อึ้ง! ทุก 2 วินาที โรคหัวใจหลอดเลือด คร่าชีวิตผู้ป่วย 1 คน

อึ้ง! ทุก 2 วินาที โรคหัวใจหลอดเลือด คร่าชีวิตผู้ป่วย 1 คน
• คุณภาพชีวิต
สาเหตุจากสูบ บุหรี่-กินยาคุมมากขึ้น

โรคหัวใจและหลอดเลือด นับเป็นสาเหตุการตายของคนในโลกเป็นอันดับ 1 จากสถิติพบว่า ทุกๆ 2 วินาที จะมีผู้เสียชีวิตด้วยโรคนี้ 1 คน และมฤตยูร้ายตัวจริงที่ทำให้ ต้องเสียชีวิตคือ โรคหลอดเลือดแดงแข็ง (Atherosclerosis) ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด และยังเป็นสาเหตุสำคัญของโรคหลอดเลือดสมองอุดตัน และอัมพฤกษ์-อัมพาตอีกด้วย

ในงานประชุมวิชาการ Asia Pacific Cardiovas-cular Summit 2008 ซึ่งบริษัทแอสตร้าเซนเนก้า จัดขึ้น โดยมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจ เบาหวาน อายุรแพทย์ และบุคลากรทางการแพทย์ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกกว่า 500 คนเข้าร่วมประชุม ณ โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ จึงได้มีการนำเสนอองค์ความรู้เกี่ยวกับความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด กับโรคหลอดเลือดแดงแข็ง ตั้งแต่อดีต-ปัจจุบันและในอนาคต

ศ.นพ.ฟิลลิป บาร์เตอร์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจจากสถาบันโรคหัวใจ ซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย เผยว่า การมีระดับไขมันตัวร้ายหรือคอเลสเทอรอลชนิดแอลดีแอล (LDL) ในเลือดสูง โอกาสที่จะก่อให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดกับโรคหลอดเลือดแดงแข็งก็จะสูง นอกจากนี้ยังพบว่า ผู้มีคอเลสเทอรอลชนิด LDL ในเลือดสูงและมีปัจจัยเสี่ยงอื่นร่วมด้วย เช่น อายุมากขึ้น สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ ความดันสูง อ้วนลงพุง โรคเบาหวาน ไตรกลี-เซอไรด์สูง โอกาสที่จะเกิดโรคหัวใจและขาดเลือดหรือเกิดอัมพฤกษ์อัมพาตก็จะยิ่งมีมากขึ้น และยังพบอีกว่า ผู้หญิงที่มีคอเลสเทอรอลชนิด LDL ในเลือดสูง จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดกับโรคหลอดเลือดแดงแข็งมากกว่าผู้ชาย ดังนั้น นอกจากการที่จะต้องลดระดับไขมันตัวร้ายแล้ว การลดปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวก็เป็นสิ่งสำคัญ

ขณะเดียวกัน รศ.นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ จากหน่วยโรคหัวใจ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี เผยว่า ปัจจุบันผู้หญิงมีแนวโน้มเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดกับโรคหลอดเลือดแดงแข็งกันมากขึ้น เนื่องจากผู้หญิงสูบบุหรี่มากขึ้น และกินยาคุมกำเนิดมากขึ้น ในการประชุมครั้งนี้ได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลและนำเสนอผลการวิจัย เกี่ยวกับการใช้ยาลดไขมันตัวใหม่ๆในกลุ่มยาสแตติน โดยผลการศึกษา หลายชิ้นพบว่า ยาดังกล่าวมีผลตอบสนองในการลดไขมันตัวร้ายได้ดี อีกทั้งยังช่วยลดตะกรันที่ผนังหลอดเลือด และยังพบว่าสามารถเพิ่มไขมันชนิดดีหรือ HDL ได้ด้วย นอกจากนี้ยังพบด้วยว่า ผู้ป่วยทางเอเชียจะตอบสนองต่อยาได้ดีกว่าผู้ป่วยทางตะวันตก ข้อมูลเหล่านี้นับว่าเป็นประโยชน์ต่อการรักษาผู้ป่วยในประเทศไทย และเป็นการตอกย้ำองค์ความรู้ที่เรามีอยู่แล้วให้ชัดเจนขึ้น อันจะเป็นแนวทางในการวางมาตรฐานการรักษาในอนาคตต่อไป

และในการประชุมยังได้มีการนำเสนอผลการศึกษาเกี่ยวกับเรื่อง CEPHEUS หรือการดูแลรักษาผู้ป่วยและพฤติกรรมการรับประทานยาในผู้ป่วยที่มีระดับไขมันในเลือดสูง ใน 8 ประเทศของยุโรป จำนวน 15,000 คน พบว่า ผู้ป่วย 55% สามารถควบคุมและลดระดับไขมันได้ถึงเป้าหมายตามที่แพทย์กำหนด แต่ในขณะที่ผู้ป่วยอีก 45% ไม่สามารถที่จะลดระดับไขมันลงได้ตามเป้าหมาย โดยพบว่า ผู้ป่วยที่ให้ความร่วมมือในการรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ จะสามารถลดระดับคอเลสเทอรอลในเลือดชนิด LDL ลงได้ตามที่แพทย์กำหนด และการใช้ยาที่มีประสิทธิภาพในการรักษาตั้งแต่เริ่มแรก จะมีผลลดระดับไขมันที่ดีด้วย

ซึ่ง พญ.อรินทยา พรหมินธิกุล จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะ หยุดยาเองเมื่อรับประทานไปสักระยะหนึ่ง และเห็นว่าคอเลสเทอรอลเริ่มลดลง แต่ในทางการแพทย์ผู้ป่วยจำเป็นต้องรับประทาน ยาต่อเนื่องควบคู่ไปกับการออกกำลังกายสม่ำเสมอ และหลีก-เลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง เพื่อลดและควบคุมระดับคอเลสเทอรอลให้ได้ตามเป้าหมาย ดังนั้น เพื่อปรับทัศนคติของผู้ป่วย

จึงได้มีการจัดทำโครงการวิจัย Pan-Asian CEPHEUS Study ขึ้นในเอเชีย-แปซิฟิก โดยจะดำเนินการวิจัยใน 9 ประเทศ คือ เกาหลี ไต้หวัน ฮ่องกง เวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย สิงคโปร์ และประเทศไทย เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าใจแนวทางการรักษาภาวะไขมันในเลือดสูงที่ถูกต้อง อันจะช่วยให้คนไข้ไปถึงเป้าหมายในการควบคุมระดับไขมันในเลือด และช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ในที่สุด.

ที่มา: หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *