หลากหลาย 'ซีเอสอาร์' ยุคโลกาภิวัตน์

หลากหลาย “ซีเอสอาร์” ยุคโลกาภิวัตน์
มองมุมใหม่ : รศ.ดร.ธีรยุส วัฒนาศุภโชค กรุงเทพธุรกิจ วันพุธที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2551
แม้ว่าช่วงนี้จะมีความผันแปรด้านเศรษฐกิจอย่างมาก แต่แนวคิดหนึ่งที่ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ซ้ำยังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นคือ การตอบสนอง และรับผิดชอบต่อสังคมของกิจการ หรือที่เรียกกันว่า “ซีเอสอาร์” นั่นเองครับ
โดยแนวคิดของซีเอสอาร์ (CSR : Corporate Social Responsibility) นี้ กล่าวว่า หากกิจการคำนึงถึงแต่เพียงด้านเจ้าของแต่เพียงอย่างเดียว จะทำให้การเติบโตของกิจการไม่สมดุลและมั่นคงในระยะยาว เนื่องจากยังมีกลุ่มผู้ที่เกี่ยวข้องอีกมากมายหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มพนักงาน กลุ่มลูกค้า กลุ่มคู่ค้าอย่างซัพพลายเออร์ ดีลเลอร์ เป็นต้น
โดยแนวคิดดังกล่าว ไม่ได้เพิ่งเริ่มคิดกันนะครับ เกิดขึ้นมาเนิ่นนานหลายสิบปีแล้ว แต่ก็ต้องยอมรับว่า มิใช่ทุกประเทศจะมีพัฒนาการทางด้านการตอบสนองและรับผิดชอบต่อสังคมของกิจการเท่าเทียมกันนะครับ
จากการสำรวจกิจกรรมด้านซีเอสอาร์ที่จัดทำโดยแมคคินซีย์และตีพิมพ์ใน The Economist ไม่นานมานี้ กล่าวว่า ยุโรปถือเป็นผู้นำด้านแนวคิดนี้ทีเดียว โดยเฉพาะประเทศในยุโรปตะวันตกอย่างอังกฤษ เยอรมนี หรือแถบสแกนดินีเวีย ที่มีการมุ่งเน้นแนวคิดนี้ในการดำเนินงานทางธุรกิจมานานพอควรแล้ว และกิจการต่างๆ ก็มีผลงานด้านการตอบสนองทางสังคมอย่างต่อเนื่อง
โดยโปรแกรมด้านซีเอสอาร์ในยุโรป มักจะมุ่งเน้นในด้านของการอนุรักษ์และความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากที่สุด โดยเฉพาะประเด็นด้านโลกร้อนและภาวะเรือนกระจก ตามมาด้วย ประเด็นด้านของการให้สวัสดิการแก่ประชาชน ให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุข ทั้งในเรื่องของบริการด้านสาธารณสุข การให้ผลประโยชน์หลังเกษียณ
ถัดมาคือ การรับผิดชอบต่อลูกค้า ให้ลูกค้ามีผลิตภัณฑ์/บริการที่มีคุณภาพดี ราคาเหมาะสม และปลอดภัยต่อการอุปโภคบริโภคได้ ท้ายสุดที่อยู่ในหัวใจของธุรกิจก็คือ ด้านสิทธิมนุษยชน (Human Rights) ที่ทุกกิจการจะต้องคำนึงถึง และต้องจัดการบุคลากรของตนให้สอดคล้องกับกฎหมายด้านสิทธิมนุษยชนนี้ให้ได้ด้วยครับ
จากการสำรวจนี้ ในเอเชียก็ถือว่ามีประเทศที่เป็นผู้นำทางด้านซีเอสอาร์ของโลกเช่นกัน นำโด่งมาด้วยญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็นพี่เบิ้มที่ทุ่มเทกับกิจกรรมด้านสังคมมากกว่าเพื่อน โดยจะเห็นว่ากิจการข้ามชาติแดนอาทิตย์อุทัย มีกิจกรรมด้านการตอบสนองต่อสังคมมากมาย ที่โดดเด่นก็เห็นจะเป็นการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานทดแทน ที่ไปไกลกว่าตะวันตกเสียอีก รวมถึงการตอบแทนสังคมหลายๆ อย่าง
สำหรับอเมริกันชน กลับได้รับคำวิพากษ์วิจารณ์ว่า ล้าหลังเรื่องซีเอสอาร์มากกว่าเพื่อน ในบรรดาชาติมหาอำนาจทางเศรษฐกิจด้วยกันทั้งหมดครับ ไม่รู้เพราะว่ามัวแต่ไปแก้ปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ รุงรังพันตัวอยู่หรือเปล่า จนทำให้กิจกรรมด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมของอเมริกาเอง ไม่รุดหน้าเท่าที่ควร
โดยเฉพาะประเด็นที่ถูกโจมตีค่อนข้างมาก จากประเทศต่างๆ ในโลกก็คือ การที่ค่อนข้างจะเพิกเฉยต่อสนธิสัญญาเกียวโต ที่จะให้ทุกประเทศร่วมกันกำหนดเป้าหมายการลดการปล่อยคาร์บอนลงไปให้มากที่สุด แถมยังดูเหมือนจะโบ้ยไปว่าประเทศที่กำลังเติบโตและใช้พลังงานเยอะอย่างจีน และ อินเดีย ว่าควรจะรับผิดชอบในประเด็นนี้มากกว่า เพราะเป็นตัวการที่ปล่อยคาร์บอนออกมามากเช่นกันครับ
แต่กิจการข้ามชาติหลายแห่งจากแดนอินทรีนี้ ก็ยังมีโปรแกรมเพื่อสังคมแปลกใหม่ไล่ตามประเทศอื่นๆ เช่นเดียวกัน อาทิเช่น วอลมาร์ท ที่ออกมาชูธงเน้นเรื่องซีเอสอาร์ในการดำเนินงานของตนอย่างมาก ซึ่งปรากฏว่า ประเด็นด้านซีเอสอาร์ที่ชาวแยงกี้คำนึงถึงมากที่สุด คือ เรื่องสวัสดิการรักษาพยาบาล ที่ถือเป็นประเด็นถกเถียงกันมายาวนาน ตามมาด้วยเรื่องสิ่งแวดล้อมที่กำลังเลวร้ายลงทุกวัน รวมถึงการสูญเสียตำแหน่งงานในประเทศ ให้กับการเอาท์ซอร์สและย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศต้นทุนต่ำต่างๆ ทำให้เกิดการว่างงานในสหรัฐค่อนข้างมาก
ย้ายกลับมาที่ประเทศกำลังพัฒนาต่างๆ ก็ตอบรับแนวคิดซีเอสอาร์กันอย่างคึกคักนะครับ โดยหากโฟกัสที่สี่ทหารเสือของตลาดเกิดใหม่ คือ BRIC ที่ประกอบไปด้วย Brazil Russia India และ China ในสี่ประเทศนี้ รัสเซียให้ความสนใจกับซีเอสอาร์น้อยที่สุด ส่วนบราซิลดูเหมือนจะมีการนำเอาแนวคิดซีเอสอาร์ไปใช้ในกิจการต่างๆ มากที่สุด เนื่องจากทั้งภาคเอกชนและ เอ็นจีโอ ประสานเสียงขานรับแนวคิดนี้ จนทำให้เป็นแรงผลักดันอย่างดีครับ
ส่วนอินเดียเองก็ไม่น้อยหน้าครับ เพราะประเพณีของอินเดียเอง บริษัทต่างๆ ก็มักจะต้องมีการตอบแทนคืนสังคมอยู่แล้ว ตั้งแต่อดีตกาล แต่มักจะอยู่ในรูปของการบริจาคสิ่งของให้กับสาธารณชนเสียเป็นส่วนใหญ่ อาทิเช่น ตั้งมูลนิธิ บริจาคเงิน สร้างโรงเรียน สร้างโรงพยาบาล ฯลฯ แต่สิ่งที่อินเดียยังถือว่าล้าหลังคือ การดูแลพนักงานของตน ซึ่งได้รับการวิจารณ์ว่ากิจการในอินเดียมีสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ยังต่ำกว่ามาตรฐานอยู่มาก
ท้ายที่สุด จีน แม้ว่าจะยังได้รับการโจมตีสารพัดเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน การผลิตสินค้าที่มีสารปนเปื้อน การละเมิดลิขสิทธิ์ ฯลฯ แต่จีนเองก็มิได้นิ่งนอนใจครับ พยายามเร่งรัดให้กิจการทั้งหลาย หันมาให้ความสำคัญกับซีเอสอาร์มากขึ้น และองค์กรหลักที่ผลักดัน คงจะไม่พ้นรัฐบาล เนื่องจากเอ็นจีโอหรือเอกชนในจีนเอง ไม่มีพลังมากพอเหมือนในประเทศอื่นๆ ซึ่งรัฐบาลก็เริ่มกระบวนการต่างๆ ไปบ้างแล้ว และคิดว่าภายในสี่ห้าปีนี้ คงจะเห็นอะไรออกมาเป็นรูปธรรมจากจีนพอสมควร เนื่องจากจีนเองก็เป็นผู้ที่เรียนรู้ได้เร็วมากทีเดียว
ดังที่เห็นแล้วครับว่า แม้ซีเอสอาร์จะมีหนึ่งความหมาย แต่การนำไปประยุกต์ในแต่ละชาติแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับภูมิหลังและปัจจัยพื้นฐานของแต่ละประเทศครับ

Tags:

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *