หลากวิธี ธุรกิจ SMEs รับมือเศรษฐกิจขาลง

หลากวิธี ธุรกิจ SMEs รับมือเศรษฐกิจขาลง
Post Today – แม้โฉมหน้ารัฐบาลใหม่ทำท่าว่าจะเป็นรูปเป็นร่างชัดเจนขึ้น แต่ดูเหมือนความเชื่อมั่นของประชาชนทั้งในฐานะผู้ผลิตและผู้บริโภคต่างก็ยังไม่สบายใจนัก ปัจจัยสำคัญน่าจะมาจากเสถียรภาพทางการเมืองและภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำ จนหลายคนคาดการณ์ว่าน่าจะเป็นปี “เผาจริง” ของเศรษฐกิจไทย …
จากราคาน้ำมันที่ขยับขึ้นไม่หยุด ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นทุกวัน และราคาทองคำที่ทะยานสูงสุดในประวัติศาสตร์ ทำให้ทุกคนต่างตื่นตัวและเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์อันเลวร้ายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต นักธุรกิจไม่กล้าลงทุน ผู้บริโภคไม่กล้าจับจ่ายใช้สอย เมื่อเป็นเช่นนี้ ลองมาสำรวจวิธีรับมือเศรษฐกิจในช่วงขาลงกับนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่เข้าข่ายเป็นเจ้าของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ เรียกง่ายๆ ว่า เอสเอ็มอี (SMEs) กันดีกว่า

ลดต้นทุนการผลิต

ศิริชัย เลิศศิริมิตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท พรีเชียส เม็มโมรี ผู้ผลิตสินค้าของตกแต่งบ้านและของขวัญภายใต้แบรนด์ พรีเชียส เม็มโมรี และเป็นอุปนายกสมาคมของขวัญของชำร่วยไทยและของตกแต่งบ้าน ศิริชัยประสบกับปัญหาโดยตรงจากราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นไม่หยุด เนื่องจากวัสดุหลักของผลิตภัณฑ์คือเรซิน ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่ได้มาจากการสกัดน้ำมัน เมื่อราคาน้ำมันขึ้น เรซินก็จะขึ้นตามไปด้วย ดังนั้นวิธีแก้ปัญหาเบื้องต้นของผู้บริหารหนุ่มคือ การปรับเปลี่ยนวัสดุของผลิตภัณฑ์เพื่อลดต้นทุนการผลิตโดยเพิ่มวัสดุ อาทิ ไม้ กระจก เสริมเข้าไป นอกจากนี้ยังต้องควบคุมการผลิตไม่ให้มีความเสียหายเกิดขึ้นมากเกินไปด้วย

ไม่เพียงเท่านั้น ผู้ผลิตยังต้องปรับตัวโดยพัฒนาของรูปแบบสินค้าให้หลากหลายขึ้น เพื่อเป็นการขยายกลุ่มลูกค้าให้เพิ่มตามไปด้วย “สมมติปกติผมขายสินค้าให้ลูกค้าที่เป็นกลุ่มมหาวิทยาลัย หรือผู้ใหญ่ โดยขายเป็นของขวัญตกแต่งบ้าน ก็อาจจะเปลี่ยนแนวจากของขวัญเป็นสินค้าที่ใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น คิดฟังก์ชันใหม่มากขึ้น หรือแม้กระทั่งฐานลูกค้าเดิมก็ต้องปรับเปลี่ยนให้มากขึ้นด้วย”

หาช่องทางการตลาดเพิ่ม

ศิริชัย ยังย้ำว่า การขยายฐานการจัดจำหน่ายสินค้าก็เป็นสิ่งจำเป็น จากที่เคยขายปลีกในห้างสรรพสินค้า หรือส่งออกต่างประเทศ ก็ต้องหาตลาดในประเทศเพิ่มขึ้น โดยอาจจะพิจารณาส่วนที่สามารถปรับเข้ากันได้ ยกตัวอย่าง แผนกเครื่องเขียนก็เลือกสินค้าที่เหมาะไปวางได้ หรือแม้แต่การส่งออกก็จะต้องมีหลากหลายประเภทมากขึ้น ไม่ใช่ของตกแต่งบ้านเพียงอย่างเดียว

“การไปตลาดต่างประเทศก็สำคัญ แต่คงไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด ถ้าเป็นไปได้ควรอยู่ในสัดส่วนครึ่งต่อครึ่ง เพราะธุรกิจที่จะไปเติบโตต่างประเทศต้องมีความพร้อมพอสมควร หมายถึงสินค้าต้องพร้อม ต่างชาติรับได้ ดีไซน์ดี คุณภาพดี บรรจุภัณฑ์ใช้ได้ รวมถึงความพร้อมเรื่องวิธีการและความรู้ต่างๆ ในการส่งออก นอกจากนี้คือเรื่องเงินทุนหมุนเวียน เพราะการไปต่างประเทศแต่ละครั้งมีค่าใช้จ่ายสูง ดังนั้นหากมีช่องทางการขายในประเทศก็น่าจะดีที่สุด แล้วเมื่อพร้อมการส่งออกก็เป็นอีกช่องทางหนึ่ง”

กระจายกลุ่มลูกค้า

อาคเนย์ เชื้อขำ ผู้จัดการฝ่ายออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริษัท มาเนีย เลเธอร์ แอนด์ แอคเซสซอรี่ ผู้ผลิตสินค้าประเภทเครื่องหนังและเครื่องประดับ อาทิ พวงกุญแจ จิวเวลรี ที่ห้อยโทรศัพท์มือถือ ฯลฯ ในชื่อแบรนด์มาเนีย (Mania) กล่าวว่า ที่ผ่านมาสินค้าซึ่งมีราคาสูงจะขายได้ดี เนื่องจากกลุ่มลูกค้าที่มีเงินยังคงมีกำลังซื้อของแพงอยู่ ตรงกันข้ามกับสินค้าราคาปานกลางจะจำหน่ายได้น้อยลงอย่างเห็นได้ชัด เพราะฉะนั้นเขาจึงหันมาผลิตสินค้าราคาไม่แพง เพื่อเป็นการกระจายกลุ่มลูกค้าให้มากขึ้น หรือเรียกง่ายๆ ว่าทำของให้ถูกลงนั่นเอง

“เศรษฐกิจมีผลกระทบมาก อย่างการไปออกงานแฟร์ที่ผ่านมา ยอดจำหน่ายสินค้าหายไปครึ่งหนึ่ง สิ่งที่ทำให้อยู่ได้คือ ลูกค้าประเภทสั่งทำและการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ตามกระแส เช่น ถุงผ้ารณรงค์ลดโลกร้อน ซึ่งตอนนี้เราหันมารับงานตามสั่งมากขึ้น เพราะเป็นลูกค้าที่แน่นอน และอย่างตอนนี้ลูกค้าอยากได้ของถูกเราก็ทำให้ได้ตามความต้องการของลูกค้า”

เน้นตอบสนองไลฟ์สไตล์คน

นอกจากการกระจายกลุ่มลูกค้าแล้ว สิ่งสำคัญที่อาคเนย์นำมาปรับใช้คือ การออกแบบสินค้าให้มีฟังก์ชันหรือประโยชน์ใช้งานมากขึ้น เช่น ซองใส่โทรศัพท์มือถือ 2 ชั้น ซึ่งสามารถใส่เศษสตางค์ หรือใส่ไอพอดได้ในตัว นั่นหมายถึงการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ตอบสนองไลฟ์สไตล์ของคนมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้คือ กระบวนการลดต้นทุนการผลิต เช่น นำวัสดุหนังเทียมและพลาสติกมาใช้กับผลิตภัณฑ์เพื่อเป็นทางเลือกให้ลูกค้ารายได้น้อย รวมถึงปรับเปลี่ยนทิศทางการทำงานคือ เน้นการเสนองานตามบริษัท จัดทำผลิตภัณฑ์พรีเมียม และเปิดโอกาสทางการตลาดด้วยการร่วมงานแฟร์ต่างๆ

“การออกงานแสดงสินค้าหรืองานแฟร์สำคัญมาก แต่ต้องเลือกงานที่เราจะไปด้วย เพราะผู้ซื้อจะมาเจอตัวเราและได้คุย ได้เปรียบเทียบสินค้า ซึ่งบางทีเราไม่รู้คนอื่นทำอะไร เราก็จะได้เห็นและเช็กฟีดแบ็กกับลูกค้าโดยตรง บางตัวสินค้าเราคิดว่าจะขายได้กลับขายไม่ได้เลย หรือบางทีไม่คิดว่าจะขายได้กลับขายดี” ผู้บริหารแบรนด์ มาเนีย กล่าว และย้ำว่า การเลือกไปงานแสดงสินค้าควรเลือกงานใหญ่ที่มีกลุ่มลูกค้าชัดเจน

พลิกวิกฤตเงินบาทให้เป็นโอกาสลดต้นทุน

ปิดท้ายกับนักธุรกิจหนุ่ม วรวิทย์ ศิริพากย์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท ปุริ ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์สปาภายใต้แบรนด์ ปัญญ์ปุริ (Panpuri) ซึ่งเน้นจำหน่ายในตลาดต่างประเทศสูงถึง 60 เปอร์เซ็นต์ วรวิทย์ กล่าวว่า จากการที่ค่าเงินบาทแข็งค่า จึงทำให้มีผลกระทบกับรายได้บ้าง แต่โชคดีที่ว่าธุรกิจของเขาผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในระดับพรีเมียม ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าที่ค่อนข้างมีรายได้ สินค้าจึงยังคงขายได้ดีอยู่ แต่อย่างไรก็ดีผู้บริหารหนุ่มได้วางแผนที่จะขยายตลาดในต่างประเทศเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็น อเมริกา ดูไบ และแถบยุโรป เพื่อทดแทนกำไรที่หายไป รวมถึงพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส เพราะเมื่อเงินบาทแข็งก็ช่วยลดต้นต้นทุนในการนำเข้าบรรจุภัณฑ์จากต่างประเทศได้

“อย่างของเราเป็นธุรกิจส่งออกเป็นหลัก ถ้าเงินบาทยังคงแข็งค่าอีกก็อาจจะมีการปรับราคาขึ้น ซึ่งในตลาดต่างประเทศก็คงพอรับได้ และการที่ราคาสินค้าอยู่ในระดับสูงมันก็ช่วยในการสร้างมูลค่าให้กับแบรนด์ โดยเราได้พยายามตระหนักถึงผู้บริโภคด้วย ซึ่งผู้บริโภคต้องได้คุณค่าของสินค้าและบริการที่เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากสินค้าของเราเป็นสินค้าที่เจาะกลุ่มผู้บริโภคค่อนข้างชัดเจน ดังนั้นก็ต้องมาคิดว่าจะทำอย่างไรให้ตอบโจทย์เขาได้มากที่สุด ถ้าสินค้าเราอยู่ในกลุ่มทั่วไปหรือแมสโปรดักต์ก็คงลำบากหน่อย” วรวิทย์ กล่าว

อย่าทำอะไรตามกระแส

ไม่เพียงแต่การพลิกวิกฤตค่าเงินบาทให้เป็นโอกาส ผู้บริหารแบรนด์ปัญญ์ปุริ ยังแนะนำว่า การที่เศรษฐกิจอยู่ในช่วงขาลง แล้วหลายคนคิดว่าควรอยู่นิ่งๆ โดยไม่ทำอะไรเลยเป็นสิ่งที่เขาไม่เห็นด้วยอย่างมาก เพราะยิ่งเศรษฐกิจแย่มากเท่าไหร่ ผู้ประกอบการก็ยิ่งต้องทบทวนตนเอง รวมถึงคิดว่าจะทำอย่างไรเพื่อรักษาฐานลูกค้า และเพิ่มการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคให้มากขึ้น โดยอาจจะมีการสื่อสารกับผู้บริโภคด้วยงบประมาณที่มีอยู่ ขณะเดียวกันก็ต้องลดต้นทุนการผลิต ซึ่งคุณภาพจะต้องไม่ลดลง และอาจมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการทำงาน รวมถึงสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าด้วย

ที่สำคัญ วรวิทย์ยังให้คำแนะนำแก่ผู้ประกอบการมือใหม่และผู้ที่กำลังหาทางรับมือกับเศรษฐกิจขาลง ว่า “ต้องเริ่มจากความเข้าใจธุรกิจของตัวเองให้มาก เรากำลังทำอะไร เสนอขายอะไร อย่าไปทำอะไรตามกระแส ทั้งนี้เราต้องมีใจรักและมีทักษะในการทำควบคู่กันไป นอกเหนือจากนั้นต้องเข้าใจผู้บริโภคให้มาก ฟังเขาให้มากกว่าที่เราจะพูดให้เขาฟัง เพื่อจะได้รู้ว่าเขาต้องการอะไร แล้วตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคให้มากที่สุด”

ไม่ว่าการเมืองจะเป็นอย่างไร เศรษฐกิจจะผันแปรไปทางไหน หากผู้ประกอบการรู้จักเตรียมพร้อมและวางแผน ปรับตัวเพื่อรับมือกับสิ่งต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น เชื่อแน่ว่าคงเป็นปีที่ธุรกิจอยู่รอดและไปได้สวย แม้อาจจะต้องเหนื่อยหน่อยก็ตาม!!

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *