงขององค์กร
เมื่อใดก็ตาม ที่ผู้บริหารคิดว่าจะนำคนเก่งมารวมกันทำงานเป็นทีม นักปราชญ์แนะนำไว้ว่า ให้พิจารณาเฉพาะคนเก่งที่รู้ตัวเองว่าตนยังไม่เก่งที่สุด เก่งแล้วยังมีเก่งกว่า ทีมคนเก่งแบบนี้รับรองผลลัพธ์ที่ได้จากทีม จะมีแต่ความสำเร็จ ไม่มีความล้มเหลวอย่างแน่นอน แต่ถ้าอยากให้ทีมคนเก่งสร้างแต่ความล้มเหลว นักปราชญ์ท่านว่า ให้เลือกคนเก่งที่สำคัญตัวผิดว่าตนเองนั้นเก่งสุดยอดในปฐพีมารวมเข้าด้วยกันเป็นทีม ซึ่งทีมคนเก่งแบบนี้จะแตกแยกล้มเหลวหลังจากเริ่มต้นได้ไม่นานเกินรอ
ซึ่งตัวอย่างของทีมคนเก่งที่เป็นแบบนี้หาดูได้ไม่ยากในบ้านเรา เก่งกันทั้งทีม แต่กลับล้มเหลวตั้งแต่เริ่มต้น เพราะทุกคนเก่งสุดยอดจนกระทั่งไม่สามารถยอมทำตามวิธีของคนอื่นได้ ใครมาขวางก็ซัดจนตกเก้าอี้ โดยไม่สนใจว่าผลลัพธ์โดยรวมจะเป็นอย่างไร รู้เพียงแต่ว่า ฉันเก่ง ทุกคนต้องทำตามฉันเท่านั้น

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *