เก็บตกจากกองตำรา (2)

เก็บตกจากกองตำรา (2)
บ้านเขาเมืองเรา : ดร.ไสว บุญมา กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2547
หลักการหว่านเมล็ดใช้ไม่ได้กับการลงทุน เพราะทุนที่ชาวบ้านมีอยู่อย่างจำกัด ส่วนมากจะสูญและสร้างปัญหาอย่างอื่นตามมา เช่น ปัญหาหนี้สินล้นพ้นตัว บางครอบครัวอาจถึงขั้นอดอยาก หากเงินที่ลงทุนไปนั้นเป็นทุนก้อนสุดท้าย
มองในแง่ของความนำสมัย คนไทยโชคดีที่ นายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ติดตามความเป็นไปของโลกภายนอกอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในด้านเทคโนโลยีซึ่งมักเป็นตัวชี้ขาดทั้งในด้านการทำธุรกิจและด้านการพัฒนาประเทศ ความสำเร็จของท่านเกิดจากการรู้ทันคลื่นลูกที่ 3 และนำมันมาใช้ในเมืองไทยจนได้ผลก่อนคนอื่น
ตอนนี้ท่านมองเห็นคลื่นลูกที่ 4 แล้วว่าจะมาในรูปไหน ท่านจึงแนะนำให้คนในรัฐบาลอ่านหนังสือ 2 เล่ม คือ It?s Alive และ As the Future Catches You ซึ่งเป็นเสมือนกุญแจเปิดประตูสู่ยุคหน้า
เนื้อหาของ It?s Alive น่าจะมีประโยชน์มากสำหรับคนทั่วไป ไม่เฉพาะคนในรัฐบาลเท่านั้น เพราะมันชี้ให้เห็นถึงวิวัฒนาการด้านเทคโนโลยีและสังคมมนุษย์ว่าเป็นมาอย่างไร จะไปทางไหนและอาจจะสร้างปัญหาอะไร ผู้ที่อยู่ในสังคมประชาธิปไตยจะต้องเข้าใจสิ่งเหล่านั้น เพื่อจะเป็น “ผู้บริโภค” ที่ชาญฉลาดและเลือกผู้บริหารประเทศ ที่มีนโยบายเหมาะสมกับความเป็นไปของโลก
สำหรับผู้ที่สนใจนำไปใช้ในการสร้างโอกาสทางธุรกิจและการบริหารก็น่าจะได้ประโยชน์เนื่องจากจะรู้ว่าโอกาสอยู่ทางไหน หรืออาจจะสร้างมันขึ้นมาได้อย่างไร และจะบริหารแบบไหนจึงอยู่รอดหรือร่ำรวยในยุคของคลื่นลูกที่ 3 ต่อกับคลื่นลูกที่ 4 ที่จะมีความไม่แน่นอนสูงขึ้น เปลี่ยนแปลงถี่ขึ้นและทุกครั้งที่เปลี่ยนแปลงก็มีความรุนแรงมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม คงมีคนไทยไม่กี่หมื่นคน ซึ่งสนใจอ่านหนังสือเรื่องนี้อย่างถี่ถ้วนและเข้าใจว่า โลกกำลังวิวัฒน์ไปทางไหนและปรับตัวได้อย่างเหมาะสม ส่วนอีกกว่า 60 ล้านคน คงดำเนินชีวิตไปในความมืดและเป็นเหยื่อของผู้ที่รอบรู้มากกว่าตามที่หนังสือบ่งบอก ในภาวะเช่นนี้สังคมไทยต้องการผู้นำที่เข้าใจ และพร้อมที่จะพาสมาชิกไปในทางที่เหมาะสม
แน่ละ เมืองไทยมีนายกรัฐมนตรีทันสมัยและเข้าใจอะไรๆ สารพัด แต่ท่านพร้อมที่จะพาเมืองไทยไปในทางที่เหมาะสมหรือไม่ ยังเป็นปัญหาคาใจของคนไทยจำนวนมาก ลองมาดู 3 ใน 6 หลักการเบื้องต้น ซึ่งหนังสือเล่มนี้ชี้ว่าน่าจะนำมาใช้ในการบริหารองค์กร
หลักการสร้างสัมพันธ์กันอีก (Recombine) แนะให้อาศัยหลักการสืบพันธุ์ในธรรมชาติแทนการเปลี่ยนพันธุกรรมภายในเซลล์ ซึ่งเกิดขึ้นอย่างเชื่องช้า บริษัทที่มีการบริหารก้าวหน้า จึงมักใช้วิธีร่วมมือหรือไม่ก็ซื้อบริษัทอื่นที่คิดอะไรได้ก่อน
ตัวอย่างที่เห็นเด่นชัดที่สุด ได้แก่ การฮุบบริษัทเล็กๆ ซึ่งคิดอะไรใหม่ๆ ได้ก่อนโดยยักษ์ใหญ่ไมโครซอฟท์ เทคนิคนี้ อภิมหาเศรษฐีบิล เกตส์ ใช้ได้ผลมานานและเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของเขา นั่นเป็นการนำไปใช้ในการบริหารธุรกิจ
เราจะเห็นว่าท่านนายกฯ นำมาใช้ในทางการเมือง โดยการฮุบพรรคเล็กๆ หรือไม่ก็ใช้วิธี “ดูด” สมาชิกของพรรคอื่นด้วยแรงจูงใจหลายชนิด ไม่เฉพาะเพื่อจะให้ได้มาซึ่งเสียงส่วนมากในรัฐสภาเท่านั้น หากยังต้องการให้ได้ถึง 400 เสียงอีกด้วย เพื่ออะไร ? คำตอบคงเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากเพื่อท่านจะได้คุมเสียงทางรัฐสภาโดยสมบูรณ์
หลักการหว่าน เลือกและขยาย (Seed, Select, and Amplify) เป็นแนวการสืบพันธุ์ของสัตว์ปราศจากกระดูกสันหลัง เช่น ปลาหมึก โดยการปล่อยไข่ออกไปในสายน้ำเป็นหมื่นเป็นแสนฟอง และหวังว่าบางฟองจะรอดชีวิต นักวิทยาศาสตร์และวิศวกรนำหลักนี้มาใช้ในการค้นหาตัวยารักษาโรค และการออกแบบเครื่องบินในห้องทดลอง โดยอาศัยคอมพิวเตอร์จำลองออกมาก่อนที่จะเลือกตัวยาและแบบเครื่องบินที่เหมาะสม
รัฐบาลนำหลักนี้มาใช้ในการบริหารเศรษฐกิจ เช่น โครงการ 1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์ และโครงการกองทุนหมู่บ้าน จะเห็นว่า ในการสรรหาผลิตภัณฑ์ที่พอจะขายได้ในตลาด ผู้ทำน้ำพริกและสุราพื้นบ้านเกือบทั้งหมดต้องล่มสลายไปพร้อมกับเป็นหนี้เพิ่มขึ้น การหว่านเงินเข้าไปในหมู่บ้านๆ ละ 1 ล้านบาทก็เช่นกัน ส่วนน้อยเท่านั้นที่นำไปสู่การลงทุนใหม่ ที่มีกำไรจนอยู่รอด
หลักการหว่านเมล็ดใช้ไม่ได้กับการลงทุน เพราะทุนที่ชาวบ้านมีอยู่อย่างจำกัดส่วนมากจะสูญและสร้างปัญหาอย่างอื่นตามมา เช่น ปัญหาหนี้สินล้นพ้นตัว บางครอบครัวอาจถึงขั้นอดอยาก หากเงินที่ลงทุนไปนั้นเป็นทุนก้อนสุดท้าย หลักที่ใช้ได้ คือ ภูมิปัญญาไทยที่ว่าการทอดแหต้องมีปลาผุด หรือที่ฝรั่งเรียกว่า ต้องศึกษาความเป็นไปได้ (Feasibility Study) เสียก่อน
หลักการก่อความวุ่นวาย (Destabilize) เป็นหลักที่ธรรมชาติสร้างโอกาสให้ผู้ที่มีตาแหลมคมและกล้าเสี่ยง ผู้ที่ก่อความวุ่นวายได้เองยิ่งจะมีโอกาสมากขึ้น เช่น พวกสิงโตที่ไล่ฝูงสัตว์อื่นให้แตกกระเจิดกระเจิง
ตามปกติผู้ทำธุรกิจใช้หลักนี้ เพื่อสร้างโอกาสให้ตัวเองไม่ได้ เพราะมันผิดกฎหมายยกเว้นในกรณีที่เขาสามารถใช้นวัตกรรมเป็นเครื่องมือ แต่สิ่งที่น่ากังวลในขณะนี้คือ ผู้ร่วมรัฐบาลและผู้ใกล้ชิดทำธุรกิจกันมากมาย ซึ่งเป็นการง่ายต่อการเกิดประโยชน์ทับซ้อน ผู้ร่วมรัฐบาลอาจใช้นโยบายสร้างความวุ่นวายขึ้นโดยไม่ผิดกฎหมาย
ในขณะนี้ จึงมีผู้สงสัยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ว่า นโยบายบางด้าน เช่น ด้านสุขภาพเป็นการก่อความวุ่นวาย เพื่อจะสร้างโอกาสให้ใครบางคนหรือเปล่า การเจรจาเพื่อเปิดการค้าเสรีกับประเทศต่างๆ ก็เช่นกัน มันคงเป็นการก่อความวุ่นวายเพื่อเปิดโอกาสให้คนในรัฐบาลหรือผู้ใกล้ชิดรัฐบาล จึงมักปกปิดรายละเอียดของข้อตกลงต่อสาธารณชน
หนังสือเรื่องนี้นอกจากจะพูดถึงด้านเทคโนโลยีแล้ว ในตอนสุดท้ายยังพูดถึงปรัชญาอันน่าขบคิดหลายอย่าง รวมทั้งแง่ที่ว่า จริงอยู่มนุษย์สามารถพัฒนาเทคโนโลยีต่อไปได้อีก แต่จะพัฒนากันไปทำไม ในเมื่อมันไม่ทำให้คนประสบสุขเพิ่มขึ้น เรายังไม่เปลี่ยนพฤติกรรม ยังแข่งขันกันสะสมทุกอย่างเพื่อโอ้อวดกัน ทั้งที่มันเกินความจำเป็น และทำลายที่อยู่อาศัยของเราเองด้วย
การวิจัยได้พิสูจน์แล้วว่า การมีรายได้เกินความจำเป็นไม่ก่อให้เกิดความสุขเพิ่มขึ้น ตรงข้ามมันอาจนำความทุกข์มาให้ เรื่องนี้คนไทยได้ยินกันมามากแล้ว แต่ยังไม่มีใครได้ศึกษาอย่างลึกซึ้งและนำข้อมูลมาเสนอ ฝรั่งเริ่มสนใจในประเด็นนี้ เพราะสังคมของเขามีรายได้สูงขึ้นเรื่อยๆ แต่คนจำนวนมากดูจะไม่มีความสุขเพิ่มขึ้นดังที่เขาคาด
ผลการศึกษาเพิ่งออกมาเป็นหนังสือ 2 เล่มชื่อ The Progress Paradox : How Life Gets Better While People Feel Worse เขียนโดย Gregg Easterbrook และ The Paradox of Choice : Why More Is Less เขียนโดย Barry Schwartz เรื่องแรกนำข้อมูลมาเสนอว่า โดยทั่วไปรายได้ในสหรัฐที่เกินเดือนละ 34,000 บาท อันเป็นรายได้ของชนชั้นกลางจะไม่สร้างความสุขเพิ่มขึ้น ตรงข้ามมันกลับนำปัญหามาให้
เรื่องที่ 2 มองอีกแง่หนึ่ง นั่นคือ รายได้ทำให้มีทางเลือกมากขึ้น แต่ทางเลือกมากเกินไปอาจมีผลทำให้คนประสบปัญหาถึงกับเป็นโรคจิต ในฐานะผู้นำที่มีความรอบรู้เพราะชอบอ่านหนังสือสารพัด ท่านนายกฯ น่าจะแนะนำให้คนไทยอ่านหนังสือเหล่านี้บ้าง พร้อมทั้งทำตัวเป็นตัวอย่างในการนำเอาแนวคิดมาใช้ในทางบวก แทนที่จะเป็นทางที่ส่อไปในด้านลบดังตัวอย่างที่ยกมาข้างต้น

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *