เกร็ดความรู้เรื่องรางวัลโนเบล

เกร็ดความรู้เรื่องรางวัลโนเบล

เป็นความตั้งใจก่อนเสียชีวิตของ อัลเฟรด โนเบล (Alfred Nobel)
นักเคมีชาวสวีเดน ผู้คิดค้นระเบิดไดนาไมต์ ซึ่งรู้สึกเสียใจจากการที่ระเบิดของเขา
ถูกนำไปใช้ในการคร่าชีวิตมนุษย์ เขาจึงมอบ 94% ของทรัพย์สินมาให้เป็นเงินทุน

นับแต่มีการมอบรางวัลโนเบล (Nobel Prizes) มาตั้งแต่ปี 1901 นับแต่การเสียชีวิตของ อัลเฟร็ด โนเบล (Alfred Nobel) ผู้ก่อตั้งรางวัลได้ 5 ปี ตอนนี้มีผู้ที่ได้รับรางวัลไปแล้ว 763 คน กับอีก 18 องค์กร รวมทั้งสิ้น 781 รางวัล ซึ่งก็มีสถิติที่น่าจดจำดังนี้

อายุแค่ 25 อ่อนเยาว์สุดบนทำเนียบ “โนเบล”

ลอเรนซ์ แบรกก์ (William Lawrence Bragg) ได้รับโนเบลในสาขาฟิสิกส์เมื่อปี 1915 ขณะอายุเพียง 25 ปี ถือเป็นผู้ได้รับรางวัลที่มีอายุน้อยสุด ผลงานที่นำเขาไปสู่ทำเนียบผู้ทรงเกียรติคือ การวิเคราะห์โครงสร้างผลึกโดยใช้รังสีเอ็กซ์ ซึ่งเป็นการศึกษาร่วมกับ เซอร์เฮนรี แบรกก์ (Sir William Henry Bragg) ผู้เป็นบิดาและได้รับรางวัลนี้ร่วมกัน

ส่วนผู้ได้รับรางวัลมีอายุน้อยสุดในแต่ละสาขานั้น อย่างในสาขาเศรษฐศาสตร์ ซึ่งผู้เป็นเจ้าของสถิติคือ เคนเนธ แอร์โรว์ (Kenneth J. Arrow) ที่ได้รับรางวัลขณะอายุ 51 ปี นอกจากนี้มีผู้ที่ได้รับโนเบลขณะอายุไม่เกิน 35 ปีทั้งหมด 11 คน เป็นผู้ที่อยู่ในสาขาฟิสิกส์ 8 คน และในสาขาสรีรศาสตร์และการแพทย์อีก 3 คน

นักฟิสิกส์วัย 88 ปีสูงวัยสุดขณะขึ้นแท่น “โนเบล” อันทรงเกียรติ

เรย์มอนด์ เดวิส (Raymond Davis Jr.) คือผู้ที่มีอายุสูงสุดขณะได้รับรางวัลโนเบลตอนอายุ 88 ปี โดยได้รับรางวัลสาขาฟิสิกส์เมื่อปี 2002 ในการเป็นผู้บุกเบิกการศึกษาฟิสิกส์ดาราศาสตร์จากการตรวจจับอนุภาค “นิวทริโน” (cosmic neutrinos) ในอวกาศ ซึ่งร่วมกับ มาซาโตชิ โคชิบา (Masatoshi Koshiba) นักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่น และหลังจากขึ้นแท่นเป็นนักฟิสิกส์โนเบลที่แก่ที่สุดได้เพียงไม่กี่ปี เรย์มอนด์ก็เสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 31 พ.ค.ของปีนี้

ขึ้นเวที “คอนเสิร์ตฮอลล์ สต็อกโฮล์ม” บ่อยสุด

ผู้ที่มีความสามารถได้รับโนเบลถึง 2 ในชีวิตมี 4 คนและอีก 2 องค์กร เริ่มที่มารี กูรี (Marie Curie) ได้รับรางวัลในสาขาฟิสิกส์เมื่อปี 1903 (ร่วมกับอองตวน อองรี แบกเกอแรล) จากการศึกษากัมมันตภาพรังสี และได้รับโนเบลในสาขาเคมีเมื่อปี 1911 จากการค้นพบธาตุเรเดียมและโพโลเนียมร่วมกับปิแยร์ กูรี (Pierre Curie) ผู้เป็นสามี (แต่ปิแยร์เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุไปเมื่อปี 1906 จึงไม่มีสิทธิรับรางวัล)

จอห์น บาร์ดีน (J. Bardeen) ได้รับโนเบลสาขาฟิสิกส์ 2 ครั้ง คือในปี 1956 และปี 1972, ลีนุส คาร์ล พอลลิง (Linus Carl Pauling) ได้รับโนเบลสาขาเคมีในปี 1954 และ ได้รับโนเบลสาขาสันติภาพในปี 1962 และเฟรดเดอริก แซงเงอร์ (Frederick Sanger) ได้รับโนเบลสาขาเคมี 2 ครั้ง คือในปี 1958 และปี 1980

สภากาชาดสากล (International Committee of the Red Cross) เป็นองค์กรที่ได้รับโนเบลบ่อยที่สุดโดยได้รับโนเบลสาขาสันติภาพในปี 1917, 1944 และ 1963 ส่วน สำนักข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยสหประชาชาติ (UNHCR) ได้รับโนเบลสาขาสันติภาพในปี 1954 และปี 1981

“กูรี” ตระกูลแห่ง “โนเบล”

ในบรรดาผู้รับรางวัลทั้งหมดดูเหมือนว่าครอบครัว “กูรี” จะได้รับรางวัลบ่อยสุด เมื่อคลี่รายชื่อผู้ได้รับโนเบลก็จะเห็นความสัมพันธ์ว่า ปิแแยร์ กูรี ควงคู่ มารี กูรี (Marie Curie) ขึ้นรับโนเบลเคมีในปี 1903 และต่อมา อีแรน โฌลิออต-กูรี (Irene Joliot-Curie) ควงคู่สามี เฟรเดริก โฌลิออต (Frederic Joliot) ขึ้นรับโนเบลเคมีในปี 1935

นอกจากครอบครัวโนเบลอย่างกูรีแล้ว ก็ยังมีสมีภรรยาอีกคู่คือ คาร์ล คอรี (Carl Cori) ควงคู่ภรรยา เกอร์ที คอรี (Gerty Cori) ขึ้นรับโนเบลแพทย์ในปี 1947

อย่างในปีนี้ก็เป็นที่ฮือฮากับตระกูล “คอร์นเบิร์ก” ที่อาเธอร์ คอนเบิร์ก (Arthur Kornberg) ได้รับโนเบลแพทย์ในปี 1959 ส่วนลูกชายเขาคือ โรเจอร์ คอนเบิร์ก (Roger D. Kornberg) เพิ่งได้รับโนเบลเคมีปี 2006 ไปหมาดๆ

ในส่วนของครอบครัวพ่อ-แม่ และลูก ที่ได้รับโนเบลนั้นมีอีก 6 คู่คือ อีแรน โฌลิออต-กูรี ซึ่งรับโนเบลเคมีในปี 1935 เป็นลูกสาวของ ปิแยร์ กูรี และ มารี กูรี, เซอร์ เฮนรี บรากก์ กับลูกชายลอเรนซ์ บรากก์ ได้รับโนเบลฟิสิกส์พร้อมกันในปี 1915

นีลส์ บอห์ร (Niels Bohr) ได้รับโนเบลฟิสิกส์เมื่อปี 1922 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่ลูกชายเกิด และ อาก นีลส์ บอห์ร (Aage Niels Bohr) ลูกชายคนดังกล่าวก็ได้รับโนเบลฟิสิกส์ในปี 1975, ฮานส์ ฟอน ออยเลอร์ เชลปิน (Hans von Euler-Chelpin) ได้รับโนเบลเคมีในปี 1929 ส่วนลูกชายเขาคือ อูล์ฟ ฟอน ออยเลอร์ (Ulf von Euler) ได้รับโนเบลฟิสิกส์ในปี 1970

มันเน ซีกบาห์น (Manne Siegbahn) ได้รับโนเบลฟิสิกส์ในปี 1924 ส่วน ไค ซีกบาห์น (Kai M. Siegbahn) ผู้เป็นลูกชายได้รับโนเบลฟิสิกส์ในปี 1981 และ เจ เจ ทอมสัน (J.J. Tomson) ได้รับโนเบลฟิสิกส์ในปี 1906 ส่วนลูกชายคือ จอร์จ ทอมสัน (George Paget Thomson)

นอกจากนี้ ยังมีคู่หูพี่น้อง ที่ได้รับโนเบลคือ แจน ทิงเบอร์เจน (Jan Tinbergen) ได้รับโนเบลเศรษฐศาสตร์ในปี 1969 ขณะที่น้องชายของเขาคือ นิโคลาส ทิงเบอร์เจน (Nikolaas Tinbergen) ได้รับโนเบลแพทย์ในปี 1973

2 รายเมินโนเบล ปฏิเสธไม่รับเฉย

ปิดท้ายกันด้วยผู้ห้าวหาญปฏิเสธรางวัลอันเป็นที่ปรารถนาของใครหลายๆ คน ซึ่งมี 2 คนคือ ฌอง ปอล ซาร์ต (Jean Paul Sartre) ซึ่งปฏิเสธโนเบลวรรณกรรมในปี 1964 และ เล ดุ๊ก โถ (Le Doc Tho) ซึ่งปฏิเสธโนเบลสันติภาพในปี 1973

นอกจากนี้ยังมีผู้ที่ได้รับแรงกดดันทางการเมืองให้ปฏิเสธรางวัลซึ่งมีทั้งหมด 4 คนคือ ริชาร์ด คุห์น (Richard Kuhn) อดอล์ฟ บูเทนอันดต์ (Adolf Butenandt) เกอร์ฮาร์ด โดมักก์ (Gerhard Domack) ซึ่งพวกเขา 3 คนได้ขอรับรางวัลในภายหลัง และ บอริส พาสเทอนัค (Boris pasternak) ที่ตอบรับรางวัลแล้วแต่ต้องปฏิเสธในภายหลัง ทั้งนี้พวกเขาทั้งหมดถูกเลือกให้รับโนเบลวรรณกรรม

ที่น่าสนใจคือตั้งแต่มีการมอบรางวัลโนเบลมา 105 ปีให้แก่บุคคล 763 ราย เป็นผู้ชาย 730 ราย ส่วนผู้หญิงมีเพียง 33 รายเท่านั้น ที่มีโอกาสรับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ !!

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *