อินเทรนด์…..กับ 3Cs

อินเทรนด์…..กับ 3Cs
Business & Society : ศ.ดร.วรภัทร โตธนะเกษม warapatr@tris.co.th กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550
วันนี้ ผมตั้งชื่อเป็นภาษาฝรั่งผสมไทยแบบทับศัพท์ทันสมัย เหตุผลก็เพราะผมกำลังจะคุยกับท่านในเรื่องที่อยู่ในกระแส และผู้คนหลายวงการกำลังพูดถึงกันมาก ได้แก่ CG CSR และ CMA ครับ
เรื่อง CG นั้น มาถึงประเทศไทยเมื่อสิบปีที่แล้ว และขณะนี้ เป็นกระแสไปทั่วโลก มีชื่อเต็มว่า Corporate Governance แต่นิยมเรียกกันสั้นๆ ว่า CG ส่วนภาษาไทยมีหลายชื่อ ที่ค่อนข้างจะคุ้นหูกันก็ที่เรียกว่า ธรรมาภิบาล นั่นแหละครับ
ส่วน CSR ก็อยู่ในกระแสร้อนแรงทั่วโลกเช่นกัน วันนี้ ไปที่ไหน ใครๆ ก็พูดถึงเรื่องนี้ ซึ่งเรียกกันเต็มๆ ว่า Corporate Social Responsibility แปลว่า ความรับผิดชอบของธุรกิจต่อสังคม ปัจจุบัน ในวงวิชาการ มักจะถกเถียงกันบ่อยๆ ว่า CSR เหมือนหรือต่างกับ CG ตรงไหน บางสำนักก็บอกว่า ต่างกัน ตรงที่ CG นั้น เป็นเรื่องที่แคบกว่า CSR แต่บางสำนักก็บอกว่า ถ้าทำให้เกิด CG อย่างครบถ้วนแล้ว ก็สบายใจเรื่อง CSR ได้ เพราะ คนที่ตั้งใจทำให้เกิดธรรมาภิบาลนั้น ย่อมไม่ละเลยความรับผิดชอบต่อสังคมอยู่แล้ว
ผมว่าอย่าไปจริงจังกับคำจำกัดความมากเกินไปเลยครับ จะเชื่ออย่างไรก็ได้ เพราะทั้งสอง C นี้ ก็ดีทั้งคู่นั่นแหละ ขออย่างเดียว อย่าเพียงแค่พูด ต้องลงมือทำจริงๆ เท่านั้น
เมื่อ C สองตัวแรก ได้มีการพูดถึงกันมามากแล้ว วันนี้ ผมก็เลยจะเขียนถึงเฉพาะ C ตัวสุดท้าย เท่านั้น คือ CMA นั่นเอง ความจริงแล้ว เจ้า C ตัวนี้ ไม่ใช่เป็นเรื่องของ แนวความคิด ที่กำลังเผยแพร่ทั่วโลกอย่าง CG หรือ CSR หรอก แต่เป็นชื่อย่อของสถาบันแห่งหนึ่ง คือ Capital Market Academy หรือสถาบันวิทยาการตลาดทุน (วตท.) ซึ่งจัดตั้งขึ้นโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และขณะนี้ ผลงานของ วตท. หรือ CMA กำลังเป็นที่กล่าวขวัญถึงกันมากในวงการผู้บริหารไทย เรียกได้ว่า เป็นเรื่องที่ อินเทรนด์ เลยทีเดียว
วตท.หรือ CMA มีภารกิจคือพัฒนาและส่งเสริมวิทยาการที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุน กิจกรรมหลักที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก จนเป็นที่เลื่องลือในขณะนี้ ก็คือ การเชิญผู้นำที่ประสบความสำเร็จ และเป็นผู้รับผิดชอบภารกิจสำคัญต่างๆ จากหลายภาคส่วนของสังคม มา เรียนหนังสือร่วมกัน ทุกสัปดาห์ สัปดาห์ละ 1 วัน เป็นเวลาประมาณเกือบสามเดือน โดยเนื้อหาสาระเน้นเรื่อง ตลาดทุน (ซึ่งองค์ประกอบส่วนหนึ่ง ก็กล่าวถึง CG และ CSR ด้วย) เรื่อง วิสัยทัศน์ และสุดท้ายคือเรื่อง ภาวะผู้นำ
การที่ผู้บริหาร 70 กว่าคน มาเรียนหนังสือด้วยกันนั้น ความจริงก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะที่ไหนๆ ก็ทำกัน บริษัทไทยหลายแห่ง เสียสตางค์ส่งผู้บริหารระดับสูงไปอบรมที่ฮาร์วาร์ดด้วยราคาที่แพงหูฉี่ คนละหลายล้านบาท ก็เห็นทำกันเป็นปกติอยู่ แต่ที่ วตท. แห่งนี้ ผู้เข้าเรียนจะต้องได้รับเชิญ และยังได้รับสปอนเซอร์ทั้งหมดจากตลาดหลักทรัพย์อีกด้วย (ยกเว้นเสียสตางค์ไม่มากนัก เพื่อเป็นค่ากิจกรรมศึกษานอกสถานที่เท่านั้น)
ความโดดเด่น น่าจะอยู่ที่ องค์ประกอบของผู้นำที่ได้รับเชิญให้เข้าเรียนในหลักสูตร นี้ เพราะประมาณครึ่งหนึ่ง เป็นผู้บริหารระดับสูงในวงการตลาดทุนอยู่แล้ว แต่อีกครึ่งหนึ่ง เป็นบุคคลในวงการตุลาการ ทหาร ตำรวจ ข้าราชการพลเรือน ฯลฯ ซึ่งโดยวิชาชีพนั้น ส่วนใหญ่อาจมีความรู้เกี่ยวกับตลาดทุนไม่ลึกซึ้งมากนัก นี่จึงเป็นโอกาสที่ผู้นำเหล่านี้ จะได้สัมผัสกับวิทยากรที่มีความรู้ความสามารถสูงด้านตลาดทุน
ด้วยเหตุที่นักศึกษา วตท.แต่ละคน ต่างมีประสบการณ์ ความรู้ความสามารถสูง บรรยากาศของห้องเรียนจึงคึกคักอย่างยิ่ง หลายครั้ง วิทยากรบรรยายเพียงเล็กน้อยเท่านั้น จากนั้นนักศึกษาจะอภิปรายกันอย่างกว้างขวางและคึกคัก ( แซว กันเองว่า นักศึกษาจำนวนมากมีคุณภาพในระดับเป็นผู้บรรยายได้เลยทีเดียว!) ทำให้เป็นการเสริมความรู้ซึ่งกันและกันได้เป็นอย่างดี
แม้ว่านักศึกษาบางส่วนอาจจะขาดความรู้ความเข้าใจในศัพท์แสงทางเทคนิคของวงการตลาดทุนอยู่บ้าง แต่ก็มีเวลาสำหรับพูดคุยกันนอกห้องเรียน เพื่อสอบถามหาความเข้าใจจากเพื่อนฝูงได้ แต่ความจริงแล้ว ประโยชน์อย่างหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นแน่ๆ ก็ ตรงนี้นี่แหละ กล่าวคือ นักศึกษาอย่างผู้พิพากษา อัยการ ตำรวจ หรือทหาร จะได้มีความรู้ความเข้าใจเรื่องตลาดทุนเพิ่มขึ้น และเกิดประโยชน์ในการส่งเสริมตลาดทุนต่อไป
CG และ CSR ก็เป็นหัวข้อสำคัญในหลักสูตร CMA ด้วยเช่นกัน เมื่อวันเสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมา นักศึกษารุ่นปัจจุบัน ซึ่งเป็นรุ่นที่ 5 ก็ได้ออกเดินทางไปเยี่ยมชมโครงการพัฒนาประชากรและชุมชน ซึ่งริเริ่มโดยคุณมีชัย วีระไวทยะ ที่ อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ และได้นำอุปกรณ์กีฬาพร้อมเมล็ดพันธุ์พืช ไปมอบให้แก่นักเรียนตัวเล็กๆ ของโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา ซึ่งทั้งเก่งและน่ารัก เมื่อได้เห็นแล้ว ผมก็ขอถือโอกาสแสดงความชื่นชม ว่าเป็นโครงการพัฒนาชุมชนที่น่าประทับใจอย่างยิ่ง
นอกจากนั้น การที่ผู้บริหารทั้งหลาย ซึ่งปกติจะมีวิถีชีวิตที่วุ่นวายอยู่ในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพมหานคร ได้มีโอกาสสัมผัสกับบรรยากาศของชนบท และพิธีต้อนรับแบบพื้นบ้านจากชาวลำปลายมาศ ผมคิดว่าก็น่าจะรู้สึกซาบซึ้งในประเพณี และวัฒนธรรมพื้นบ้านของไทย และเกิดความรัก และภาคภูมิใจในบ้านเมืองของเรามากยิ่งขึ้นอีกด้วย อย่างน้อย ผมก็เป็นคนหนึ่งละที่รู้สึกอย่างนั้น
การที่ผู้นำจากวงการต่างๆ ได้มีโอกาสเรียนหนังสือและเดินทางด้วยกัน ผลพวงที่เกิดขึ้นก็คือสัมพันธภาพที่ดี และยังได้แลกเปลี่ยนข่าวสารความรู้ระหว่างกันอีกด้วย หลักสูตร วตท.จึงได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ผมทราบมาว่า ขณะนี้ได้มีผู้นำจากวงการต่างๆ สนใจจะเข้าเรียนหลักสูตรนี้จำนวนมาก จนการรับนักศึกษารุ่นต่อๆ ไปนั้น ได้รับไว้ เต็มอัตรา ล่วงหน้าไปหลายรุ่นแล้ว ดังนั้น ใครที่คิดจะเข้าเรียนในหลักสูตรนี้ ก็คงต้องรออีกนานพอสมควร ซึ่งผมก็ขอแสดงความยินดีด้วยกับความสำเร็จของ CMA
ผมเชื่อว่า CMA คงพิถีพิถันในการคัดเลือกนักศึกษาอยู่แล้ว เพราะเท่าที่เห็นรายชื่อในแต่ละรุ่นที่ผ่านมา ก็เป็นคนคุณภาพทั้งนั้น เพียงแต่ผมยังอดไม่ได้ที่จะฝากไว้สักนิดหนึ่งว่า ถ้าสามารถคัดเลือกคนเก่ง ขณะเดียวกัน ก็ เน้น ส่วนของความเป็น คนดี ให้มากขึ้นเรื่อยๆ ด้วย ในที่สุด วตท.ก็จะเป็นที่รวมของทรัพยากรบุคคลที่มีพลังและคุณค่า สามารถสร้างสรรค์สังคมไทยให้ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างดี
นักศึกษา วตท. ขณะนี้มีจำนวนกว่า 300 คนแล้ว และกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ละคนล้วนมีบทบาทสูงในสังคมไทย ถ้า วตท.รับคนเก่ง คนดี เพิ่มขึ้นตลอดเวลา พวกเขาก็น่าจะช่วยกันหาลู่ทาง ขับเคลื่อนตลาดทุนไทย ให้เติบโตขึ้นได้อย่างมีคุณภาพ และถ้าคิดไกลไปกว่านั้น บางคนอาจจะมีส่วนร่วมขับเคลื่อนประเทศไทย ให้พ้นไปจาก “วังวน” ที่เป็นอยู่อย่างนี้…… ได้ด้วยซ้ำไป

Tags:

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *