เกณฑ์การเลือก 3PLs กรณีศึกษาบริษัทรถยนต์ตุรกี

เกณฑ์การเลือก 3PLs กรณีศึกษาบริษัทรถยนต์ตุรกี
Source: LogisticsDigest

บริษัทต่างๆ ได้เปลี่ยนรูปแบบของโซ่อุปทานจากการขับเคลื่อนในภาคการผลิตไปสู่การขับเคลื่อนในส่วนของเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งการสร้างระบบโซ่อุปทานที่มีประสิทธิภาพจะเกิดขึ้นได้ด้วยการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน การสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันขององค์กรส่วนใหญ่จะใช้กลยุทธ์ในการเอาท์ซอร์ส (Outsourcing) โดยจะมีจุดเด่นในการเพิ่มความยืดหยุ่น ประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น เพิ่มระดับความพึงพอใจให้กับลูกค้า และสามารถไปมุ่งเน้นการดำเนินการในธุรกิจหลักได้

อุตสาหกรรมรถยนต์เป็นอุตสาหกรรมหลักของประเทศตุรกี ซึ่งมีอัตราการเติบโตที่รวดเร็วในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา โดยมีปริมาณการส่งออกคิดเป็นร้อยละ 42 ต่อปี และมีมูลค่าการส่งออกชิ้นส่วนรถยนต์เพิ่มขึ้นจาก 594 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เป็น 3,031 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา หรือคิดเป็นอัตราการเติบโต ร้อยละ 18 ต่อปี

อัตราการเติบโตในระดับดังกล่าวส่งผลให้โรงงานรถยนต์ในประเทศตุรกีหันมาให้ความสำคัญในการปรับปรุงประสิทธิภาพของกิจกรรมทางโลจิสติกส์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้นทุนด้านวัตถุดิบที่คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 87 ของต้นทุนการผลิตทั้งหมด

บริษัทรถยนต์โทแฟส-เฟียส (Tofas-Fias) ในประเทศตุรกีที่ร่วมทุนกับ บริษัทเฟียสของประเทศอิตาลี เป็นบริษัทรถยนต์ที่สำคัญของประเทศตุรกี โดยมีส่วนแบ่งทางการตลาดคิดเป็นร้อยละ 17 ยอดขายมากกว่า 1.9 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี และมีปริมาณการผลิตรถยนต์มากกว่า 147,000 คันต่อปี และมีปริมาณการผลิตรถยนต์มากกว่า 147,000 คันต่อปี

โครงการพัฒนาระบบ Milk run สำหรับชิ้นส่วนเพื่อการส่งออก
ในระบบนี้ คลัสเตอรี่ของซัพพลายเออร์ถูกกำหนดโดยฝ่ายจัดซื้อวัตถุดิบและใช้การวางแผนเส้นทาง น้ำหนักบรรทุกที่เหมาะสมมาคำนวณหาความถี่ในการจัดส่งสินค้า โดยผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ (3PL) ซึ่งได้รับ ข้อมูลการขนส่งสินค้าของแต่ละวัน ทำการรับชิ้นส่วนจากซัพพลายเออร์ตามเวลาที่ได้รับแจ้ง

ชิ้นส่วนสำหรับการส่งออกจะถูกนำส่งไปยังคลังชิ้นส่วนสำหรับการส่งออก โดยพยายามให้เปอร์เซ็นต์ของการใช้ประโยชน์ของรถบรรทุกมากกว่าร้อยละ 80 หากเปอร์เซ็นต์การใช้ประโยชน์ต่ำกว่าร้อยละ 80 จะทำการปรับเปลี่ยนแก้ไขแผนและความถี่ในการขนส่งใหม่ร้อยละ 60 ของชิ้นส่วนเพื่อการส่งออกจะถูกรวบรวมและบรรจุที่คลังนี้ โดยใช้ระยะประมาณ 3 วัน ในการบรรจุ จัดเตรียมเอกสาร และบรรจุลงคอนเทนเนอร์ เพื่อส่งออกต่อไป จากการศึกษาพบว่าต้นทุนโลจิสติกส์ของชิ้นส่วนเพื่อการส่งออก 52 ประเภทมีค่าร้อยละ 4.9 ของราคาขายซึ่งต้นทุนโลจิสติกส์นี้จะเกิดจาก

การขนส่งสินค้าออกไป (outbound transportation) ร้อยละ 54 การขนส่งเพื่อนำชิ้นส่วนเข้ามา (Inbound transportation) ร้อยละ 29 การจัดเก็บสินค้าคงคลัง (Inventory Roding) ร้อยละ 15 และเป็นต้นทุนจากคลังสินค้าร้อยละ 2

ระบบ Milk run ได้ถูกปรับปรุงสำหรับชิ้นส่วนเพื่อการส่งออกโดยกำหนดให้รวบรวมชิ้นส่วนจากซัพพลายเออร์ โดยใช้คอนเทนเนอร์และนำส่งตรงไปยังลูกค้าโดยคอนเทนเนอร์ เดียวกันนี้โดยไม่ต้องผ่านการปฎิบัติการที่คลังสินค้าเพื่อการส่งออก ดังนั้น วิธีการนี้จะสามารถลดค่าใช้จ่ายด้านการขนถ่ายวัสดุที่เกิดขึ้น ณ คลังสินค้าได้

เกณฑ์ในการคัดเลือกผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์
การคัดเลือกผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์เข้ามาเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ จะใช้วิธีการวิเคราะห์ตามลำดับขั้น (Analytical hierarchy process: AHP)
การวิเคราะห์แบบ AHP จะทำให้บริษัทสามารถจัดโครงสร้างของการตัดสินใจคัดเลือกผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์อย่างเป็นระบบมากกว่าที่จะคำนึงถึงความคุ้มค่าทางการเงินเพียงอย่างเดียว ในขณะเดียวกันทางผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ต้องพัฒนาประสิทธิภาพของตนเอง รวมถึงการเชื่อมโยงความสัมพันธ์กับโรงงานรถยนต์ รวมทั้งหันมาใช้กลยุทธ์ด้านการพัฒนาความสัมพันธ์กับลูกค้า (Customer relationship management) (RM) ให้มากขึ้นด้วย

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *