อีกบทบาทหนึ่งของจอร์จ โซรอส

อีกบทบาทหนึ่งของจอร์จ โซรอส
บ้านเขาเมืองเรา : ดร.ไสว บุญมา กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2549
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : เมื่อสัปดาห์ที่แล้วจอร์จ โซรอส เป็นข่าวใหญ่อีกครั้ง แต่ไม่ใช่ข่าวเกี่ยวกับการโจมตีค่าเงินของประเทศใด หรือการเก็งกำไรในตลาดหลักทรัพย์และตลาดวัตถุดิบ เช่น น้ำมันปิโตรเลียม แร่ทองแดงและเมล็ดกาแฟ ดังที่คนทั่วไปมักมีความประทับใจในชื่อเสียงของเขา หากเป็นข่าวเกี่ยวกับการที่เขาบริจาคเงิน 50 ล้านดอลลาร์ให้กับโครงการเพื่อแก้ปัญหาความยากจนที่มีชื่อว่า Millennium Villages
อาจเป็นที่ทราบกันแล้วว่าโครงการ Millennium Villages เป็นส่วนหนึ่งของ Millennium Project ขององค์การสหประชาชาติ ซึ่งเริ่มขึ้นในปี ค.ศ. 2000 เมื่อประเทศสมาชิกขององค์การนั้น ต้องการเฉลิมฉลองการขึ้นคริสต์ศตวรรษใหม่ ด้วยการประกาศว่า จะร่วมมือกันลดความยากจนร้ายแรงในโลกให้เหลือเพียงครึ่งเดียวภายในปี 2015
ตามคำจำกัดความขององค์การสหประชาชาติซึ่งจัดผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่า 1 ดอลลาร์ต่อวันให้เป็นผู้ยากจนร้ายแรง คนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่อยู่ในประเทศรอบๆ ทะเลทรายซาฮาราของทวีปแอฟริกา โครงการ Millennium Villages วางอยู่บนฐานของการร่วมมือ ของชาวบ้าน รัฐบาล ผู้เชี่ยวชาญและเอกชนที่ต้องการสร้างกุศล ด้วยการบริจาคเงินช่วยเหลือคนจนดังกล่าว โดยการเอาหมู่บ้านที่ยากจนสุดๆ เป็นศูนย์กลางเพื่อแก้ปัญหาทีละหมู่บ้าน
ตามแนวคิดของโครงการนี้โดยทั่วไปหมู่บ้านที่มีคนประมาณ 5,000 คนจะใช้เงิน 3 แสนดอลลาร์ในช่วงเวลา 5 ปีเพื่อลงทุนทั้งในทางเศรษฐกิจและทางสังคม เช่น การปรับปรุงดิน การหาแหล่งน้ำเพื่อทำการเกษตร การซื้อมุ้ง เพื่อป้องกันยุงที่มีเชื้อมาลาเรีย และการรักษาผู้ป่วยด้วยโรคเอดส์ หลังจากประสบความสำเร็จอย่างดีที่หมู่บ้านนำร่อง เมื่อปี ค.ศ. 2004 ในประเทศเคนยาและต่อมาในประเทศเอธิโอเปีย
รัฐบาลญี่ปุ่นได้ให้เงินเพื่อขยายการนำร่องต่อไปในอีก 10 หมู่บ้านใน 10 ประเทศ ได้แก่ เอธิโอเปีย กานา เคนยา มาลาวี มาลี ไนจีเรีย รวันดา เซเนกัล แทนซาเนียและอูกันดา ประเทศเหล่านี้ครอบคลุมพื้นที่เกษตรส่วนใหญ่ในแอฟริกา และมีอัตราของคนยากจนสูงสุด การนำร่องในหมู่บ้านเหล่านี้เริ่มจะชี้ให้เห็นอย่างแจ้งชัดแล้วว่า การแก้ปัญหาความยากจนโดยวิธีใช้หมู่บ้านเป็นศูนย์กลางทีละหมู่บ้าน ได้ผลตามความมุ่งหมาย
ฉะนั้นมันจึงจูงใจให้นักลงทุนหัวเห็ด เช่น จอร์จ โซรอส กระโดดเข้าไปร่วมด้วย เงินจำนวน 50 ล้านดอลลาร์ของเขาจะช่วยให้โครงการขยายต่อไปถึงอีกกว่าร้อยหมู่บ้าน
คนส่วนใหญ่คงได้ยินกิตติศัพท์ของ จอร์จ โซรอส เกี่ยวกับความสามารถในการสร้างความร่ำรวย จากการโจมตีค่าเงิน ผ่านกองทุนเพื่อเก็งกำไรของเขา แต่อาจไม่เคยได้ยินเกี่ยวกับเรื่องอื่น เช่น เดิมนั้นเขาต้องการเป็นนักปรัชญา หลังจากประสบความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในด้านนั้น เขาจึงหันมาเอาดีทางด้านการเก็งกำไร จนทำให้เขาเป็นอภิมหาเศรษฐีอันดับต้นๆ ของโลก
อย่างไรก็ตามเขาไม่ได้ทิ้งด้านปรัชญาเสียทีเดียว หลังจากประสบความสำเร็จทางด้านการหาเงิน เขาได้หันกลับไปศึกษาวิชาปรัชญาอีก และเขียนหนังสือออกมาหลายเล่ม ล่าสุดได้แก่เรื่อง The Age of Fallibility: Consequences of the War on Terror ซึ่งพิมพ์ออกมาเมื่อเดือนมิถุนายน 2549
จอร์จ โซรอส มีความเชื่ออย่างแน่นแฟ้นในเรื่องสังคมเปิดซึ่งเป็นฐานของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และการพิจารณาความยุติธรรมในสังคม เขาแสดงความศรัทธาอันแรงกล้าในเรื่องนี้ด้วยการเขียนหนังสือ การบรรยายในโอกาสต่างๆ และการให้เงินจำนวนมากแก่ประเทศที่ต้องการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะประเทศในยุโรปตะวันออกซึ่งเคยถูกครอบงำโดยระบบคอมมิวนิสต์
เขาตั้งมูลนิธิชื่อ Open Society Institute ขึ้นมาเพื่อเป็นองค์กรสำหรับเผยแพร่แนวคิด และอุทิศเงินของเขา เพื่อช่วยเหลือสังคมในด้านต่างๆ รวมทั้งด้านธรรมาภิบาล ด้านสิทธิมนุษยชนและด้านการปฏิรูประบบกฎหมาย เศรษฐกิจ การศึกษา การสาธารณสุข และสื่อมวลชน ในปัจจุบันนี้เขามีโครงการให้ความช่วยเหลืออยู่ในกว่า 60 ประเทศ
ตอนนี้ จอร์จ โซรอส ได้ถ่ายโอนความรับผิดชอบด้านการเก็งกำไรให้แก่ลูกชายเกือบหมดแล้ว ส่วนตัวเขาอุทิศเวลาให้มูลนิธิเพื่อการกุศลมากขึ้น นอกจากนั้นเขายังพยายามรณรงค์ให้รัฐบาลอเมริกัน รับฟังเสียงของชาวโลกพร้อมกับลดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมลง เช่น การใช้มาตรฐานซ้อน เขามองว่าการที่รัฐบาลอเมริกันใช้อำนาจบาตรใหญ่และตัดสินใจทำอะไรๆ ลงไปโดยไม่ฟังเสียงของชาวโลกเพิ่มปัญหามากกว่าลด
การไม่ยอมร่วมลงนามในข้อตกลงระหว่างประเทศเพื่อควบคุมก๊าซเรือนกระจกเป็นตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นว่าสหรัฐ ไม่สามารถเล่นบทบาทของผู้นำโลกที่ดีสมกับที่เป็นอภิมหาอำนาจแต่เพียงผู้เดียวได้ นอกเหนือจากนั้นการสนับสนุนรัฐบาลเผด็จการ หรือกึ่งเผด็จการในหลายประเทศที่เข้าข้างสหรัฐ ในกิจการโลกเป็นการใช้มาตรฐานซ้อนซึ่งผู้นำไม่ควรจะทำเด็ดขาด
ยิ่งไปกว่านั้นเขาต้องการให้สหรัฐ ยอมรับกฎเกณฑ์ของสถาบันระดับโลกมากขึ้น และเป็นผู้นำ ในการพิจารณาตั้งสถาบันระหว่างประเทศขึ้นใหม่ สำหรับแก้ไขปัญหาอันสืบเนื่องมาจากผลกระทบของโลกาภิวัตน์
การกระโดดเข้าไปร่วมโครงการ Millennium Villages ของจอร์จ โซรอส เป็นสิ่งใหม่ มันจึงเป็นข่าวใหญ่ ซึ่งกลบข่าวการประกาศข้อตกลงระหว่างมูลนิธิของบิล เกตส์ และมูลนิธิรอกกี้เฟลเลอร์ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ข้อตกลงนั้นบ่งว่ามูลนิธิของบิล เกตส์ จะลงขันเป็นเงิน 100 ล้านดอลลาร์และมูลนิธิรอกกี้เฟลเลอร์จะลง 50 ล้านดอลลาร์เพื่อช่วยกันพัฒนาเมล็ดพันธุ์พืชให้แก่ประเทศแอฟริกาที่ยากจน
ผู้ที่ติดตามความเคลื่อนไหวของอภิมหาเศรษฐีบิล เกตส์ ย่อมทราบแล้วว่ามูลนิธิของเขาได้บริจาคเงินแล้วกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์ ให้แก่กิจการต่าง ๆ ทั่วโลก และการบริจาคของเขานับวันจะเพิ่มขึ้นเพราะเขายังมีทรัพย์สมบัติอีกราว 50,000 ล้านดอลลาร์ซึ่งเขาบอกว่าส่วนใหญ่จะยกให้แก่มูลนิธิ นอกจากนั้นเมื่อไม่นานมานี้มูลนิธิของเขายังได้รับบริจาคจากวอร์เรน บัฟเฟตต์ อภิมหาเศรษฐีหมายเลข 2 ของโลกอีก 31,000 ล้านดอลลาร์
เมื่อเทียบกับการบริจาคของบิล เกตส์และวอร์เรน บัฟเฟตต์ แล้ว การบริจาคจำนวนมากของจอร์จ โซรอส ดูไม่มากนัก อย่างไรก็ตามการกระทำของเขาย่อมดีกว่าของพวกเศรษฐีที่ทำแค่อวดร่ำอวดรวย และมุ่งกอบโกยโดยไม่สนใจในการช่วยเหลือเผื่อแผ่แก่เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *