อภิชน ผู้ครองโลก (12)

อภิชน ผู้ครองโลก (12)
คอลัมน์ อภิชน ผู้ครองโลก โดย รอฮีม ปรามาท rowhim@yahoo.com ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 4001 (3201)
“ผู้มองโลกในแง่ร้าย มองเห็นความยากลำบากในทุกครั้ง ที่มีโอกาสใหม่ๆ ส่วนผู้มองโลกในแง่ดี มองเห็นโอกาสในทุกครั้งที่เผชิญความยากลำบาก”
– วินส์ตัน เชอร์ชิล
เธโมสติกเลส กล่าวว่า “เอเธนส์ บงการกรีก ข้าพเจ้าบงการเอเธนส์ ภรรยาบงการข้าพเจ้า และบุตรบงการภรรยาของข้าพเจ้า”
– พลูตาร์ก อ้างถึงคำกล่าวของรัฐบุรุษและแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของกรีก ทำศึกพิชิตกองทัพเรืออันเกรียงไกรของเปอร์เซียด้วยกำลังที่น้อยกว่ามาก
ช่องว่างและการฉกฉวยอำนาจ
แบบแผนการใช้อำนาจเกินขอบเขต ของประธานาธิบดี และการลดบทบาท ของรัฐสภา ปรากฏขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในประวัติศาสตร์ และสะท้อนให้เห็นว่า ในสหรัฐ พลังอำนาจทางการเมืองกระจุกตัวอยู่ในคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังอำนาจในการกำหนดบทบาทของสหรัฐในเวทีโลก
ตัวอย่างเช่น ผู้ทรงอำนาจสูงสุดใน โครงสร้างการเมืองของสหรัฐไม่ใช่ประธานาธิบดี แต่เป็นประชาชนผู้ลงคะแนนเสียง แต่บรรดาผู้มีสิทธิลงคะแนนเลือกตั้งกลับยอมยกอำนาจของตนให้กับ ผู้อื่น โดยปราศจากความรับผิดชอบ ในฐานะพลเมืองของประเทศ ที่ต้องทำความเข้าใจและพิจารณาอย่างถี่ถ้วนเกี่ยวกับ ตัวเลือกที่อยู่ตรงหน้า ประมาณร้อยละ 40 ของคนอเมริกันผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียง ไม่ได้ตัดสินใจอย่างรอบคอบในการเลือกตั้งปี 2004 และเกือบร้อยละ 60 ไม่ไปใช้สิทธิในการเลือกตั้งกลางเทอม ในเวลา 2 ปีต่อมา
จากผลการสำรวจของโครงการ Pew Survey of Americans” knowledge of Current Affairs ในปี 2007 ระบุว่า คนอเมริกันจำนวนมาก ไม่ใส่ใจต่อความ รับผิดชอบในการใช้สิทธิในฐานะพลเมือง และไม่แสวงหาความรู้ทางการเมืองเท่าใดนัก มีคนอเมริกันเพียงสองในสาม ที่สามารถบอกชื่อรองประธานาธิบดี ได้ถูกต้อง คนอเมริกันที่รู้จักบิยอนเซ่ มีมากกว่าคนอเมริกันที่รู้จักแฮรี่ เรด ผู้นำเสียงข้างมากในวุฒิสภาถึง 4 เท่า ผู้ที่รู้จักเพย์ตัน แมนนิ่ง ควอร์เตอร์แบ็กของ อินเดียนาโปลิส โคลต์ มีมากกว่าผู้ที่รู้จักโรเบิร์ต เกตส์ รัฐมนตรีกลาโหมถึงสามเท่า มีคนอเมริกันเพียงร้อยละ 50 ที่ทราบว่า การปะทะและความรุนแรงที่เกิดขึ้นในอิรักโดยส่วนใหญ่เกิดจากความแตกต่างจากจุดยืนทางการเมืองและศาสนา และมี น้อยกว่าหนึ่งในสาม ที่ทราบว่าคู่ขัดแย้งหลักในอิรักคือชาวมุสลิมนิกายสุหนี่กับ ชาวมุลิมนิกายชีอะห์ ทั้งที่เป็นข่าวพาดหัว ในสื่อมวลชนต่างๆ ของสหรัฐอย่างต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 5 ปี ก่อนหน้า ที่จะมีการสำรวจครั้งนี้ คนอเมริกันน้อยกว่า หนึ่งในสาม สามารถระบุชื่อประธานาธิบดีของรัสเซีย และประมาณหนึ่งในสามที่มีพาสพอร์ต ซึ่งบ่งชี้ว่า ประชาชนอเมริกัน ในยุคที่สหรัฐอเมริกาเป็นอภิมหาอำนาจ หนึ่งเดียวในโลก ไม่ใส่ใจต่อความเป็นไปของโลกเท่าใดนัก
ด้วยฐานความรู้และความไม่รู้เช่นนี้ ซึ่งค่อนไปในทางไม่รู้ หรือรู้โดยไม่มีการคิดวิเคราะห์ รับข้อมูลจากรอบด้าน และไตร่ตรองอย่างสมเหตุสมผลด้วยตนเอง ทำให้เป็นเรื่องง่ายที่ประชาชนจะถูกโน้มน้าวชักจูง บงการ ครอบงำความคิด ด้วยถ้อยคำสวยหรู ดุเดือดโดนใจ ด้วยบุคลิกท่าทางที่ดูน่าเชื่อถือ องอาจน่าประทับใจ โดยที่เบื้องหลังล้วนเป็นเรื่องของ ผลประโยชน์โดยตรง และผลประโยชน์แอบแฝงนานารูปแบบ ทั้งเชิงเศรษฐกิจ การเมือง อิทธิพล และธุรกิจของพวกพ้อง ซึ่งส่งผลให้ประชาชนเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งบนกระดานหมากรุกแห่งอำนาจของ เหล่าบรรดาอภิชนทั้งภายในประเทศและระดับโลก
เมื่อคนอเมริกันโดยส่วนใหญ่ ไม่มี ความรู้เกี่ยวกับสถานการณ์โลกที่เป็นจริง เหล่าผู้กำหนดนโยบายภายในรัฐบาล กรุงวอชิงตันจึงตัดสินใจว่า พวกเขาจะกำหนดนโยบายต่างประเทศ จากความคิดเห็นของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการ ต่างประเทศ ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกจำนวนไม่มากนัก ตรงส่วนนี้คือ อีกตัวอย่างหนึ่งของการบั่นทอนอำนาจของประชาชน แต่ก็ตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงที่ว่า หนึ่งในสามของสมาชิกรัฐสภา และเกือบสองในสามของคณะทำงานของสมาชิกรัฐสภา ไม่มีพาสปอร์ต เท่ากับว่าไม่เคยเดินทางไป ต่างประเทศ
ในเมื่อนักการเมืองอาชีพ ผู้มีอำนาจในการตัดสินใจออกกฎหมายและกำหนดนโยบาย ไม่สามารถแสดงบทบาทอย่างเต็มศักยภาพ ในการกำหนดท่าทีและนโยบายของสหรัฐในเวทีนานาชาติ หรืออาจมีความรู้ความเข้าใจอย่างผิดๆ เกี่ยวกับสถานการณ์และบทบาทของประเทศต่างๆ เท่ากับว่า พลังอำนาจที่แท้จริงตกอยู่ใน คนกลุ่มเล็กๆ ที่อ้างตัวว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการต่างประเทศ
ประธานาธิบดีสหรัฐที่ดำรงตำแหน่งระหว่างปี 1976 ถึง 2006 จำนวน 5 ท่าน มี 4 ท่าน ที่ไม่เคยมีประสบการณ์ด้านนโยบายต่างประเทศมาก่อน คำถามที่ตามมาก็คือ แล้วการพิจารณาแสวงหาทางเลือก ที่ดีที่สุดในแนวนโยบายต่างประเทศ บทบาทสหรัฐในเวทีโลก ได้มีขบคิด อภิปรายกันอย่างถี่ถ้วนรอบด้านหรือไม่ หรือทำกันไปตามกรอบประวัติศาสตร์ จากมุมมองของบุคลากรภาครัฐ และ ผู้เชี่ยวชาญนโยบายต่างประเทศยุคโบราณ และนักวิชาการเลือดใหม่ที่ขาดประสบการณ์ บุคคลที่ทรงอิทธิพลด้านการเมืองของสหรัฐคนหนึ่ง เคยกล่าวกับ ผมว่า “นักการเมืองอเมริกัน มีแนวโน้มที่จะแสดงออกตามความเชื่อโดยไม่มีเหตุผล มากกว่าที่จะแสดงบทบาท ไปตามข้อมูลข้อเท็จจริงที่ได้รับ และพวกเขาก็ชอบ และสนับสนุนผู้นำที่ปฏิบัติตามความเชื่อ ที่สอดคล้องกับพวกเขา ไม่ว่าจะผิดหรือถูก ชอบมากกว่าผู้นำที่ปฏิบัติไปตามข้อมูล สถานการณ์ที่เป็นจริง”
ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่าเมื่อรัฐสภา ผู้ใช้อำนาจแทนประชาชนปล่อยวาง หรือถูกลิดรอนอำนาจ จะมีกลุ่มคนที่เดินสวนสนามเข้ามาอย่างสง่าผ่าเผย อาจจะเป็นกลุ่มคน ที่แอบอิง แอบอ้างพลังอำนาจต่างๆ ในสังคม ซึ่งเป็นแหล่งกระจุกตัวของพลังอำนาจนอกกรอบ กลุ่มคนเหล่านี้อาจมีศักยภาพระดับโลก หรือมีเครื่องมือพิเศษอันทรงอิทธิพลภายในประเทศ โดยอ้างว่าพวกตนได้รับการจัดสรรอำนาจโดยไม่เป็นธรรม
ตัวอย่างที่พอจะกล่าวอ้างได้ โดยไม่กระทบหรือสร้างความไม่พอใจ อยู่ในประชาคมกำหนดนโยบายต่างประเทศ และความมั่นคงสหรัฐ ซึ่งมีจำนวนไม่กี่ร้อยคน ทุกคนรู้จักและมีความสัมพันธ์ทำงานใกล้ชิดกันมาเป็นเวลายาวนาน ตั้งแต่การศึกษาและในแวดวงวิชาการ อาทิ โดนัล รัมส์เฟลด์ แฟรงก์ คาร์ลุชชี จากมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน เฮนรี่สซิงเจอร์ ซบิกนิว เบรสซินสกี้ จากฮาร์วาร์ด รวมถึงบิดาของเมดเดอลีน อัลไบรต์ ที่สอนวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศให้กับ คอนโดลีซซ่า ไรซ์ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐในปัจจุบัน
บุคคลเหล่านี้ไม่เพียงมีอำนาจอิทธิพลอย่างสูงต่อการกำหนดนโยบายต่างประเทศของสหรัฐ แต่พวกเขายังมีความสัมพันธ์ใกล้ชิด กับกลุ่มผู้กำหนดนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลทั่วโลก ในการลง แข่งขันเลือกตั้งเพื่อเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ กลุ่มบุคคลเหล่านี้จึงมีคุณค่าสูง ในการแสดงศักยภาพของผู้แข่งขันด้านกิจการ ต่างประเทศ อีกด้านหนึ่งก็เพื่อสร้างความชอบธรรมในการบริหารประเทศ แต่ความเป็นจริง ก็คือในส่วนของกิจการระหว่างประเทศในเวทีโลก มีคนรู้น้อยมาก และมีคนที่ไม่รู้มากมาย รวมถึงคนที่รู้แบบผิดๆ และคนที่อ้างว่าตนเองรู้ เพื่อผลประโยชน์บางอย่าง
แท้ที่จริงแล้ว พลังอำนาจทางการเมือง ไม่ได้จำกัดอยู่ในสถาบันองค์กรทางการเมืองเท่านั้น ยังมีองคาพยพอื่นๆ ที่ทรงอิทธิพล คนกลุ่มนี้สามารถเข้าและออกจากแวดวงการเมืองได้อย่างสะดวกง่ายดาย นอกจากกลุ่มนักธุรกิจข้ามชาติ และเครือข่ายแล้ว ยังมีประชาคมการเงิน การลงทุนโลก อันทรงอิทธิพลและกำลังมีบทบาท อันน่าหวาดหวั่นที่สุดในยุคปัจจุบัน
หน้า 37
________________________________________

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *