เก็บตกแนวคิดจัดการของ Robert Kaplan

เก็บตกแนวคิดจัดการของ Robert Kaplan
มองมุมใหม่ : ผศ.ดร.พสุ เดชะรินทร์ กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 09 สิงหาคม พ.ศ. 2547
กูรูผู้รู้ด้านการจัดการที่สำคัญคนหนึ่งของโลก มาเยือนไทยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา คือ Robert Kaplan จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้พัฒนาแนวคิด ของกลยุทธ์การจัดการ ที่ให้น้ำหนัก กับการประเมินผลงาน หรือ Balanced Scorecard ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน นับว่า Kaplan กลับมาเยือนไทย เร็วมากนะครับ หลักจากมาครั้งหนึ่งเมื่อปีที่แล้ว ในครั้งนี้บริษัท Leading Minds บริษัทจัดการสัมมนาวิชาการเกี่ยวกับการจัดการทั่วโลก กับสมาคมการจัดการธุรกิจ แห่งประเทศไทย (TMA) ได้ร่วมกันจัดขึ้น
เรื่องหลักๆ ที่ Kaplan พูดในวันนั้นก็หนีไม่พ้นเรื่องของ Balanced Scorecard (BSC) ที่เขาถือว่าเป็นเจ้าพ่อด้านนี้อยู่ แต่คงจะพูดในลักษณะของพัฒนาของแนวคิดภายหลังจากที่องค์กรต่างๆ ทั่วโลก นำไปใช้กันอย่างแพร่หลายมากขึ้น เรื่องหนึ่งที่ Kaplan เน้นย้ำและก็เริ่มเป็นจริงที่เมืองไทย ก็คือ แนวคิดของ BSC อาจจะเป็นแนวคิดที่เหมาะสำหรับองค์กรราชการหรือองค์กรที่ไม่ได้แสวงหากำไรมากกว่าบริษัทธุรกิจ เนื่องจากในภาคธุรกิจเอกชนนั้น เขามีตัวชี้วัดทางด้านการเงินที่ชัดเจนอยู่แล้ว แต่ในภาคราชการหรือหน่วยงานที่ไม่ได้แสวงหากำไรทั้งหลายนั้น ยังขาดระบบและเครื่องมือในการวัดและประเมินผลที่ชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องมือที่วัดและประเมินได้ว่า หน่วยราชการดังกล่างสามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิผล และก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมหรือไม่
Kaplan เอง ได้ย้ำอยู่ตลอดเวลาว่า ถึงแม้ BSC จะถูกพัฒนาให้เป็นเครื่องมือในการวัดและประเมินผล แต่ในปัจจุบันแล้วไม่ใช่ เขามอง BSC เป็นระบบในการบริหารจัดการมากกว่าเพียงแค่ระบบในการประเมินผล อีกทั้งเป็นระบบในการบริหารจัดการที่มุ่งเน้นไปที่กลยุทธ์เป็นหลัก มีคำอยู่สองคำที่เขาสังเกตได้จากองค์กรต่างๆ ที่นำ BSC ไปใช้แล้วประสบผลสำเร็จ นั้นคือ เมื่อนำ BSC ไปใช้แล้ว จะทำให้องค์กรเกิดการ Focus และ Align หรือการมุ่งเน้น และไปในทิศทางเดียวกัน
โดยเมื่อองค์กรใดก็ตามที่นำ BSC ไปใช้แล้ว จะทำให้การใช้ทรัพยากรในด้านต่างๆ (ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณ บุคลากร ทรัพย์สินอื่นๆ) ไปในทิศทางเดียวกัน โดยเป็นทิศทางที่มุ่งเน้น และให้ความสำคัญกับกลยุทธ์ขององค์กรเป็นหลัก
ส่วนในเรื่องของการวัดหรือประเมินผลนั้น เรียกได้ว่าเป็นการใช้เพื่อเป็นเครื่องมือในการผลักดัน หรือขับเคลื่อนกลยุทธ์ขององค์กรมากกว่าที่จะนำมาใช้ เพื่อเป็นการวัดเพื่อจับผิดและลงโทษ (เรื่องนี้หลายๆ องค์กรในเมืองไทยยังมีความเข้าใจที่ผิดกันอยู่นะครับ นั่นคือ เมื่อนึกถึง BSC ทีไร มักจะนึกถึงแต่การมีตัวชี้วัดให้ครบทั้งสี่มุมมอง) นอกจากนี้ การวัดและประเมินผลยังเป็นเพียงเครื่องมือที่ทำให้ผู้บริหารในองค์กรมีความจำเพาะเจาะจงเกี่ยวกับกลยุทธ์มากขึ้น
ในหลายๆ องค์กร ที่จัดทำ BSC เมื่อถึงส่วนของการพัฒนาระบบการวัดและประเมินผล ก็จะเป็นส่วนที่ทำให้ผู้บริหารได้มีการถกเถียง และทำความเข้าใจในเรื่องของกลยุทธ์กันได้ชัดเจนขึ้น
ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งที่ Kaplan เน้นก็คือ เมื่อองค์กรนำ BSC มาใช้แล้ว การที่จะเห็นผลกระทบหรือผลดีที่เกิดขึ้นกับองค์กรได้อย่างชัดเจนนั้น ก็จะต้องใช้เวลา 1-2 ปีขึ้นไป ส่วนในช่วงระยะ 6-8 เดือนแรกนั้น อาจจะเห็นผลในเรื่องของกระบวนการทำงานหรือผลในเชิงการปฏิบัติ แต่ผลที่เป็นรูปธรรมที่ชัดเจนนั้นส่วนใหญ่จะต้องใช้เวลาเป็นปีขึ้นไป
สำหรับท่านผู้บริหารหลายๆ ท่าน ที่เริ่มนำเอา BSC มาใช้ก็อย่าเพิ่งใจร้อนนะครับ และที่สำคัญคือ จะต้องมีความต่อเนื่องด้วยนะครับ เพราะถ้าใช้ไปซักพักแล้วเลิกให้ความสนใจก็จะทำให้ไม่ได้รับผลลัพธ์อย่างที่ควรจะเป็น สำหรับการเริ่มต้นทำ BSC นั้น ผู้บริหารไม่ควรที่จะไปมุ่งเน้นที่ตัวชี้วัดหรือการวัด ประเมินผลเป็นหลัก แต่ควรที่จะเริ่มต้นที่กระบวนการคิดในด้านกลยุทธ์
Kaplan ย้ำว่า BSC ไม่ใช่เรื่องของตัวชี้วัดแบบที่หลายๆ ท่านเข้าใจกัน แต่เป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับผู้นำและการบริหารจัดการภายในองค์กร เพียงแต่ตัวผู้บริหารเองนำการวัดและประเมินผลมาใช้ในกระบวนการบริหารจัดการเท่านั้น ดังนั้น โจทย์ที่สำคัญ สำหรับองค์กรที่นำหรือคิดจะนำ BSC มาใช้ก็คือ ทำอย่างไรถึงทำให้ผู้บริหารระดับสูงทั้งหลายหันมามุ่งเน้นที่ตัวกลยุทธ์ และระบบการบริหารมากขึ้น
ข้อผิดพลาดที่มักจะพบในองค์กรจำนวนมากที่นำ BSC มาใช้คือ เริ่มต้นจากการจัดทำคลังของตัวชี้วัด (Inventory of Measurement) แล้วพยายามกระจายตัวชี้วัดเหล่านั้นไปยังมุมมองทั้งสี่ด้าน
คำถามหนึ่งที่มักจะได้ยิน ก็คือ BSC เป็นเครื่องมือที่เหมาะกับองค์กรขนาดใหญ่เท่านั้นหรือไม่ องค์กรขนาดกลางและเล็ก สามารถที่จะนำ BSC มาใช้ได้หรือไม่? ซึ่ง Kaplan ก็ได้ชี้แจงว่ามีตัวอย่างของธุรกิจขนาดกลางและเล็กจำนวนมากที่ได้มีการนำ BSC มาใช้จนประสบผลสำเร็จ และการนำ BSC มาใช้ในองค์กรขนาดกลางและเล็กยังมีข้อได้เปรียบในเรื่องของขนาดอีกด้วย เนื่องจากจะทำให้ทุกคนในองค์กรสามารถเข้าใจ และรับรู้ต่อกลยุทธ์ได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น
เนื้อหาในสัปดาห์นี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ Kaplan มาบรรยายที่เมืองไทยเมื่อสัปดาห์ที่แล้วนะครับ ถ้ามีโอกาสผมจะนำเสนอรายละเอียดเพิ่มเติมอื่นๆ ต่อไปนะครับ

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *