อภิชน ผู้ครองโลก (6)

อภิชน ผู้ครองโลก (6)
@ กฎ 80/20
อีกวิธีการหนึ่งในการมองส่วนแบ่งของอำนาจและทรัพยากรในโลก ได้แก่ การใช้หลักคิดการจัดลำดับช่วงชั้นทางสังคม (social stratification) ตามหลักการกระจาย 80/20 จากการสังเกตการณ์ของวิลเฟรโด โปเรโร นักเศรษฐศาสตร์ สังคมวิทยา ชาวอิตาเลียนเชื้อสายฝรั่งเศส เขาศึกษาการกระจายรายได้ที่ไม่เท่าเทียมกัน ซึ่งสามารถนำไปใช้อธิบายปรากฏการณ์ ในหลายพื้นที่ของโลก กล่าวคือประชากรร้อยละ 20 จะมีรายได้ถึงร้อยละ 80 ของรายได้ประชากรทั้งหมด
แม้ว่าเมื่อนำหลักการนี้ไปใช้ในระดับโลกอาจจะเป็นการประเมินที่ต่ำเกินไป แต่ก็ถือว่าใกล้เคียงพอสมควร เพราะตามรายงานการศึกษาปี 2006 ของ World Institute for Development Economics Research (UNU-WIDER) ในสังกัดสหประชาชาติ ระบุว่า ทุกวันนี้ประชากรโลกส่วนยอดร้อยละ 10 ครอบครองความมั่งคั่งถึงร้อยละ 85 ของโลก ขณะที่ประชากรโลกครึ่งหนึ่งที่อยู่ส่วนล่างมีทรัพย์สินรวมกันประมาณเพียงร้อยละ 1
ถ้ามองให้ลึกลงไป ในกลุ่มชนชั้นสูงซึ่งมีเพียงร้อยละ 10 ครอบครองความมั่งคั่งถึงร้อยละ 85 ของโลก แต่อันที่จริงมีเพียงร้อยละ 2 เท่านั้นในกลุ่มนี้ที่ครอบครองความมั่งคั่งถึงครึ่งหนึ่งของโลก และมีเพียงร้อยละหนึ่ง ที่ครอบครองความมั่งคั่งรวมกันถึงร้อยละ 40
ด้วยการเปรียบเทียบโดยตรงและการสำรวจเชิงลึกบ่งชี้ว่า มีแบบแผนบางอย่างที่หลายคนมองข้าม หรือไม่อาจมองเห็นจากกรอบคิดที่มีอยู่เดิม นั่นคือแบบแผนที่สังเกตการณ์ได้ยากยิ่ง ภายในชนชั้นนำยังมีชนชั้นอภิชน ที่อยู่เหนือกว่าชนชั้นนำธรรมดา คุณอาจจะคิดว่าตนเองคือผู้บริหาร คือชนชั้นนำแล้ว แต่เป็นความคิดที่ผิดเพราะยังมีบุคคลที่อยู่สูงกว่าไปอีกชั้น และจงอย่าเสียใจเพราะอำนาจที่แท้จริงอยู่ในมือของอภิชนคนเหล่านี้ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ถ้าอยากเข้าใจวิถีของอภิชน จงอย่ามองที่ชนชั้นนำหรือผู้บริหารผู้ปกครองแบบดาดๆ แต่จงมองไปที่อภิชนที่อยู่เบื้องหลัง สัดส่วนของการกระจายแบ่งปันอำนาจอาจไม่ใช่ 80/20 เสมอไป แบบแผนที่อยู่เหนือขึ้นไป อาจจะเป็น 90/10 หรือบางครั้งก็เป็น 99/1 ภายใต้รูปแบบแอบแฝง และการฉกฉวยประโยชน์นานารูปแบบ ซึ่งไม่มีใครมองเห็น แต่ด้วยกลไกแห่งประวัติศาสตร์และเงื่อนเวลา ความลับไม่เคยมีในโลกนี้ ยกเว้นคนที่ปิดหูปิดตา และมองอยู่แต่ในมุมอับ แบบแผนเช่นนี้ไม่ได้จำกัดอยู่ในพื้นที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของโลก แต่ดำเนินไปในทุกสังคม ชุมชน ของโลก ดังจะได้อรรถาธิบายต่อไป
ก้าวพ้นไปจากภาคส่วนทางธุรกิจ เราลองมาดูการกระจุกตัวในอีกภาคส่วนหนึ่ง นั่นคือแวดวงการทหาร ในโลกมีกำลังทหารระดับกองทัพแห่งชาติ ประมาณ 200 กองทัพ แต่มีเพียง 30 ถึง 40 กองทัพที่ครอบครองอาวุธ ที่มีอานุภาพการทำลายล้างสูง และมีน้อยกว่า 20 ชาติที่มีศักยภาพในเชิงจรวดพิสัยไกลหรือขีปนาวุธ มีอย่างน้อย 9 ประเทศที่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ มีเพียง 6 ประเทศที่กองทัพมีกำลังพลประมาณ 5 แสนนายหรือมากกว่า มี 3 กองทัพอากาศที่มีเครื่องบินมากกว่าหนึ่งพันเครื่อง และมีเพียงหนึ่งเดียวที่มีศักยภาพและแสนยานุภาพสูงพอ ทั้งด้านเทคโนโลยี กำลังพล การครอบครองจุดยุทธศาสตร์ การเงิน และทรัพยากร ที่จะทำสงครามระดับโลก แต่ถึงกระนั้นยุทธวิธีของกำลังทหารอเมริกันในอิรัก อิหร่าน และอัฟกานิสถาน ก็บ่งชี้ให้เห็นว่ากองทัพของสหรัฐต้องปฏิรูปเปลี่ยนแปลงโดยเร่งด่วน
มองไปที่แวดวงลัทธิศาสนาของโลก ซึ่งมีพัฒนาการ ต่อยอด แตกแขนง ผสมผสาน ตีความบิดเบือน เสื่อมถอย มานานนับพันปี และถูกนำมากล่าวอ้าง แสดงบทบาทเพื่อตอบสนองต่อผลประโยชน์ส่วนตัว และการครอบงำในทางใดทางหนึ่ง ปัจจุบันโลกที่เราดำรงชีวิตอยู่ มีศาสนา นิกาย ลัทธิ กลุ่มกิจกรรมตามความเชื่อถือศรัทธา ประมาณ 4,300 สาขา ในทุกทวีป ทุกอารยธรรมโบราณและอารยธรรมยุคใหม่ แต่มีน้อยกว่า 20 ลัทธิที่มีผู้ผูกพันมากกว่าหนึ่งล้านคน น้อยกว่า 8 สาขา ที่มีผู้เชื่อถือมากกว่าหนึ่งร้อยล้าน และมีเพียงสองที่มีผู้ศรัทธานับถือมากกว่าหนึ่งพันล้านคน (โลกยังมีกลุ่มคน ที่หันหลังให้ศาสนา ไม่ยอมรับนับถือลัทธิศาสนาใดๆ ทั้งสิ้น
กลุ่มที่ปฏิเสธพระเจ้า และกลุ่มที่นับถือปาฏิหาริย์ของผีสาง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ซึ่งไม่ได้อยู่ในกรอบศาสนาใดๆ รวมจำนวนมากกว่า หนึ่งพันล้านคน) ซึ่งหมายความว่ามีเพียงศาสนาคริสต์กับอิสลามเท่านั้น ที่มีอำนาจอิทธิพลสูงมากในเชิงศรัทธา ความเชื่อถือโดยรวมของโลก ดังนั้นคงไม่อาจปฏิเสธว่า บรรดาผู้นำ แกนนำในศาสนาทั้งสองต้องมีอำนาจ และอิทธิพลอย่างสูงต่อวิถีของโลก ส่วนลัทธิความเชื่ออื่นๆ คงเป็นเพียงความเชื่อของคนกลุ่มเล็กๆ ที่ไม่เคยชี้นำวิถีของโลก และกลุ่มคนที่เชื่อถือศรัทธาก็ไม่เคยแสดงบทบาทใดในการชี้นำ แก้ไขปัญหาที่แท้จริงของประชากรโลกโดยรวม ยังไม่ต้องนับการแก้ไขปัญหายืดเยื้อเรื้อรังภายในประเทศของตนเอง
@ อภิชนยุคใหม่
หลังจากค่อยๆ มองภาพอภิชน ผู้ทรงอำนาจ และครอบครองความมั่งคั่งในโลกยุคปัจจุบัน จากบรรทัดฐาน หลักคิด วิถีปฏิบัติข้ามพรมแดนชาติ สามารถอธิบายภาพรวมของกลุ่มคนอันสูงส่งได้ดังนี้ นอกเหนือจากผู้บริหารประเทศประมาณ 120 คน หรือมากกว่าที่ทรงอิทธิพลระดับโลก ยังมีผู้นำกองทัพขนาดยักษ์จำนวนหนึ่ง ผู้บริหารของบรรษัทข้ามชาติประมาณ 2,000 คน สถาบันการเงินและบริษัทลงทุนที่ร่ำรวยที่สุด 100 อันดับ เหล่าผู้นำองค์กรเอ็นจีโอที่มีบทบาทระดับโลก และสถาบันองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ รวมถึงผู้นำทางจิตวิญญาณจากลัทธิศาสนาต่างๆ นานา และต้องไม่ลืมแกนนำกลุ่มผู้ก่อการร้ายข้ามชาติ แกนนำกลุ่มอาชญากรข้ามชาติ เพราะบทบาทที่แท้จริงของคนกลุ่มนี้ มีมากเกินกว่าที่หลายคนเข้าใจ
จากนั้นเราจะมาดูบทบาทของเหล่านักวิทยาศาสตร์ ศิลปิน และนักวิชาการที่มีอิทธิพลระดับโลก
________________________________________

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *