สุขภาพ : หัวใจคุณทำด้วยอะไร…….. (ตอนที่ 3)

สุขภาพ : หัวใจคุณทำด้วยอะไร…….. (ตอนที่ 3)

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (dietary supplement) ดังที่กล่าวในตอนที่แล้ว ว่าส่วนมากหรือเกือบทั้งหมดก็ว่าได้ไม่มีหลักฐานยืนยันประสิทธิภาพหรือความปลอดภัย เฉกเช่น ยาแผนปัจจุบัน ทั้งนี้ ยาแผนปัจจุบันต้องผ่านกระบวนการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ตามกระบวนการของอย.แต่ละประเทศ หลายขั้นตอนและใช้เงินทุนมหาศาล ดังที่บริษัทยากล่าวอ้างอยู่เนือง ๆ เวลาออกยาใหม่ที่แพงมหาศาล มีกระบวนการทั้งทางหลอดทดลอง การศึกษาในสัตว์และในมนุษย์ ซึ่งสามารถพิสูจน์ได้ ไม่ใช่การกล่าวอ้างลอยๆอย่างอาหารเสริมว่าใช้รักษาโรคนั้น โรคนี้ได้ ยาแผนปัจจุบันหลังจากผ่านการศึกษาในสัตว์ทดลองแล้วการศึกษาในมนุษย์ต้องมีกลุ่มผู้ป่วยเป็นจำนวนมากพอที่ได้ยารักษา และกลุ่มที่ได้รับยาหลอก (ไม่มีตัวยาจริง) โดยที่ทั้งผู้ป่วยและผู้รักษาก็ไม่ทราบว่าใครได้ยาจริง จากนั้นติดตามผลการรักษาในช่วงเวลาที่เหมาะสม เพื่อพิสูจน์ด้านความปลอดภัย อาการพิษ ผลข้างเคียง อาการแพ้ เป็นอย่างน้อย และพิสูจน์ประสิทธิภาพในการรักษาโรคหรืออาการที่ระบุ ขนาดที่น่าจะเหมาะสม วิธีการใช้ ข้อห้ามใช้ มีปฏิกิริยาเสริมหรือต้านฤทธิ์ เมื่อต้องใช้ร่วมกับยาตัวอื่น แม้ยานั้นๆจะอยู่ต่างกลุ่มกันและมีฤทธิ์ต่ออวัยวะเป้าหมายต่างกันก็ตาม เป็นต้น ก่อนออกตลาดได้ และแถมหลังออกตลาดยังต้องถูกติดตามผล ในกลุ่มคนที่ใช้จริงว่ามีอาการไม่พึงประสงค์ที่ในการวิจัยเบื้องต้นไม่พบ

ถึงกระนั้นก็ตาม ยาแผนปัจจุบันที่ใช้ขณะนี้ในประเทศไทยมีอยู่จำนวนมากที่เข้าข่าย “ยาผีบอก”
กล่าวคือ ความชั่วไม่มี ความดีไม่ปรากฏ หรืออาจจะเลวกว่านั้น คือ ความดีไม่ชัดแต่ใช้ไปใช้มาเกิดอาการ
ข้างเคียงมากมาย “ยาผีบอก” ดังกล่าว ที่อย. รับรองให้เข้ามาด้วยหลักฐานทางความปลอดภัยจากประเทศที่เป็นแหล่งต้นตอของยานั้น โดยหลักฐานทางประสิทธิภาพอาจยังคลุมเครือ และแม้ในภายหลังออกตลาด เมื่อมีหลักฐานชัดว่าไม่มีประสิทธิภาพจริง เราก็ยังขาดกลไกที่จะกำจัดยาเหล่านี้ออก ยังให้มีการใช้ต่อ ทั้งนี้ การโฆษณาสรรพคุณของยาแผนปัจจุบันชนิด “ผีบอก” เหล่านี้โดยโฆษณาตรงต่อแพทย์จะคล้ายคลึงกับอาหารเสริม กลับมาที่อาหารเสริม แม้ว่าสำนัก ODS (office of dietary supplement) ในสังกัดสถาบันสาธารณสุขสหรัฐ (National Institute of Heath-NIH) จะมีรายงานถึงการศึกษาประสิทธิภาพของอาหารเสริมออกมาอย่างสม่ำเสมอ (http://ods.od.nih.gov) ซึ่งมีส่วนน้อยที่อาจมีประโยชน์บ้าง เช่น น้ำมันปลา(โอเมก้า 3) ตั้งเป้าตั้งแต่ทารกถึงคนชรา ก็อาจได้ผลบ้างในโรคหัวใจเท่านั้น แต่กระนั้นผลการศึกษาเหล่านี้ดูจะไม่ไปกระทบกระทั่งระคายเคืองยอดขายของอาหารเสริมเหล่านี้ ซึ่งมีข้อจำกัดทางกฎหมายน้อยกว่ายามาก กลยุทธ์ตั้งแต่ขายตรง ธุรกิจการขายแบบลูกโซ่ และที่มีผลต่อผู้ซื้อในวงกว้าง คือ การใช้มีเดียต่างๆและทำให้ดูขึงขัง น่าเชื่อถือยิ่งขึ้น โดยการจ้างรีเซ็นเตอร์ (presenter) เป็นหมอ เป็นนักวิชาการ ออกมาพูดในรายการทีวี หรือเขียนในหนังสือ วารสาร สื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ ในแบบของ advertorial โดยกล่าวถึงภาวะของโรคนั้นโรคนี้ การดูแลรักษา หรือกล่าวถึงคุณสมบัติของสาร หรือ เกลือแร่ หรือ แร่ธาตุ ว่าสร้างจากร่างกายเองไม่ได้ หรือสร้างได้แต่ก็ไม่พอบรรยายถึงความจำเป็นที่ต้องมีสารนั้นๆ เช่น ทำให้ตัวอสุจิแข็งแกร่ง วิ่งได้ไว ทันใจ มีพลัง เจาะทะลุ ทะลวงสูง ดังนั้นแสดงให้เห็นถึงการเพิ่มประสิทธิภาพทางเพศอย่างมาก และมีดาราหรือนาย/นางแบบ(celebrity) โพสต์ท่าวาบหวาม นอกจากนั้นในส่วนทางสมองก็จะมีการกล่าวอ้างถึงสารเคมีในสมองหรือระบบประสาท ไฟลุกแวบๆในสมอง ซึ่งคงแสดงว่ากระแสไฟในสายใยประสาทวิ่งเร็วมากจนไฟลุก !! และพ่วงด้วยการกล่าวอ้างถึงผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งทำโดยบริษัทเองหรือจ้างคนอื่นๆทำ ซึ่งเมื่อสืบลึกไปถึงระเบียบวิธีวิจัย การเลือกใช้เครื่องมือในการตรวจ การแปลผล ทำให้เป็นห่วงสถาบันนั้นๆ ว่าปล่อยมนุษย์เหล่านี้สร้างความเสื่อมเสียกับสถาบันการศึกษา การวิจัยของประเทศได้อย่างไร

Advertorial ดังกล่าวถือเป็นการโฆษณาในรูปแบบหนึ่ง มีการซื้อเวลาทางโทรทัศน์ หรือซื้อหน้าโฆษณาตามปกติ หรือเป็นหน้าแถมไปกับโฆษณาแต่ในที่สุดตบท้ายด้วยภาพ หรือข้อความโฆษณาสินค้าทั้งหมด ซึ่งในส่วนของสาระของ advertorial จะไม่มีโลโก้ (logo) หรือพาดพิงถึงสินค้านั้นๆ ตามกฎหมาย advertorial จะต้องมีคำว่า “เนื้อที่โฆษณา” ลงไปด้วย แต่ที่ผ่านมาใช้ตัวเล็กยิ่งกว่ามด ตัวจิ๋วๆ และแอบไปอยู่ข้างๆคล้ายๆกลัวคนเห็น ทั้งนี้ทำให้สามารถหลีกเลี่ยงการขออนุญาตจาก อย. ได้ในเวลาที่ผ่านมา advertorial มีการพัฒนาให้ดูว่ากลายเป็นบทความทางวิชาการจริงๆ หรือเป็นบทสัมภาษณ์นักวิชาการ (editorial) ทั้งๆที่เป็นบทความที่เจ้าของผลิตภัณฑ์เป็นคนให้ข้อมูลมา (และจ่ายค่าลงบทความหรือค่าออกอากาศให้) ซึ่งทำให้คนที่เผลออ่าน หรือดูก็จะซึมซับไปด้วย และไม่ได้ตระหนักว่าเป็นการโฆษณา editorial หรือบทความคล้ายวิชาการเหล่านี้อาจปรากฏในสื่อระยะหนึ่งเป็นอาทิตย์ หรือเดือนแบบปูพรม และในที่สุดตามด้วยการโฆษณาสินค้าที่เชื่อมโยงกับบทความคล้ายวิชาการนั้น

บทความคล้ายวิชาการของผลิตภัณฑ์หนึ่ง แสดงว่าสมองส่วนหนึ่งของผู้ทดสอบหลังจากรับประทานผลิตภัณฑ์มีออกซิเจนเพิ่มขึ้นมหาศาล เมื่อให้ผู้ถูกทดสอบ คำนวณเลข ใช้หัวคิด (cognitive task หรือ working memory) ซึ่งเป็นเรื่องตรงกันข้ามกับความรู้จากการศึกษาทางสมองตั้งแต่ ค.ศ.2000 เป็นต้นมาว่า เมื่อไรก็ตามถ้าขณะที่ใช้หัวคิดแล้วสมองต้องมีการกระตุ้นมากกว่าธรรมดา โดยมีระดับออกซิเจนมากขึ้น ณ สมองส่วนนั้น จะเป็นเครื่องแสดงว่าสมองส่วนนั้นเริ่มมีการเสื่อมแล้ว ทั้งนี้ มาจากการศึกษาผู้ที่มีความเสี่ยงของการเกิดโรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer) โดยที่ขณะทำการศึกษามีลักษณะอาการปกติทุกประการ แต่มียีนพันธุกรรมของอัลไซเมอร์อยู่ และเปรียบเทียบกับคนปกติที่ไม่มียีนดังกล่าว รายงานในวารสาร New England ฉบับเดือนสิงหาคม 2003;343:450-456 และในวารสาร American Journal of Psychiatry ฉบับเดือนกันยายน 2006;163:1603-1610

ดังนั้น เป็นที่น่ากังขาที่ทางบริษัทแสดงในโฆษณาว่า หลังจากกินอาหารเสริมชนิดหนึ่งไปแล้วสมองของผู้ถูกทดลองเมื่อต้องทำงานดังกล่าว กลับต้องการออกซิเจนไปเลี้ยงสมองมากขึ้นอย่างมากกว่าธรรมดา หรือเป็นเครื่องแสดงว่า อาหารเสริมกลับทำให้สมองเฉื่อยลงไปอีก เมื่อใช้ความคิด จึงต้องการการกระตุ้นโดยมีออกซิเจนมาเลี้ยงมากกว่าปกติ และการที่กล่าวถึงคลื่นไฟฟ้าสมองอัลฟา ว่าเป็นคลื่นสมองของสมาธิและปัญญา แท้จริงเป็นความเชื่อล้าสมัยตั้งแต่ ประมาณ 20-30 ปีที่แล้ว เรียกว่า “ลัทธิความเชื่ออัลฟา” (alpha cult) การใช้คลื่นสมองในทางคลินิกจะมีประโยชน์ในการบ่งบอกความผิดปกติมากกว่าที่จะบ่งบอกว่าผู้นั้นมีสมองดีกว่าเดิมหรือดีกว่าผู้อื่น ในอดีตมีการสอบสวนนักวิจัยคนหนึ่งในประเทศไทย โดยแพทยสภาและมหาวิทยาลัยต้นสังกัด โดยที่นักวิจัยได้รับเงินและกล่าวอ้างคลื่นอัลฟา ใน

การส่งเสริมการขายของอาหารเสริมชนิดหนึ่งมาแล้ว

การส่งเสริมการตลาดอื่นๆ เช่นที่เรียกว่า below the line อาทิ มีการจัดเยาวชนเข้าแค้มป์ เพื่อการพัฒนาบุคลิก โดยมีสปอนเซอร์จากบริษัทสินค้า หรือไม่ก็มี tie in program ซึ่งเป็นรายการที่มีสาระตรงกับสรรพคุณของสินค้าที่กล่าวอ้าง เช่น รายการลับสมอง ลองปัญญา ตอบปัญหา รายการสุขภาพ รายการเหล่านี้จริงอยู่อาจเป็นรายการที่เป็นประโยชน์ อีกทั้งสร้างภาพพจน์ที่ดีกับบริษัทผลิตภัณฑ์นั้นๆด้วย แต่ที่น่ากระอักกระอ่วนก็คือ เงินสนับสนุนเหล่านี้ได้มาจากกระบวนการยกเมฆ สร้างยอดขาย โดยใช้กลยุทธ์การตลาดโฆษณา การซื้อตัวนักวิชาการ ในการแจกรางวัลของ tie in program ก็มีการเชิญองค์กรของชาติ เช่น องค์กรวิจัย องค์กรทางนวตกรรม มาร่วมด้วย เหล่านี้เป็น “กลยุทธ์ลอกคราบ” การที่บริษัทต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคมซึ่งเป็นศัพท์ที่ฮิตกันมากๆ คือ CSR (Corporate Social Responsibility) เป็นช่องทางของการลอกคราบ การมี CSR นับ รวมถึงการที่ต้องมีธรรมาภิบาล (Corporate Governance) การคำนึงถึงสิทธิมนุษยชน การปฏิบัติด้านแรงงานที่ดี การดูแลสิ่งแวดล้อม การดำเนินธุรกิจอย่างเป็นธรรม การใส่ใจต่อผู้บริโภค การแบ่งปันสู่ชุมชนและสังคม แม้ว่าการจัดกิจกรรม below the line หรือ tie in program เป็นการแบ่งปันสู่สังคมจริงส่วนหนึ่งแต่บริษัทมิได้มีความรับผิดชอบในด้านการดำเนินธุรกิจอย่างเป็นธรรม และมีการใส่ใจผู้บริโภค อีกทั้งจงใจเจตนาหลอกลวง

โดยอาศัยกลยุทธ์โฆษณาแฝงอุบาย ซึ่งประชาชนไม่สามารถรู้เท่าทันในข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มายาเหล่านี้ที่น่าตระหนกไปกว่านั้น คือ องค์กรสถาบันของประเทศไทย ซึ่งมีภาระหน้าที่ในการศึกษา การวิจัยและส่งเสริมคนในประเทศให้มีความรู้ที่ถูกต้อง กลับทำตัวตามกระแส ดังเช่น ประกาศในหน้าหนังสือพิมพ์ว่าพร้อมในการสกัดสารจากซากไก่ กระดูก ตีน เพื่อให้คุ้มค่าราคาไก่ และต่อไปจะสามารถขายเป็นกอบเป็นกำ โดยที่แท้จริง ควรที่จะพิสูจน์ก่อนว่าที่กำลังจะทำนั้นเป็นประโยชน์จริงต่อสุขภาพหรือไม่ หรือทำเพื่อหลอกคนไทยกันเองเมื่อบริษัทเหล่านี้ สามารถหยั่งรกรากแทรกตัวจนประชาชนใช้ผลิตภัณฑ์กันอย่างแพร่หลายเพราะคิดว่าดีและจำเป็นต้องใช้ แปลงโฉมลอกคราบเป็นบริษัทใจบุญสร้างประโยชน์ให้กับสังคม เจ้าของผู้บริหารเหล่านี้ก็จะปรากฏตนในนิตยสาร โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์เป็นประจำในฐานะไฮโซ เซเลป เป็นกรรมการขององค์กรการกุศล แม้แต่ถูกยกย่องเป็นผู้บริหารฝีมือเยี่ยม เหล่านี้เป็นกลยุทธลอกคราบขั้นเทพจนไม่มีใครตั้งข้อสงสัยถึงที่มาที่ไปตั้งแต่ต้นมีใครเคยกล่าวบ้างไหม ถึงผลการศึกษาเกี่ยวกับวิตามิน E ที่ตีพิมพ์ในวารสารสมาคมแพทย์สหรัฐ(Journal of American Medical Association – JAMA) ที่รายงานผลการใช้วิตามิน E ในผู้ป่วยอายุเกินกว่า 55 ปีขึ้นไป ซึ่งมีโรคหัวใจหรือเบาหวาน

โดยเมื่อใช้วิตามิน E ติดต่อกันในขนาด 400 หน่วยต่อวัน นาน7 ปี กลับไม่ได้เกิดประโยชน์ในการป้องกันการเกิดโรคหัวใจ มิหนำซ้ำกลับมีอุบัติการณ์ของโรคหัวใจมากขึ้น ต้องเข้าโรงพยาบาลเพื่อการรักษาในการนี้บ่อยขึ้น และไม่มีผลในการป้องกันการเกิดมะเร็ง (วารสารJAMA ฉบับเดือนมีนาคม 2005;293:1338-1347) มีใครเคยกล่าวบ้างไหม ถึงผลการศึกษาเกี่ยวกับวิตามิน B12 B6 และโฟลิคที่เคยเชื่อว่าสามารถป้องกันโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ ว่าแท้จริงไม่ได้ผล ทั้งๆที่สามารถลดระดับของ Homocysteine ซึ่งเป็นตัวการหนึ่งที่ทำให้เส้นเลือดตีบ แต่กลับมีการโฆษณา วิตามินเหล่านี้อย่างแพร่หลาย ข้อมูลตีพิมพ์ในวารสารJAMA (ฉบับเดือนสิงหาคม 2008;300:795-804) โดยรายงานนี้ยืนยันรายงานก่อนหน้านี้ในวารสารนิวอิงแลนด์ (New England Journal of Medicine เดือนเมษายน 2006;354:1567-1577) และการใช้วิตามินเหล่านี้ก็ไม่ได้ช่วยป้องกันโรคเส้นเลือดสมองตีบ อัมพฤกษ์ อัมพาตมีใครเคยกล่าวบ้างไหม ว่าการกินผักผลไม้วันละ 5 ครั้ง (อย่างน้อย 3 ครั้ง) ลดความเสี่ยงของการเกิดอัมพฤกษ์จากเส้นเลือดตีบในสมองได้ถึง 30%

ทั้งนี้เป็นการรวบรวมข้อมูลจากประชากร 257,551 คนติดตามถึง 13 ปี รายงานในวารสาร Lancet (ฉบับเดือนมกราคม 2006;367:320-326) ผักผลไม้สามารถกินได้ในรูปผัดผัก หรือแกงจืดผัก ในแต่ละมื้อก็ได้ 3 แล้ว พ่วงด้วยผลไม้ล้างปากตามฤดูกาลจะเป็นฝรั่งแอปเปิ้ล ชมพู่ แก้วมังกร ส้ม สาลี่ ส้มโอ และอีกมากมาย ก็ได้รวมเป็น 6 ผัก ผลไม้เหล่านี้เป็นของปกติ ทำให้ไม่ต้องเสียสตางค์ซื้ออาหารเสริมแถมยังอร่อย และยังมีอีกหลายรายงานเปรียบเทียบผู้กินอาหารเสริมวิตามินเทียบกับผลไม้ผักตามธรรมชาติ แน่นอนครับ ผลไม้ผักชนะขาด เกิดโรคหัวใจ อัมพฤกษ์ มะเร็งน้อยกว่าหมอนั่งเขียนถึงบรรทัดนี้ ถามตัวเองว่ารู้สึกอย่างไร……วังเวงครับ

โดยเฉพาะเมื่อรู้ว่ามีการจัดประชุมคล้ายวิชาการส่งเสริมการขายอาหารเสริม ณ รพ.มหาวิทยาลัย ในปีนี้เองด้วย เราวัดความสำเร็จของคน ขององค์กร จากการที่มีธุรกิจใหญ่โต มีกำไร เป็นเศรษฐี หรือเราวัดจากการที่มีความรับผิดชอบ มีจริยธรรม มีจิตสำนึกที่ดี ถ้าจะขายอาหารเสริมทำไปเถอะครับ เพราะเราเป็นสังคมทุนนิยม แต่ขอร้องอย่าทำให้มันเกินธรรมชาติ วิปริต ผู้บริโภคเองก็มีสิทธิเสรีภาพจะเลือกบริโภคอาหารเสริม (ถ้าเงินเหลือใช้) แต่ประเด็นสำคัญ คือ ผู้บริโภคควรมีสิทธิที่จะรู้ข้อมูลที่ถูกต้อง และขออย่าให้การใช้อาหารเสริมเป็นการตัดโอกาสที่จะได้รับการรักษาที่ถูกต้อง ทันท่วงที ขออย่าให้การใช้อาหารเสริมเป็นตัวการบั่นทอนในการที่จะถนอมกำลังทรัพย์ในครอบครัว เพื่อให้ลูกใช้ในการศึกษาต่อ สำหรับเศรษฐีเงินเหลือใช้จะเจียดค่าอาหารเสริมส่วนหนึ่งเป็นเงินค่าอาหารกลางวัน หรือ เงินส่งเสริมเด็กๆยากจนให้เรียนต่อในอนาคตก็ทำได้นะครับ……จากใจ

ที่มา: ศาสตราจารย์นายแพทย์ ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *