อัศจรรย์ "เจียเม้ง" เจ้านวัตกรรม…เมล็ดข้าว

อัศจรรย์ “เจียเม้ง” เจ้านวัตกรรม…เมล็ดข้าว

ลมลเพ็ชร อภิสิทธิ์นิรันดร์
ช่วงหลังๆ มานี้ เริ่มมีหลายบริษัทคิดค้นนวัตกรรมข้าวในรูปแบบใหม่ๆ มากขึ้น ทำให้เจียเม้งต้องเร่งสปีดธุรกิจให้เร็วขึ้น โดยให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนา โดยในปี 2551 มีแผนจะผลิตข้าวที่เน้นสุขภาพ เจาะกลุ่มเป้าหมายสตรีและเด็ก เช่น ข้าวกินแล้วไม่อ้วน กินแล้วสวยผิวพรรณดี หรือกินแล้วทำให้เด็กๆ ฉลาดขึ้น
หากเอ่ยถึงผู้ค้าข้าวที่ใส่ใจในเรื่อง “นวัตกรรม” ต้องยกให้ “เจียเม้ง” เจ้าของแบรนด์หงษ์ทอง ที่ไม่เคยหยุดในการวิจัยและพัฒนา เปิดตลาดนิชมาร์เก็ต ตั้งแต่ “ข้าวมันไก่” แม้จะไม่ประสบความสำเร็จนัก ก็ยังไม่ถอดใจ ส่งข้าวพรีเมียมผสมธาตุเหล็กและแคลเซียมมาเปิดตลาด ในปี 2551 ยังมีแผนจะทำตลาดข้าวที่กินแล้วไม่อ้วน ทำให้เด็กฉลาดขึ้น มาช็อกวงการข้าวถุง
”วัลลภ มานะธัญญา” ประธานกรรมการบริหารเจียเม้ง มาร์เก็ตติ้ง พ่วงด้วยตำแหน่งประธานกรรมการบริหารบางซื่อโรงสีไฟเจียเม้ง ผู้ผลิตและจำหน่ายข้าวถุงยี่ห้อ “หงษ์ทอง” ตั้งข้อสังเกตว่า การค้าข้าวในปัจจุบันไม่ง่ายเหมือนในอดีต แม้คนครึ่งค่อนโลกจะบริโภคข้าวเป็นอาหารหลัก เพราะเมื่อนับดูจำนวนคู่แข่งขันทั้งในและต่างประเทศแล้ว จะพบว่าเพิ่มขึ้นมาก
ดังนั้น การคิดค้นหาเทคนิคหรือลูกเล่นใหม่ๆ เข้ามาเสริมธุรกิจ จึงไม่ใช่เรื่องที่จะทำกันเล่นๆ อีกต่อไป กว่าจะหาวิธีได้ต้องคิดค้นกันอยู่หลายครั้ง ลองผิดลองถูกกันอยู่หลายครา เพราะ ”ข้าว” เป็นอาหารหลักที่คนทั่วไปนิยมบริโภคในรูปแบบของเมล็ดข้าว การจะนำข้าวไปแปรรูปเหมือนสินค้าทั่วไปจึงทำได้ยาก
“ข้าว ก็คือ ข้าว”
….คนทั่วไปจะบริโภคเป็นเมล็ดข้าวมากกว่า แต่เราจำเป็นต้องฉีกตัว เพราะการแข่งขันสูง เขาย้ำ
การสร้างความเหมือนที่แตกต่าง จึงกลายเป็น “คอนเซปต์” ของการคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ ด้วยการยกคุณภาพข้าวธรรมดาให้เป็นข้าวพิเศษ หรือ ”ข้าวพรีเมียม” ตามคำจำกัดความของวัลลภ
กลายเป็นที่มาของข้าวพรีเมียมผสมธาตุเหล็กและแคลเซียม ที่เจียเม้งใช้เวลากว่า 2 ปี ในการคิดค้นนวัตกรรมและเทคโนโลยีตอบสนองการผลิต
“รายแรก-รายเดียว” ในไทย
“ข้าวชนิดนี้ ถือเป็นนวัตกรรมล่าสุดยังไม่มีใครคิดมาก่อน บริษัทได้นำเอาธาตุอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายเข้ามาเป็นส่วนผสมในข้าว คือ ธาตุเหล็กและแคลเซียม ยังไม่มีใครคิดทำมาก่อน”
วัลลภเล่าว่า จุดเริ่มต้นของการคิดค้นข้าวชนิดนี้ เกิดจากการสังเกตเห็นผู้คนในปัจจุบันรักสุขภาพมากขึ้น อาหารและเครื่องดื่มที่รับประทานจะมีส่วนผสมของสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เด็กและสตรีในช่วงตั้งครรภ์นิยมดื่มนมกันมากขึ้น
”เราจึงคิดว่า ทำไมไม่นำธาตุอาหารในนมมาใส่ไว้ในข้าว แทนที่จะต้องซื้อนมดื่มกันทีหลัง น่าจะช่วยประหยัดได้มากกว่า และคนก็จะได้กินแคลเซียมและธาตุเหล็กทุกวัน ขณะที่นมอาจจะดื่มเป็นบางวันเท่านั้น”
เมื่อคิดได้เช่นนั้น จึงไปปรึกษากับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้ช่วยวิจัยและพัฒนาจนกลายเป็นผลิตภัณฑ์อย่างที่เห็น
วัลลภบอกว่า ช่วงเวลากว่า 2 ปีในการวิจัยและพัฒนา ถือว่าไม่เสียเปล่า เพราะปัจจุบันข้าวเสริมธาตุเหล็กและแคลเซียมของหงษ์ทอง กลายเป็นนิช มาร์เก็ต (Niche Market) ไปแล้วเรียบร้อย และยังช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับข้าวธรรมดาๆ ให้มีราคาสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม แม้ราคาข้าวพรีเมียมจะสูงกว่าข้าวธรรมดาทั่วๆ ไป แต่ผลจากการทำตลาด พบว่า ผู้บริโภคให้การตอบรับค่อนข้างดีจากยอดขายที่เพิ่มขึ้น แม้ราคาจำหน่ายจะสูงกว่าขายธรรมดา 3-4 เท่า โดยปัจจุบันจำหน่ายอยู่ที่ราคา 30 บาท ต่อปริมาณ 250 กรัม มีกำลังการผลิตเดือนละ 10,000 ถุง
ข้าวเสริมธาตุอาหารนี้ วางจำหน่ายในประเทศเป็นหลัก เนื่องจากกำลังการผลิตยังมีไม่มากพอที่จะส่งออกได้
“ตลาดข้าวในปัจจุบันมีการแข่งขันกันสูง จึงต้องพยายามหาตลาดใหม่ๆ ฉีกตัวเองออกมาสร้างตลาดเอง เพราะนอกจากจะแข่งกับผู้ส่งออกข้าวในประเทศด้วยกันแล้ว ยังต้องแข่งกับต่างประเทศด้วย คิดว่าผู้ผลิตหลายๆ รายก็คงคิดเช่นเดียวกัน แต่ใครคิดได้ก่อน ลงมือทำก่อนย่อมได้เปรียบ”
ในยุคที่โลกเชื่อมต่อกันหมด แค่เปิดตลาดใหม่ยังไม่พอ ยังจำเป็นต้องสร้างนวัตกรรมให้กับผลิตภัณฑ์ เพราะไม่ว่าจะเปิดตลาดไปทางไหน คู่แข่งจะรู้หมด นอกจากนี้จะต้องบริหารความเสี่ยงด้านอื่นๆ การบริหารความเสี่ยงด้านต่างๆ ก็จะต้องดำเนินไปร่วมกัน อาจจะฟังดูธรรมดา แต่ไม่ธรรมดา
วัลลภยังบอกว่า เจียเม้งทำธุรกิจส่งออก ยากจะหลีกเลี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน จึงเลือกใช้วิธีการ Fix Rate ของอัตราแลกเปลี่ยนไว้กับลูกค้า เพราะเป็นการซื้อขายสินค้าในลักษณะซื้อขายล่วงหน้า (Forward Sale) ถ้าไม่ใช้วิธีการแบบนี้ ธุรกิจก็ไปไม่รอด รวมไปถึงการลดต้นทุนการผลิตอื่นๆ เช่น ค่าขนส่ง
เขายังเล่าว่า นอกจากข้าวพรีเมียมเสริมธาตุอาหารแล้ว ในปี 2551 เจียเม้งมีแผนจะผลิตข้าวประเภทดังกล่าวออกมาอีก 2 ประเภท โดยเป็นนวัตกรรมที่เน้นสุขภาพ เจาะกลุ่มเป้าหมายสตรีและเด็ก
เช่น นวัตกรรมข้าว “ไม่อ้วน” ให้พลังงานสูง กินแล้วสวยผิวพรรณดี หรือกินแล้วทำให้เด็กๆ ฉลาดขึ้น เป็นต้น
เขายังเห็นว่า ช่วงหลังๆ มานี้ เริ่มมีหลายบริษัทคิดค้นนวัตกรรมข้าวในรูปแบบใหม่ๆ มากขึ้น ทำให้เจียเม้งต้องเร่งสปีดธุรกิจให้เร็วขึ้นอีก โดยให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนา (Research and Development : R&D) กันมากขึ้น
ในปี 2551 เป็นต้นไป เจียเม้งจะเพิ่มงบประมาณในการวิจัยและพัฒนาขึ้นเป็น 4-5 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปีนี้ที่ใช้งบด้านนี้ไม่กี่ล้านบาทเท่านั้น ขณะเดียวกันก็จะเพิ่มงบประชาสัมพันธ์การตลาดรวมกันกว่า 40-50 ล้านบาท เพื่อโปรโมทผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่จะออกสู่ตลาด
เขาบอกว่า สัดส่วนการจำหน่ายข้าวของเจียเม้งในปัจจุบัน แบ่งเป็นการส่งออกมากถึง 70% หรือประมาณ 3 แสนตันต่อปี ไปในหลายสิบประเทศทั่วโลก เช่น ฮ่องกง สิงคโปร์ แคนาดา ออสเตรเลีย และในทวีปยุโรป ส่วนกำลังการผลิตข้าวอีก 100,000 ตันต่อปี เป็นการจำหน่ายในประเทศ
ปี 2551 เจียเม้งยังตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มยอดขายอีก 10% เมื่อเทียบกับปี 2550 ที่มียอดขายประมาณ 8,000 ล้านบาท
วัลลภยังเล่าถึงสถานการณ์ราคาข้าวในตลาดโลกว่า ยังคงมีแนวโน้มดีต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาส 4 ของปี 2550 เป็นต้นไป จนถึงกลางปี 2551 เนื่องจากอินเดีย บังกลาเทศ และปากีสถาน ซึ่งเป็นคู่แข่งขันสำคัญ ต้องสำรองปริมาณข้าวไว้เพื่อบริโภคในประเทศ รัฐบาลจึงระงับการส่งออกข้าวเป็นการชั่วคราว ขณะที่เวียดนามก็ต้องผลิตข้าวให้ทันและครบตามสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่ทำไว้ ทำให้ไม่สามารถรับออเดอร์ได้เพิ่มขึ้นอีก จึงเป็นผลดีกับประเทศไทย
“สถานการณ์ข้าวในปี 2551 อยู่ในภาวะโอเวอร์ซัพพลาย ข้าวขาวในตลาดโลกขยับจาก 9 บาทต่อกิโลกรัม เป็น 11 บาทต่อกิโลกรัม อีกทั้งราคาพืชไร่ในขณะนี้ปรับเพิ่มขึ้นทุกรายการ ไม่ว่าจะเป็นข้าวฟ่าง ข้าวโพด เพราะนำไปผลิตเอทานอลมากขึ้น ทำให้คนหันมาสั่งซื้อข้าวเพื่อบริโภคมากขึ้น ราคาเลยดีขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 4 มาแล้ว และน่าจะยาวไปถึงช่วงกลางปีหน้า หลังจากนั้นจะเป็นฤดูกาลผลิตใหม่”
ผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่อันดับต้นๆ ของประเทศ โดยเฉพาะการส่งออกข้าวหอมมะลิ อย่างเจียเม้ง ยังเห็นว่า จริงๆ แล้ว เวียดนามไม่ใช่คู่แข่งที่น่ากลัวของไทย เพราะสู้ไทยไม่ได้ในเรื่อง ”ข้าวหอมมะลิ” ที่ไทยขึ้นชั้นเป็นเบอร์หนึ่งของโลก แต่เวียดนามจะเก่งในเรื่องคุณภาพข้าวขาว
ดังนั้น คู่แข่งที่น่ากลัวจริงๆ ของไทย คือ จีน เพราะขณะนี้รัฐบาลให้การส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรปลูกข้าวมากขึ้น โดยรัฐบาลจีนตั้งเป้าผลิตข้าวให้ได้มากถึง 100 ล้านตันต่อปี ขณะที่ประเทศไทยทั้งประเทศผลิตข้าวรวมกันได้เพียง 20-30 ล้านตันเท่านั้น ปัจจุบันประเทศไทยคือผู้ส่งออกข้าวอันดับหนึ่งของโลก รองลงมาได้แก่ เวียดนามและอินเดีย

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *