หลอกให้ลองเสื้อแล้วขโมยของ

หลอกให้ลองเสื้อแล้วขโมยของ

เรื่องราวนี้บอกเล่าโดยหญิงสาวผู้โชคร้ายคนนึง ซึ่งพี่เหมี่ยวขอเรียกเธอว่าน้องเอ(อีกตามเคย)ก็แล้วกันนะคะ … น้องเอเล่าให้ฟังว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในวันนึง ขณะที่เธอนำรูปไปปริ๊นรูปจากมือถือแถวๆ สยามเซ็นเตอร์ หลังจากที่เธอทำธุระดังกล่าวเสร็จเธอก็ตั้งใจจะเดินไปอีกห้างนึงซึ่งอยู่ติดกัน ระหว่างนั้นก็บังเอิญมีผู้หญิงคนนึงเดินเข้ามาเรียกน้องเอไว้ และเธอก็ขอให้น้องเอช่วยเลือกเสื้อผ้าให้

หญิงแปลกหน้าคนนั้นบอกว่าเค้ามาจากมาเลเซีย พรุ่งนี้จะถึงวันเกิดของน้องสาวเค้า เค้าจะมาซื้อเสื้อผ้าให้น้องเค้าประมาณ 10 ชุด แต่น้องเค้าประสบอุบัติเหตุมาซื้อเองไม่ได้ โดยหญิงแปลกหน้าคนนั้นให้เหตุผลว่าเห็นว่าน้องเอหุ่นใกล้เคียงกับน้องสาวของเค้าก็เลยมาขอให้ช่วยเลือกซื้อแล้วก็ลองเสื้อให้ดู เพราะเค้าไม่รู้ว่าแบบไหนที่วัยรุ่นใส่กัน
หญิงแปลกหน้ายังอ้างเหตุผลว่าเพราะเค้าไม่ค่อยรู้จักทาง แล้วก็กำลังท้องอยู่ด้วยจึงอยากขอความช่วยเหลือจากน้องเอ ฝ่ายน้องเอนั้นเมื่อได้ฟังเหตุผลก็เลยเกิดความสงสารเห็นว่าไม่ค่อยรู้จักทาง แล้วก็กำลังท้องอยู่ ก็เลยตัดสินใจช่วย
น้องเอบอกว่าตอนนั้นตรงจุดที่ยืนอยู่ไม่ค่อยมีร้านเสื้อผ้าวัยรุ่นเท่าไหร่ เธอจึงพาหญิงแปลกหน้าไปอีกห้างนึงใกล้ๆที่นั่น … และเมื่อถึง น้องเอก็จัดการหาร้านเสื้อผ้าที่ถูกใจหญิงแปลกหน้าคนนั้น เมื่อได้แบบที่ถูกใจหญิงแปลกหน้าก็ขอร้องให้น้องเอช่วยลองเสื้อผ้าชุดนั้นให้ดู โดยให้เหตุผลว่าอยากให้แน่ใจว่าใส่ได้พอดี เพราะเค้าอยู่ำไกลไม่สามารถมาเปลี่ยนได้
ระหว่างที่กำลังเข้าไปลองเสื้อผ้า พนักงานที่ร้านแรกก็บอกให้น้องเอเอากระเป๋าเข้าไปด้วย เธอจึงก็เอาเข้าไป พอน้องเอลองเสร็จก็ออกมาให้หญิงแปลกหน้าดู แต่เค้าก็ไม่เอาเสื้อตัวที่น้องเอลอง แล้วหลังจากนั้นก็เลือกเอาชุดตัวอื่นอีก 2 -3 ชุดที่ร้านนั้น แต่คราวนี้เราไม่ได้ลอง เพราะคิดว่าน่าจะใส่ได้บวกกับหญิงแปลกหน้าบอกว่ารีบด้วย
หลังจากที่ลองเสื้อผ้าเสร็จแล้วหญิงแปลกหน้าก็บอกที่ร้านนั้นว่าเดี๋ยวกลับมาเอา ขอไปดูร้านอื่นต่อ น้องเอจึงพาหญิงแปลกหน้าไปดูที่ร้านชื่อดังอีกร้านนึงซึ่งอยู่ไม่ไกลจากร้านแรกมากนัก
ระหว่างทางที่เดินไป หญิงแปลกหน้าก็บอกกับน้องเอว่าเค้าวางเครดิตไว้ให้ที่ร้านแรกแล้ว จะเป็นไรไหมแต่คงไม่เป็นไรเพราะไม่ได้บอกรหัสไว้ ได้ยินดังนั้นน้องเอก็เริ่มคิดแล้วว่าการจ่ายเงินด้วยบัตรเครดิตไม่จำเป็นต้องบอกรหัสอะไรเลย เพียงแต่เจ้าของบัตรเครดิตต้องเซ็นชื่อเท่านั้น
เพราะถ้าเป็นคนที่เคยจ่ายเงินผ่านบัตรเครดิตประจำน่าจะรู้ ขนาดตัวของน้องเอเองไม่เคยจ่ายเงินผ่านบัตรเครดิตยังรู้เลย
แต่ตอนนั้นน้องเอก็ไม่ได้พูดอะไร เพราะไม่อยากคิดอะไรมาก พอมาถึงร้านที่สอง หญิงแปลกหน้าก็บอกว่าที่ไม่เอาชุดที่เน้องเอลองที่ร้านแรก เพราะเค้าลืมบอกไปว่าศาสนาที่เค้านับถือ(ซึ่งเป็นศาสนาประหลาดที่เธอไม่เคยได้ยินมาก่อน) มีข้อห้ามไม่ให้ใส่เครื่องประดับ แต่ตอนที่น้องเอรองนั้นเธอได้ใส่รองเท้า สร้อย นาฬิกา เข้าไปลอง เค้าก็เลยซื้อไม่ได้เพราะจะผิดศีล
เมื่อได้ยินหญิงแปลกหน้าพูดเช่นนั้นน้องเอก็เลยถอดเก็บไว้ในกระเป๋าของเธอ แล้วถอดรองเท้าเข้าไปลองเสื้อผ้าโดยฝากกระเป๋าให้พนักงานดูให้ และก็เป็นช่วงที่พอดีกับช่วงที่พนักงานกำลังยุ่ง หญิงแปลกหน้าจึงอาสาดูกระเป๋าให้ และเร่งให้น้องเอเข้าไปลองเสื้อ แล้วหญิงแปลกหน้าก็บอกว่าจะไปเคลียร์เรื่องเงินกับพนักงาน
น้องเอเองก็อยากให้ธุระเสร็จเร็ว เพราะเริ่มเบื่อแล้วก็เลยเออออตามนั้น และรีบลองเสื้อผ้าต่อไป เมื่อลองเสื้อผ้าเสร็จ เธอก็ออกมาจากห้องลองเสื้อผ้าและก็ไม่เห็นหญิงแปลกหน้าคนนั้นแล้ว …
ตอนนั้นเอง น้องเอก็เริ่มคิดว่าเรื่องราวนั้นเหมือนกับที่เธอคิดไว้เลยว่า ถ้าเป็นพวกมิจฉาชีพมันต้องหาทางเอาของไปตอนที่เธอไม่เห็น เมื่อคิดได้อย่างนั้นน้องเอก็เลยถามพนักงานว่าผู้หญิงที่มากับเธอหายไปไหนแล้ว พนักงานก็บอกว่าผู้หญิงคนนั้นบอกว่าขอไปเข้าห้องน้ำหน่อย
และตอนนั้นเอง น้องเอก็เลยแน่ใตแล้วว่าจะต้องเป็นพวกต้มตุ๋นแน่นอน ตอนเธอเริ่มใจไม่ดีแล้ว หลังจากที่เดินวนไปวนมารออยู่ซักพัก น้องเอก็เลยถามพนักงานว่าหญิงแปลกหน้าคนนั้นเดินไปทางไหน จากนั้นน้องเอก็ตามไปที่ห้องน้ำชั้นที่ผู้หญิงคนนั้นขึ้นไปแต่ก็ไม่เจอ
น้องเอก็เลยลงมาที่ชั้นเดิมแล้วไปถามที่ร้านแรกว่าหญิงแปลกหน้าได้วางบัตรเครดิตไว้ที่ร้านจริงหรือเปล่า พนักงานของร้านแรกก็บอกว่าไม่ได้วางบัตรไว้ แล้วพนักงานคนนั้นก็ถามน้องเอว่ารู้จักกับผู้หญิงคนที่มาด้วยรึเปล่า น้องเอก็คิดเลยว่าพนักงานคนนี้ต้องรู้เรื่องอะไรมาแน่ๆ เธอจึงเล่าให้พนักงานคนนั้นฟัง
และเรื่องก็มาเฉลยตอนจบเมื่อ พนักงานบอกว่าเคยเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ที่ร้านมาแล้วครั้งนึงซึ่งเป็นเวลานานมาแล้ว แต่คนคนนั้นบอกว่าจะซื้อไปให้น้องสาวที่อยู่ที่ฝรั่งเศส แต่ผู้หญิงคนที่ก่อเหตุก็เป็นคนละคนกัน ซึ่งตอนแรกที่น้องเอมาที่ร้านพนักงานคนนี้ก็เริ่มไม่แน่ใจว่าคนนี้จะใช่พวกต้มตุ๋นเหมือนคราวนั้นรึเปล่า เพราะตัวของพนักงานเองก็ไม่รู้ว่าเน้องเอรู้จักกับหญิงคนที่มาด้วยหรือไม่
ตอนแรกพนักงานคนนั้นก็ตั้งใจจะบอกให้เธอระวังๆ ตัวแล้ว แต่ผู้หญิงคนนั้นไม่ปล่อยให้พนักงานคนนั้นพูดกับเน้องเอตามลำพังเลย ด้วยสาเหตุนี้พนักงานคนนั้นเลยบอกให้น้องเอเอากระเป๋าเข้าไปในห้องลองด้วย
หลังจากที่น้องเอรู้เรื่องทั้งหมดเธอจึงพยายามตามเบาะแสของมิจฉาชีพคนนี้ แต่น่าเสียดายว่าชั้นที่เธอถูกขโมยของไปนั้นไม่มีกล้องวงจรปิด เมื่อรู้อย่างนี้น้องเอก็แทบจะหมดหวังว่าจะได้ทรัพย์สินคืนมา สิ่งที่เธอทำได้อย่างมากที่สุดก็คือให้เบาะแสกับเจ้าหน้าที่ของทางห้างนั้นไว้ ซึ่งตอนนั้นเองเธอก็ได้มีโอกาสอ่านบันทึกการแจ้งความซึ่งเป็นกรณีเดียวกับของเธอ แต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อน
… ฟังเหตุการณ์ที่น้องเอเล่าให้ฟังทั้งหมดแล้ว บอกได้คำเดียวว่าเธอโชคร้ายจริงๆ ทั้งที่มีความตั้งใจดีที่จะช่วงเหลือผู้อื่นแท้ๆ แต่กลับต้องมาโดนหลอกลวงซะได้ แบบนี้บางครั้งก็ทำให้เราไม่กล้าที่จะทำดีกับคนแปลกหน้าที่เค้าต้องการความช่วยเหลือเลยเหมือนกัน

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *