ออฟฟิศแห่งอนาคต

ออฟฟิศแห่งอนาคต
มองมุมใหม่ : รศ.ดร.ธีรยุส วัฒนาศุภโชค คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2551
เป็นที่ทราบกันเป็นอย่างดีนะครับว่า ความคิดความอ่านวิสัยทัศน์สุดเฉียบของผู้บริหาร มีต้นกำเนิดมาจากมันสมองที่ทรงพลังของท่านเหล่านั้นนั่นเอง แต่จากการศึกษาเรื่องการทำงานของสมอง ปรากฏว่าสมองเองก็เหมือนอวัยวะส่วนอื่นๆ ที่ล้วนแล้วแต่มีข้อจำกัด สามารถทำงานได้ระดับหนึ่ง ดังนั้น จึงควรต้องมีมาตรการที่จะช่วยกระตุ้นความสามารถของสมองอย่างต่อเนื่อง จึงจะทำให้มีการคิดสร้างสรรค์ชั้นเลิศออกมาจากสมองมากขึ้นครับ
ไอเดียที่เกี่ยวกับการออกแบบออฟฟิศให้เป็นมิตรกับสมอง และส่งเสริมการทำงานของสมองให้ดีขึ้นนั้น จึงเป็นสิ่งที่ค้นคว้าวิจัยกันมานานครับ ในวันนี้ ก็มีการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร ฮาร์วาร์ดบิสซิเนสรีวิว มาแนะนำเกี่ยวกับแนวคิดของออฟฟิศใหม่ๆ ที่จะมีการส่งเสริมสุขภาพความแข็งแรงของสมองมากขึ้น โดยความแข็งแรงสมบูรณ์ของสมองก็นับว่าสอดคล้องกับความแข็งแกร่งของสุขภาพกายและใจโดยรวมเป็นอย่างยิ่งครับ ซึ่งการออกกำลังกายที่เหมาะสมเป็นแนวทางที่จะส่งเสริมความสมบูรณ์ของร่างกาย จิตใจ และสมองในที่สุดครับ
ออฟฟิศแห่งอนาคตที่จะกล่าวถึงในวันนี้ จึงผสานไอเดียหลักๆ ดังกล่าวเข้ามาในการออกแบบ โดยเน้นว่าการออกกำลังกายเบาๆ สม่ำเสมอนั้น จะช่วยลดเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมองอย่างเต็มที่ โดยมีผลการวิจัยสรุปว่า สมองของมนุษย์จะมีพลังในการเรียนรู้เพิ่มขึ้น 20% ทันทีหลังจากที่ออกกำลังกายเสร็จ เมื่อเทียบกับที่เรานั่งกันเฉยๆ นอกจากนี้ ยังช่วยลดโอกาสของการเสื่อมถอยของสมอง และป้องกันโรคร้ายที่เกี่ยวกับสมองหลากชนิด อาทิเช่น อัลไซเมอร์ โรคจิตระแวง โรคกระวนกระวาย จากการที่สารเคมีในสมองไม่สมดุล
เหตุผลพื้นฐานง่ายๆ ที่นำมาสนับสนุนก็คือ การออกกำลังช่วยให้การหมุนเวียนของโลหิตดีขึ้น สามารถทำให้เลือดเข้าสู่ส่วนต่างๆ ของสมองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะนำพาสารอาหาร ออกซิเจนไปหล่อเลี้ยง รวมถึงกำจัดของเสียสารพิษที่ตกค้างอยู่ในเซลล์สมองได้ดีอีกด้วย ช่วยลดปัญหาของการทำงานผิดพลาดของสมองลง เสมือนกับการใส่ปุ๋ยให้สมองมีสารอาหารมากขึ้น แข็งแรงขึ้น ทำงานได้มากขึ้นนั่นเองครับ
รวมถึงการตอบสนองต่อสิ่งเร้าต่างๆ รอบตัว ก็จะฉับไวขึ้นและเฉียบคมขึ้น การรับรู้เรื่องราวก็จะดีขึ้น นำสู่การส่งเสริมไอคิวเพิ่มการทำงานของสมองนั่นเอง โดยจากการศึกษานี้ผู้ที่เข้าร่วมโปรแกรมการออกกำลังกายประมาณ 30 นาทีต่อครั้ง ประมาณสองถึงสามครั้งต่อสัปดาห์ ติดต่อกัน 12 สัปดาห์ ช่วยพัฒนาการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของสมองได้อย่างมีนัยสำคัญทีเดียว ซึ่งผลดีของการออกกำลังนี้ ใช้ได้กับผู้คนทุกเพศทุกวัยนะครับ ไม่ว่าเด็ก วัยทำงาน หรือวัยสูงอายุก็ตาม สามารถเพิ่มการรับรู้ได้ทั้งสิ้น แต่เมื่อใดที่หยุดการออกกำลัง ประสิทธิภาพดังกล่าวก็หดหายไปด้วย
จึงได้มีการออกแบบที่ทำงานให้สอดคล้องกับแนวคิดนี้ เริ่มจากในห้องทำงานหรือโต๊ะทำงาน ก็อาจจะมีที่ถีบจักรยานอยู่ติดกับเก้าอี้ใต้โต๊ะ สามารถขยับแข้งขยับขาไปขณะที่นั่งคิด นั่งทำงานอยู่ได้ ถือเป็นการออกกำลังเบาๆ และกระตุ้นให้ร่างกายและสมองตื่นตัวตลอดเวลา อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มอัตราการสูบฉีดโลหิตไปเลี้ยงสมองดียิ่งขึ้นด้วยครับ
รวมถึงในห้องพักผ่อน ห้องดื่มกาแฟ คาเฟททีเรีย ก็จะมีอุปกรณ์การออกกำลังง่ายๆ เตรียมไว้อย่างเพียงพอ ไม่ว่าจะเป็นจักรยาน ลู่เดิน-วิ่ง เครื่องถีบต่างๆ ฯลฯ สำหรับขณะที่พนักงานอยู่ในช่วงคอฟฟีเบรก พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในที่ทำงาน ทั้งนี้ ไม่รวมแนวคิดของการมีห้องออกกำลังกาย ฟิตเนสต่างๆ เตรียมไว้ในออฟฟิศอยู่แล้ว สำหรับผู้ที่ใส่ใจในสุขภาพ สามารถออกกำลังกายอย่างจริงจัง ทั้งก่อนและหลังเลิกงาน ซึ่งก็ถือว่าดีต่อทั้งสุขภาพของบุคลากรและองค์กรโดยรวมด้วย เพราะที่แน่ๆ คือ ต้นทุนค่ารักษาพยาบาลจะลดลง เมื่อพนักงานแข็งแรงขึ้นครับ
อีกหนึ่งไอเดียที่ดูจะล้ำยุคพอสมควร นั่นคือ ในห้องประชุมก็ควรมีอุปกรณ์ส่งเสริมการขยับร่างกายเหล่านี้อยู่ด้วย เพื่อให้กระตุ้นความตื่นตัว ลดความเมื่อยล้า เหนื่อยหน่ายจนคิดอะไรไม่ออกในที่ประชุมลง ท่านที่ทำงานในออฟฟิศอยู่ คงจะทราบดีว่า การประชุมกินเวลามากๆ ในที่ทำงาน โดยเฉพาะผู้บริหารต้องบอกว่าประชุมเป็นงานหลักกันเลยทีเดียวครับ ใช้เวลาส่วนใหญ่ในออฟฟิศอยู่ในที่ประชุม จนเกิดโรคสารพัดไปตามๆ กัน
ดังนั้น การส่งเสริมทั้งสุขภาพกายและสมองขณะอยู่ในที่ประชุม จึงน่าสนใจอย่างยิ่ง ซึ่งนอกจากจะมีอุปกรณ์ให้ออกกำลังเบาๆ ขณะพูดคุยอภิปรายกันแล้ว ยังอาจจะปรับเปลี่ยนเครื่องแต่งกายจากการใส่สูทผูกเนกไท มาเป็นชุดยิมสำหรับออกกำลังกายเลยก็ได้ นอกจากจะทำให้เหมาะกับการขยับเนื้อตัวแล้ว ยังทำให้บรรยากาศการประชุมลดความเคร่งเครียดเป็นทางการลง นำไปสู่การสร้างสรรค์ไอเดียใหม่ๆ ได้มากขึ้นตามไปด้วยครับ
นอกจากนี้ การออกกำลังเบาๆ ยังลดความตึงเครียดเขม็งเกลียวลง ทำให้ผู้เข้าร่วมประชุมควบคุมอารมณ์ได้ดีขึ้น สามารถเผชิญกับสถานการณ์กดดันและขัดแย้งต่างๆ ได้ดี โอกาสที่จะสร้างสรรค์ไอเดียบรรเจิดก็มีสูงขึ้นตามไปด้วย
ที่กล่าวสรุปเบื้องต้นเป็นแนวทางด้านตะวันตกนะครับ ซึ่งเน้นการออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความสามารถสมอง แต่หากนำเอาศาสตร์ทางด้านตะวันออกผสมผสานเข้าไปด้วย ก็จะยิ่งทำให้มีประสิทธิผลดียิ่งขึ้น โดยอาจจะประยุกต์เรื่องของการฝึกสมาธิ ฝึกการหายใจ ควบคุมสติและอารมณ์ตามแนวพุทธเข้าไปด้วย ซึ่งถึงแม้ว่าจะยังไม่เห็นผลการวิจัยชัดเจน แต่ประโยชน์ที่เกิดขึ้นในวงกว้างกับผู้ปฏิบัติ ก็น่าจะสรุปได้ว่ามีคุณประโยชน์ต่อทั้งร่างกายและจิตใจ รวมถึงการทำงานของสมองที่ดีขึ้น คิดอ่านสร้างสรรค์และควบคุมการปรวนแปรของสารเคมีในร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ดังนั้น การเตรียมสถานที่ ห้องหับและผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญทางด้านนี้ในออฟฟิศ มาให้คำแนะนำและส่งเสริมการฝึกจิตใจสมาธิตามแนวพุทธ จึงเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นทุกวัน ซึ่งหากมีการผสมผสานทั้งสองศาสตร์เข้าไปในกิจการ ก็น่าจะยังประโยชน์สำหรับผลการดำเนินงานที่ยอดเยี่ยมจากทั้งสมอง และสองมือที่แข็งแรงในการทำงานในออฟฟิศแห่งอนาคตได้อย่างสมบูรณ์ครับ

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *