อะไรทำให้ผู้บริหารขี้อิจฉา

อะไรทำให้ผู้บริหารขี้อิจฉา
ก้าวไกลวิสัยทัศน์ : ดร.บวร ปภัสราธร กรุงเทพธุรกิจ วันจันทร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2549
ทุกวันนี้ เรามีความสะดวกสบายในการติดต่อสื่อสารโดยมีอินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือได้ เพราะเราสามารถทำให้ คอมพิวเตอร์จำนวนนับล้านเครื่อง ทำงานร่วมกันโดยปราศจากความขัดแย้ง มีการแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจนว่า ตัวใดต้องทำอะไร ตัวใดเป็นผู้สั่งการ ตัวใดเป็นผู้ปฏิบัติการ
ถ้าคอมพิวเตอร์จำนวนนับล้านเครื่องนี้ทำงานร่วมกันในทำนองเดียวกับที่คนทำงานกันในปัจจุบันแล้ว วันนี้เราคงไม่มีอินเทอร์เน็ตใช้งาน เพราะปรากฏอย่างชัดเจนแล้วว่า คนมีข้อจำกัดในการทำงานร่วมกัน เห็นได้จากการที่มีตำรามีงานวิจัยจำนวนมากกล่าวถึงเทคนิคต่างๆ ในการสร้างทีมทำงานของผู้คน ซึ่งว่ากันว่า ข้อจำกัดหนึ่งในการทำงานร่วมกันของคนนั้น ก็คือความอิจฉานั่นเอง โดยเฉพาะความอิจฉาที่เกิดขึ้นที่ตัวผู้บริหาร
ผู้บริหารที่มีอาการอิจฉาให้เห็น มักเป็นผู้บริหารที่มีความสามารถไม่เพียงพอ หรือมีความสามารถเพียงพอ แต่ไม่ตรงกับงานที่ตนได้รับมอบหมายให้ดูแล
เมื่อความสามารถไม่พอ ก็ทำงานได้ไม่ดีเท่าที่ควร เมื่อผลงานของตนดีไม่พอเมื่อเทียบกับผู้บริหารคนอื่นๆ ก็เกิดความกลัวที่จะสูญเสียตำแหน่งหน้าที่ ความกลัวที่จะเสียความสำคัญในองค์กร เลยกลายเป็นความอิจฉา ที่มีต่อผู้บริหารคนอื่นๆ ที่มีฝีมือมากกว่าตนเอง อิจฉาเพราะความสามารถไม่พอนั่นเอง
ยิ่งถ้าเป็นผู้บริหารที่ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งโดยใช้เส้นสาย ยิ่งมีแนวโน้มว่าจะมีอาการขี้อิจฉา มากกว่าผู้บริหารที่ได้รับหน้าที่จากฝีมือการทำงานของตนเอง
เมื่อได้มาโดยเส้นสาย พอเห็นใครได้ตำแหน่งบ้าง ก็ไม่ได้ดูเรื่องฝีมือ แต่กลับพยายามดูว่ามีผู้ใดให้การสนับสนุน ถ้าบังเอิญไปเห็นว่าผู้หลักผู้ใหญ่บางคนแสดงท่าทีสนับสนุนคนอื่นให้ขึ้นสู่ตำแหน่ง ความอิจฉาก็จะเกิดขึ้นทันที อิจฉาเพราะน้อยใจกับอุปาทานที่ตนเองสร้างขึ้นมาว่า ผู้ใหญ่สนับสนุนคนอื่นมากกว่า อิจฉาเพราะได้ตำแหน่งมาจากเส้น ไม่ใช่ฝีมือ
ถ้าผู้บริหารรู้หน้าที่ของตนเองอย่างชัดเจนว่า ต้องทำอะไรบ้าง เข้าใจหน้าที่ของตนเองอย่างกระจ่างแจ้ง ความอิจฉามักไม่เกิดขึ้น เพราะวันหนึ่งๆ หมดเวลาไปกับการก้มหน้าก้มตาทำงาน ยิ่งมีงานมากก็ยิ่งไม่มีเวลาที่จะไปอุปาทานอิจฉาคนอื่น
แต่ถ้าไม่รู้หน้าที่หรือรู้หน้าที่แต่ไม่รู้วิธีทำงาน แล้วกลายเป็นผู้บริหารโดยบังเอิญ เวลาว่างจากการทำงานก็มีมาก เมื่อว่างมากก็มองคนโน้นคนนี้แล้วอุปาทานขึ้นมา เมื่อเห็นคนอื่นที่ทำงานตามหน้าที่ของตนว่าต้องการชิงดีชิงเด่นกับตนเอง ทุกคนที่ทำงานตามหน้าที่จึงกลายเป็นเป้าหมายของความอิจฉาไปโดยทันที
อิจฉาเพราะไม่รู้หน้าที่ของตนอย่างแท้จริง เมื่อไม่รู้หน้าที่ที่แท้จริงของตนเอง ก็มักคุยโตโอ้อวดไปถึงโครงการต่างๆ ที่ตนเองวาดฝันในอนาคตโดยมิได้ดูว่า สิ่งที่โอ้อวดไปนั้นอยู่นอกอำนาจหน้าที่ของตน เป็นความหลงอันหนึ่ง ที่เกิดขึ้นกับตัวผู้บริหาร จึงเป็นธรรมดาที่จะมีผู้คนออกมาทัดทาน หรือแม้แต่ท้าทายให้พิสูจน์ว่าผู้บริหารจะทำได้จริง ตามที่ตนเองโอ้อวดไว้ พอพบอาการท้าทายเช่นนี้เข้า ความโกรธที่มีต่อผู้ท้าทายกลับกลายเป็นความอิจฉาที่มีต่อผู้บริหารคนอื่น ที่ก้มหน้าก้มตาทำงานไปตามหน้าที่ โดยมิได้โอ้อวดใดๆ เมื่อไม่โอ้อวดก็ไม่มีใครท้าทาย กลายเป็นอุปาทานว่าคนอื่นไม่ถูกติเตียน ความอิจฉาต่อผู้นั้นจึงเกิดขึ้น ทำงานอยู่ดีๆ ก็กลายเป็นเป้าของความอิจฉาได้ อิจฉาผู้บริหารคนอื่น เพราะตนเองมีความหลงในอำนาจหน้าที่ของตน
ผู้บริหารที่ขี้เกียจ มีแนวโน้มที่จะเกิดอาการอิจฉาได้ง่ายกว่าผู้บริหารที่ขยันขันแข็ง เพราะเมื่อขี้เกียจแล้ว ย่อมอยากทำแต่งานง่ายๆ แต่หวังได้ผลตอบแทนสูงๆ เมื่อใดก็ตาม ที่เห็นผู้บริหารคนอื่นขยันขันแข็ง ก็เกิดความไม่ชอบหน้า ถ้าผู้บริหารที่ขยันขันแข็งนั้นได้ดีมีความก้าวหน้า ความอิจฉาก็เกิดขึ้น ผู้บริหารขี้อิจฉาจะพยายามหลีกเลี่ยงการแข่งขัน เพราะรู้ว่าเมื่อใดที่มีการแข่งขัน เมื่อนั้นก็ต้องขยันทำงาน ใครที่ขยันกว่าจึงเป็นเป้าหมายของความอิจฉาไปเสียทุกเรื่อง อิจฉาเพราะขี้เกียจกว่าคนอื่น
ผู้บริหารที่ปากกับใจไม่ตรงกันเป็นผู้บริหารที่ออกอาการขี้อิจฉา บ่อยครั้งกว่าผู้บริหารที่ตรงไปตรงมา คิดอย่างไรก็พูดไปอย่างนั้น เมื่อสิ่งที่คิดอยู่ในใจกับสิ่งที่ต้องพูดออกมานั้นไม่ตรงกัน ก็กลายเป็นความเก็บกดที่คิดอย่างหนึ่ง แล้วต้องพยายามสรรหาคำพูดอีกอย่างหนึ่งที่ตรงข้ามกับที่ตนเองกำลังคิดอยู่ มาบอกกล่าวกับคนอื่น ทำบ่อยครั้งเข้าก็เกิดความกังวลว่า ความจริงจะปรากฏให้คนอื่นเห็น แล้วตนเองจะเสียภาพลักษณ์ หรืออุปาทานเลยไปว่าจะเสียตำแหน่ง
ดังนั้น เมื่อมีใครก็ตามที่แสดงท่าทางให้ผู้บริหารสงสัยว่าจะจับผิดตนเองได้ ใครก็ตามที่แสดงท่าทางไม่เชื่อให้เห็น ผู้นั้นไม่ว่าจะทำอะไร จะกลายเป็นเป้าของความอิจฉาจากผู้บริหารที่ปากกับใจไม่ตรงกันทันที และว่ากันว่า ความอิจฉานี้จะแปลไปเป็นความอาฆาตได้ไม่ยาก และที่น่าแปลกใจก็คือผู้ที่ตกเป็นเป้าหมายของความอาฆาตนี้ ส่วนใหญ่จะไม่รู้ตัว และเมื่อรู้ตัวก็มักถูกกระทำจากผู้บริหารขี้อิจฉาจนกระทั่งสายเกินกว่าจะแก้ไขได้แล้ว
เมื่อทราบแล้วว่าอะไรเป็นเหตุที่ทำให้ผู้บริหารออกอาการขี้อิจฉา ผู้บริหารที่ดีพึงหลีกเลี่ยงเหตุที่กล่าวมาแล้ว จะได้ไม่เป็นเหยื่อของพิษภัยจากความอิจฉา
แต่ไม่ว่าผู้บริหารจะออกอาการขี้อิจฉาจากนิสัยพื้นฐานดั้งเดิมของตนเอง หรือจากเหตุที่ได้กล่าวมาแล้วก็ตาม คนที่แย่ที่สุดจากอาการขี้อิจฉานี้กลับไม่ใช่ผู้บริหารคนอื่นที่เป็นคู่แข่งขัน หรือจะเรียกให้ชัดๆ ว่าคู่อิจฉาก็พอได้ แต่กลับกลายเป็นลูกน้องที่ต้องทำงานภายใต้ผู้บริหารขี้อิจฉารายนั้น
ถ้าท่านไปออกฤทธิ์ออกเดชจากอุปาทานและความอิจฉาของท่านกับคนอื่นไม่ได้ ท่านผู้บริหารขี้อิจฉาก็มักมาลงกับลูกน้อง มาลงกับคนข้างเคียง อิจฉาแม้แต่ความก้าวหน้าเล็กๆ น้อยๆ ของลูกน้อง
เมื่ออิจฉามากอารมณ์ก็ขึ้นๆ ลงๆ กลายเป็นกรรมของลูกน้องทั้งปวงที่ต้องมารองรับอารมณ์วูบวาบนั้น ส่วนการที่จะอยู่กับผู้บริหารขี้อิจฉาอย่างไรให้เกิดความทุกข์ร้อนน้อยที่สุดนั้น จะบอกกล่าวให้ทราบในโอกาสต่อไป
“ถ้าผู้บริหารรู้หน้าที่ของตนเองอย่างชัดเจนว่า ต้องทำอะไรบ้าง เข้าใจหน้าที่ของตนเองอย่างกระจ่างแจ้ง ความอิจฉามักไม่เกิดขึ้น เพราะวันหนึ่งๆ หมดเวลาไปกับการก้มหน้าก้มตาทำงาน”

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *