เก็บตกจากกองตำรา (1)

เก็บตกจากกองตำรา (1)
บ้านเขาเมืองเรา : ดร.ไสว บุญมา กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 05 สิงหาคม พ.ศ. 2547
ในขณะที่เมืองไทย กำลังประสบวิกฤติเศรษฐกิจอย่างหนัก ในปี 2540 สำนักพิมพ์ The Free Press ซึ่งมีสาขาอยู่ในหลายประเทศ พิมพ์หนังสือชื่อ The Marketing of Nations: A Strategic Approach to Building National Wealth ออกมา โดย 1 ใน 3 ผู้เขียน คือ ศ.ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รัฐมนตรีคลังปัจจุบัน ซึ่งชื่อเรื่องคงแปลยากสักหน่อยเพราะถ้าแปลว่า “การขายชาติ” ความหมายคงจะเพี้ยนไปจากความตั้งใจของผู้เขียน หรือถ้าจะแปลว่า “การทำการตลาดชาติ” ก็ดูจะขัดๆ ชอบกล คงต้องไปเรียนถามผู้เขียนว่าจะแปลว่าอะไรจึงจะเหมาะสม
ผู้ที่มีโอกาสอ่านตำราที่มีความหนา 451 หน้าเล่มนี้ คงพอจะจำได้ว่า ผู้เขียนนำหลักวิชาการตลาดเรียกว่า Strategic Marketing Management ซึ่งคงแปลว่า “การบริหารการตลาดเชิงยุทธศาสตร์” มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ เพราะผู้เขียนมีความเชี่ยวชาญด้านการตลาดและเชื่อมั่นว่า วิชาการตลาดจะสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในกิจการสารพัด
แต่ตำราเล่มนี้พิมพ์ออกมา 7 ปีแล้ว ผู้อ่านคงลืมเนื้อหาไปบ้าง โดยเฉพาะในบทนำ (หน้า ix) ซึ่งมีข้อความว่า We want to take the view that a nation can be thought of as running a business and, as such, can benefit from adopting a strategic market management approach. สาระของประโยคนี้คือ ผู้เขียนเสนอให้มองประเทศเป็นเสมือนการบริหารบริษัทเพราะจะได้ประโยชน์จากการใช้หลักการบริหารการตลาดเชิงยุทธศาสตร์
หากจะกล่าวว่า ตำราเล่มนี้คือ ที่มาของการเอาการตลาดนำหน้ากิจการสารพัด และการมองประเทศไทยว่าคล้ายเป็นบริษัทของรัฐบาลจึงไม่น่าจะผิด การคิดเช่นนั้นจะเหมาะสมหรือไม่คงตัดสินยาก ในช่วงเวลา 7 ปีหลังจากตำราพิมพ์ออกมา การเอาหลักการตลาดนำหน้าเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและการคิดว่าประเทศคือ บริษัทยังไม่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง
เราจะมองเมืองไทยว่า เป็นบริษัทตามแนวคิดของ ดร.สมคิด และคณะ เราอาจจะแบ่งคนกลุ่มต่างๆ ได้ดังนี้ ผู้ถือหุ้นได้แก่คนไทยทั้งหมด รัฐบาลคือคณะผู้บริหารซึ่งผู้ถือหุ้นเลือกเข้ามาทำงาน ข้าราชการคือพนักงานประจำในบริษัทนี้ทุกคนมีหุ้นส่วน รวมทั้งผู้บริหารและพนักงานประจำ ลูกค้ากลุ่มใหญ่ได้แก่ผู้ถือหุ้นนั่นเอง ลูกค้ากลุ่มรองลงมาได้แก่ ชาวต่างประเทศ
หลายคนในคณะรัฐบาลเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านบริหารจัดการชั้นเซียน นอกจากจะเขียนตำราเองแล้ว พวกเขายังแนะนำตำราของผู้อื่นอีกหลายเล่ม โดยเฉพาะในด้านแนวคิดและบทเรียนที่เขียนโดยปรมาจารย์ หรือ “กูรู” และนักบริหารชั้นเซียนผู้ประสบความสำเร็จสูงสุดมาแล้ว แนวคิดและบทเรียนเหล่านั้นเหมาะสำหรับการบริหารธุรกิจทั้งเพื่อความอยู่รอด และเพื่อความก้าวหน้าในยุคต่อไปแห่งมิติช่วงเวลาของคลื่นลูกที่ 3 กำลังเบ่งบานเต็มที่ และคลื่นลูกที่ 4 กำลังย่างเข้ามา ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงถี่ขึ้นและรุนแรงยิ่งขึ้น
ผู้อ่านที่อาจลืมไปบ้าง ขอเรียนว่า คลื่นลูกที่ 1 มากับความก้าวหน้าอันเกิดจากความสามารถของมนุษย์ในด้านการเพาะปลูก และเลี้ยงสัตว์ซึ่งก่อให้เกิดผลผลิตสูงกว่าการเก็บของป่าและล่าสัตว์ คลื่นลูกที่ 2 เป็นผลของความสามารถในการสร้างเครื่องยนต์ซึ่งนำไปสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรม คลื่นลูก 3 เกิดจากความสามารถในการสร้างคอมพิวเตอร์ และยุคที่ 4 เกิดจากความสามารถในการถอดรหัสพันธุกรรมซึ่งอาจมีผลทำให้มนุษย์ “อยู่ค้ำฟ้า”
ตำราเหล่านั้นแนะนำอะไรสำหรับผู้บริหารยุคใหม่ ?
เนื่องจากตำรามีหลายเล่ม เช่น Rethinking the Future, What the Best CEOs Know, Business @ the Speed of Thought, Leading at the Speed of Growth, และ Execution และคำแนะนำมีมาก บางอย่างอาจขัดกันบ้างในเทคนิคปลีกย่อย จึงขอกล่าวถึงเพียง 2 บางด้านซึ่งบรรดากูรูและผู้บริหารชั้นเซียนเห็นพ้องต้องกันและน่าจะเป็นหัวใจในการบริหารองค์กร
ด้านแรก ได้แก่ คุณลักษณะและความสามารถของผู้นำในยุคใหม่ซึ่งอาจรวมกันได้เป็นจรรยาบรรณผสมกับมันสมอง ผู้นำจะต้องยึดมั่นในจรรยาหรือหลักของความถูกต้อง มีความเข้าใจและวุฒิภาวะที่จะยอมรับว่า ตัวเองไม่รอบรู้ไปหมดทุกอย่าง พร้อมที่จะรับฟังผู้อื่น เรียนรู้อยู่ตลอดเวลาและนำสิ่งที่เรียนรู้มาปรับปรุงตัวเองให้เหมาะกับสภาพที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
นอกจากนั้น ผู้นำจะต้องมีมันสมองปราดเปรื่องพอที่จะสามารถสร้างแนวทางระยะยาว หรือวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนและเหมาะสมกับความเป็นจริงให้แก่องค์กร พร้อมทั้งสามารถที่จะสื่อให้ผู้อื่นเข้าใจได้อย่างแจ่มแจ้งและเกิดศรัทธาที่จะร่วมเดินไปตามทางนั้นโดยปราศจากความเคลือบแคลง ศรัทธาเกิดขึ้นมาจากการที่พนักงานมองเห็นว่า ผู้นำทุ่มเท อดทน เป็นธรรม ยุติธรรม ซื่อสัตย์ ซื่อตรง โปร่งใส เสมอต้นเสมอปลาย จริงใจ ไม่ทำอะไรแบบหน้าไหว้หลังหลอกหรือแบบมือถือสากปากถือศีล
ด้านที่สอง ได้แก่ วัฒนธรรมองค์กร ซึ่งประกอบด้วยหลักการเบื้องต้น ความเชื่อและพฤติกรรมของผู้อยู่ในองค์กร หลักการเบื้องต้นเป็นจรรยาบรรณของการทำงาน เช่น ความซื่อตรงและความทุ่มเท ความเชื่อซึ่งฟูมฟักขึ้นจากปัจจัยหลายอย่าง เช่น การฝึกฝน ประสบการณ์ การกระทำและคำพูดของผู้นำ จะนำไปสู่การปฏิบัติซ้ำๆ จนกลายเป็นพฤติกรรมที่ขับเคลื่อนองค์กรไปสู่ความรุ่งโรจน์หรือความล้มเหลว เนื่องจากผู้บริหารส่วนมากไม่ได้สร้างองค์กรขึ้นเอง หากรับช่วงต่อจากผู้อื่น ฉะนั้นพวกเขามีภาระที่จะต้องปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมซึ่งมีอยู่แล้วให้เหมาะสมกับยุค
บรรดากูรูและผู้บริหารชั้นเซียนเห็นพ้องต้องกันว่า การปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมนั้นทำยาก และจะเป็นไปไม่ได้หากผู้นำไม่ทำตัวเป็นตัวอย่าง ทั้งในด้านจรรยาบรรณ การมีใจกว้างพร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็นซึ่งแตกต่างจากของตนพร้อมกับมีความอดทนเป็นเลิศ
หากเรามองเมืองไทยว่า เป็นเสมือนบริษัทดังที่ ศาสตราจารย์ดอกเตอร์สมคิด และคณะแนะนำ เราน่าจะประเมินได้ว่า เมืองไทยจะพัฒนาไปทางไหนจากการประเมินคณะรัฐบาลในฐานะผู้บริหารของบริษัท เช่น ผู้บริหารมีมันสมองแค่ไหน มีจรรยาบรรณเพียงไร และจะสามารถปรับเปลี่ยนตัวเองและวัฒนธรรมองค์กรให้ทันสมัย รวมทั้งทำให้เกิดความศรัทธาได้มากน้อยเพียงไร
ผมคิดว่า ถ้ามองจากแง่นี้อนาคตของเมืองไทยไม่น่าจะสดใสเท่าไรนัก แน่ละคณะผู้บริหารมีมันสมอง หลายคนเป็นถึงครูบาอาจารย์และจำนวนมากเป็นผู้บริหารชั้นเซียนมาก่อน แต่ปัญหาอาจอยู่ที่จรรยาของพวกเขา
เช่น หากเรามองเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งอาจเกิดเมื่อไรก็ได้เพราะพวกเขาและครอบครัว ไม่เลิกทำธุรกิจส่วนตัวอันเป็นบรรทัดฐานของจรรยาบรรณในระบอบประชาธิปไตย เราพอจะเห็นได้เลาๆ ว่าพวกเขามีจรรยาบรรณมากน้อยแค่ไหน ผลประโยชน์ทับซ้อนและพฤติกรรมของผู้นำทำให้หลายบริษัท เช่น เอนรอน และไทโค ประสบปัญหาเลวร้ายและผู้บริหารหลายคนเริ่มเดินตามกันเข้าคุก
หากเมืองไทยประสบปัญหาเลวร้ายในทำนองนั้น ใครจะจับผู้บริหารเข้าคุก? คงต้องไปถาม ดร.สมคิด และคณะ
________________________________________

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *