อย่าปล่อยตัวเองให้เป็น “โรคซึมเศร้า”

อย่าปล่อยตัวเองให้เป็น “โรคซึมเศร้า”
• คุณภาพชีวิต
• เรื่องเด่น
แนะผ่อนคลาย-ออกกำลังกาย ช่วยสุขภาพใจดี

สำรวจตัวเองสักนิดว่าคุณกำลังเป็นแบบนี้หรือเปล่า “เบื่อหน่าย ท้อแท้ หงุดหงิดง่าย ไม่อยากคุยกับใคร นอนไม่ค่อยหลับ สมองไม่แล่น ขาดสมาธิในการทำงาน ปวดหลัง ปวดศีรษะ ท้องไส้ปั่นป่วนบ่อยๆ” ถ้าเป็น…คุณอาจจะอยู่ในภาวะ Burnout Syndrome ซึ่งเป็นภาวะที่มักเกิดกับคนประเภทมีความรับผิดชอบสูง โหมงานสุดๆ ชนิดชีวิตนี้ขออยู่เพื่องาน

ผมไม่แปลชื่อเรื่องเป็นภาษาไทย เพราะหาคำแปลสวยๆ ไม่ได้ แต่ถ้าคุณเข้าใจเดี๋ยวก็จำชื่อนี้ได้เอง

ที่เขียนเรื่องนี้เพราะในสถานการณ์เศรษฐกิจแบบนี้แหละภาวะ Burnout Syndrome จะเกิดขึ้นได้ง่าย เพราะคนที่รับผิดชอบสูงมักมองว่าเป็นความรับผิดชอบของตนเองที่จะต้องพาองค์กรฟันฝ่าวิกฤตนี้ไปให้ได้ สุดท้ายไปไม่ถึงดวงดาว ไฟที่มีอยู่มันเผาตัวเองเสียก่อน เพราะเราก็คือมนุษย์เดินดินธรรมดา ขนาดเครื่องจักรยังต้องมีเวลาหยุดพักเลย แล้วคนจะทนได้อย่างไร

อาจมีคนสงสัยว่าจะใช่โรคเดียวกับ “โรคซึมเศร้า” ที่มีคนพูดถึงกันอยู่บ่อยๆ หรือเปล่า ต้องเรียนว่าไม่ใช่ เพราะความรุนแรงของมันยังไม่ถึง และกลไกการเกิดก็ไม่เหมือนกัน

โรคซึมเศร้าเกิดจากความผิดปรกติของสารสื่อนำประสาท (Neurotransmitter) ในสมองทำงานผิดปรกติ สามารถเกิดกับใครหรือเมื่อไรก็ได้ แต่ Burnout Syndrome มักเกิดกับคนทำงานที่มีความรับผิดชอบต่องานสูง มุ่งความสำเร็จของงานเป็นที่ตั้ง มีการเติบโตในตำแหน่งการงานเร็ว เรียกว่าโรคนี้ชอบเกิดกับคนประเภทกู๊ดบอยครับ

แต่นานๆ ไป Burnout Syndrome สามารถกลายเป็นโรคซึมเศร้าได้

ปี 2540 ตอนฟองสบู่แตกผมได้ศึกษาวิธีเผชิญวิกฤตของคนไทยผ่านการทำงานของหมอดู (เพราะคนไทยนิยมปรึกษาหมอดูมากกว่าปรึกษาจิตแพทย์) เห็นเลยครับว่าคนไทยส่วนหนึ่งเมื่อมีปัญหาจะไม่ค่อยทบทวนว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น ไม่มีการหยุดพิจารณาว่าตัวเองกำลังเป็นต้นตอของปัญหาหรือไม่ มักมองว่าปัญหามาจากข้างนอกแล้วก็โหมสรรพกำลังที่มีอยู่ใส่เข้าไป คนแบบนี้แหละที่ภาวะ Burnout Syndrome ชอบถามหา

ปี 2552 สถานการณ์แบบเดิมกลับมาอีก ดูแลตัวเองกันหน่อยครับ อย่าปล่อยให้ภาวะ Burnout Syndrome เล่นงานก่อน เพราะถ้าคุณเกิด Burnout Syndrome แล้วใครจะช่วยประคับประคององค์กรให้ผ่านพ้นวิกฤตไปได้

ฝึกปฏิบัติตัวเองให้ได้ตามนี้แล้ว Burnout Syndrome จะไม่ถามหาครับ

หมั่นสำรวจตัวเองบ่อยๆ ว่าเริ่มมีปัญหาแบบที่ผมพูดถึงตอนต้นหรือเปล่า ถ้ามีแปลว่า Burnout Syndrome กำลังเล่นงานคุณเข้าให้แล้ว หรือถ้ายังไม่มีก็อย่าประมาทเป็นอันขาด

เตือนตัวเองเสมอครับว่า “เราเป็นคนนะ” ไม่ใช่เครื่องจักร ต้องพักผ่อนให้เพียงพอ การทำงานประเภทวันละ 20 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 7 วัน ไม่มีทางที่คุณจะได้งานชิ้นโบแดง เพราะงานแบบนี้ต้องการสมองที่มีศักยภาพสมบูรณ์เพื่อผลิตความคิดเฉียบแหลมให้คุณ สมองต้องการพักผ่อนด้วยการนอนหลับวันละไม่น้อยกว่า 6 ชั่วโมง เพื่อเรียบเรียงข้อมูลที่มันได้รับในแต่ละวันให้เป็นความจำถาวร เพื่อคุณจะได้เอาไปใช้ในการคิดวิเคราะห์หาลู่ทางดีๆ ให้กับงานของคุณเอง

คนที่เชื่อคำพูดที่ว่ายังมีเวลานอนอีกเยอะในหลุมฝังศพมีโอกาสได้นอนในหลุมฝังศพเร็วกว่าคนอื่นแน่นอนครับ เพราะความเครียดที่เกิดจากการนอนน้อยหรือไม่ได้นอนจะทำให้เกิดการหลั่งสารคอร์ติโซลออกมา และสารตัวนี้แหละคือต้นตอของโรคแผลในกระเพาะอาหาร โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด โรคความดันโลหิตสูง โรคมะเร็ง อันตรายทั้งนั้นครับ

ออกกำลังกายสม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละ 4 ครั้ง ครั้งละประมาณ 40 นาที การออกกำลังกายแบบนี้นอกจากจะทำให้ร่างกายแข็งแรงแล้ว ยังทำให้สมองทำงานได้ดีด้วย สารหลายอย่างจะถูกหลั่งออกมา เช่น สารเอนดอร์ฟิน ช่วยให้จิตใจของเราปลอดโปร่ง และยับยั้งการหลั่งสารคอร์ติโซล ซึ่งเป็นสารอันตราย สาร Nerve Growth Factor (NGF) ช่วยให้สมองและความจำของเราทำงานได้ดีขึ้น

กินอาหารให้ครบทุกมื้อ เพราะสมองต้องการพลังงานสูงมาก การอดอาหารเช้า การกินอาหารไม่เป็นเวลา ถึงเวลากินก็ยังประชุมอยู่จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่สม่ำเสมอ เป็นผลเสียต่อการทำงานของสมอง สมองจะไม่แล่นเหมือนการกินอาหารให้ตรงตามเวลา การกินอาหารไม่มีคุณภาพ ไม่ครบ 5 หมู่ ก็ไม่เป็นผลดีต่อทั้งสมองและร่างกายเช่นกัน

การผ่อนคลายตัวเองจากงานด้วยวิธีการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการฟังเพลง การไปเที่ยวพักผ่อน การฝึกสมาธิ การทำสวนปลูกต้นไม้ โดยไม่ให้มีเรื่องงานเข้ามาเกี่ยวข้องจะทำให้คุณหลุดออกจากภาวะ Burnout Syndrome ได้ดีที่สุด เพราะภาวะนี้ชอบเกิดกับคนประเภทห่วงงานหรือบ้างานเท่านั้น คนเหล่านี้มักจะไม่รู้ตัว การตัดใจทิ้งงานเพื่อเติมพลังให้กับตัวเองแล้วกลับมาสู้ใหม่คุณจะพบว่าคุณเฉียบคมมากกว่าเดิม

อย่าโดดเดี่ยวตัวเอง เพราะเพื่อนสำคัญที่สุด การมีเพื่อนจะทำให้คุณรู้สึกไม่ว้าเหว่และมีกำลังใจสู้ต่อไป พูดคุยปรับทุกข์กับเพื่อนเสมอ แม้จะไม่มีคำตอบอะไรเลยจากเพื่อน แต่การที่คุณได้ระบายออกมาจะช่วยให้จิตใจและสมองของคุณโล่งไปได้เยอะ เมื่อไรที่ใจโล่ง ความคิดดีๆ จะโผล่ออกมาเอง

ไม่รู้ว่าเราจะต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจแบบนี้อีกนานแค่ไหน เตรียมตัวให้พร้อมเถอะครับ

ที่มา: หนังสือพิมพ์โลกวันนี้

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *