หนึ่งศตวรรษของการมอบรางวัลโนเบล

หนึ่งศตวรรษของการมอบรางวัลโนเบล

เดือนตุลาคมของทุกปี เป็นเดือนที่นักวิทยาศาสตร์ทั้งโลกตั้งตาคอย เพราะในเดือนนี้ นักวิทยาศาสตร์ผู้ที่มีชื่อเสียงโด่งดังเฉพาะ ในวงการวิจัยเล็กๆ และในประเด็นน้อยๆ ที่ตนเชี่ยวชาญและช่ำชองจะได้รับการยกย่องให้ได้รับรางวัลโนเบลในฐานะอัจฉริยบุคคล ผู้บุกเบิกขอบฟ้าของวิทยาการให้ประจักษ์แก่มนุษย์ และรางวัลโนเบลนี้ก็จะทำให้ชื่อเสียงของนักวิทยาศาสตร์ผู้นั้น รวมทั้งสถาบัน ที่เขาสังกัดและประเทศชาติของเขาเป็นที่รู้จักของคนทั้งโลก เพราะในสายตาของทุกคน รางวัลโนเบลคือรางวัลแห่งศักดิ์ศรีและ บารมีสูงสุดที่โลกมอบให้แก่อัจฉริยชนแห่งสติปัญญา ผู้ที่ได้อุทิศตัวทำงานเพื่อสร้างความก้าวหน้า และความรู้ทางวิชาการ รวมทั้ง ความสุขสวัสดิ์ให้แก่มวลมนุษย์
ถึงแม้ปัจเจกชนผู้พิชิตรางวัลโนเบลจะเป็นที่รู้จักทั่วโลกก็ตาม แต่กระบวนการได้มาซึ่งชื่อของคนที่จะรับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ ก็ยังคงเป็นเรื่องลึกลับที่ไม่โปร่งใสในสายตาของคนทั่วไป ทั้งนี้เพราะคณะกรรมการรางวัลโบเนลได้มีกฏห้ามการเปิดเผย รายละเอียดของการตัดสิน จนกระทั่งเวลาได้ผ่านไปแล้วนาน 50 ปี

Alfred Nobel เป็นนักธุรกิจชาวสวีเดน ที่มีฐานะร่ำรวยจากการทำธุรกิจผลิตดินระเบิด เขาได้ทำให้สมาชิกในครอบครัวเขาตกตะลึงในวันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2483 เมื่อเขาตัดสินใจมอบเงินมรดก 9 ล้านเหรียญสหรัฐ จัดตั้งกองทุนรางวัลโนเบลขึ้น เพื่อเก็บดอกผลเป็นรางวัล ให้แก่บุคคลที่ทำคุณประโยชน์ให้มนุษย์มากที่สุดในรอบปีที่ผ่านมา โดยได้กำหนดรางวัลที่จะมอบให้ว่ามี 5 สาขา คือ เคมี ฟิสิกส์ แพทย์ วรรณกรรม และสันติภาพ และให้ Royal Swedish Academy of Sciences เป็นสถาบันที่รับผิดชอบในการ คัดเลือกผู้ที่สมควรได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ และเคมี

ให้สถาบัน Swedish Academy เป็นผู้ตัดสินผู้พิชิตรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม
และให้สถาบัน Karolinska Institute ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยแพทย์ที่มีชื่อเสียงมากของสวีเดน เลือกผู้พิชิตรางวัลโนเบล สาขาการแพทย์
ส่วนรางวัลสาขาสันติภาพนั้น Nobel ได้กำหนดให้รัฐสภาของนอร์เวย์แต่งตั้งคณะกรรมการรางวัลฯ ขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่คัดเลือก บุคคลที่เหมาะสมที่สุด
ต่อมาในปี พ.ศ.2512 ธนาคารชาติของสวีเดนก็ได้จัดตั้งกองทุนขึ้นมาเพื่อมอบรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์เพิ่มอีกหนึ่งรางวัลด้วย
นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2444 ซึ่งเป็นปีแรกที่มีการมอบรางวัลแต่ละรางวัลโนเบลมีมูลค่าประมาณ 30 เท่าของเงินเดือนศาสตราจารย์ มหาวิทยาลัยในสมัยนั้น มาบัดนี้ เงินรางวัลได้เพิ่มสูงถึง 940,000 เหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 43 ล้านบาท) หลายคนคงคิดว่า เงินรางวัลมูลค่ามหาศาลนี้คงเป็นปัจจัยที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์หลายคนกระหายที่จะพิชิต แต่ความคิดเช่นนี้ไม่ถูกต้อง 100% เต็ม เพราะถึงแม้โลกจะมีรางวัล Crafoord, รางวัล Japan Prize, Wolf Prize, King Faisal Prize, รางวัล Balzam, รางวัล Fields, รางวัล Lasker ฯลฯ ซึ่งให้เงินรางวัลมูลค่ามหาศาลที่ไม่ยิ่งหย่อนกว่ารางวัลโนเบล แต่คนทุกคนก็รู้อยู่แก่ใจว่า ไม่มีรางวัลอะไรจะยิ่งใหญ่เทียบเท่ารางวัลโนเบลเลย
ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ของวิทยาศาสตร์หลายคนได้ให้เหตุผลสำหรับความรู้สึกนี้ว่า คงเป็นเพราะความสามารถและ คุณภาพของผู้พิชิตรางวัลนี้ รุ่นแรกๆ ที่สูงมาก เช่น Wilhelm Cenrad R?ntgen นักฟิสิกส์ผู้พบเอกซเรย์ Pierre และ Marie Curie ผู้ศึกษากัมมันตรังสี เป็นต้น
นอกจากเงินรางวัลที่ตนได้รับจะมีมูลค่ามากแล้ว ผู้พิชิตรางวัลบางคนยังได้รับการสนับสนุนด้านการวิจัยเพิ่มเติมทั้งจากองค์กร ของรัฐและเอกชน และอาจได้รับการเชิญให้ปรากฏในโทรทัศน์ เขียนหนังสือหรือเป็นที่ปรึกษาของประมุขประเทศ และเมื่อถึง วาระสุดท้ายของชีวิต ข่าวมรณภาพก็จะปรากฏในหนังสือพิมพ์ทั่วโลก เมื่อเกียรติยศ เกียรติศักดิ์และความเป็นอมตะจะบังเกิดแก่ ผู้พิชิตรางวัลเช่นนี้ คนทั้งโลกจึงมีความกระหายที่จะรู้วิธีการคัดเลือกและตัดสิน ผู้ที่จะพิชิตรางวัลโนเบลมาก
การเปิดเผยหลักฐานของสถาบันโนเบล ในระยะเวลา 50 ปีแรก ได้ทำให้โลกรู้ว่าเกณฑ์ต่างๆ ที่ Nobel ได้วางไว้ มีการปรับเปลี่ยน เช่น เงื่อนไขที่จะมอบรางวัลให้แก่ผลงานที่ทำสำเร็จภายในเวลาหนึ่งปี ก่อนจะตัดสิน เพราะได้มีการพบว่า เวลาหนึ่งปี มิได้เป็นเวลาที่ นานพอที่จะประเมินความยิ่งใหญ่ของการค้นพบใดๆ ได้ ดังนั้น เกณฑ์เวลาจึงถูกปรับเปลี่ยน
นอกจากนี้ Nobel ยังได้กำหนดให้คณะกรรมการซึ่งมีตั้งแต่ 3-5 คน จากสถาบันต่างๆ เป็นผู้รับผิดชอบการตัดสินรางวัลแต่ละ ประเภทและให้เป็นผู้ตัดสินผลขั้นสุดท้ายโดยไม่มีการอุทธรณ์ใดๆ
แต่ประวัติศาสตร์ก็ได้บันทึกว่า ในปี พ.ศ. 2449 เมื่อคณะกรรมการรางวัลโนเบลสาขาเคมี ตัดสินมอบรางวัลโนเบลสาขาเคมี แก่ Dmitri Mendeleev ชาวรัสเซีย ในฐานะผู้พบตารางธาตุ (periodic table) แต่คณะกรรมการของสถาบัน Royal Swedish Academy of Sciences ภายใต้การนำของ Svante Arrhenius นักเคมีชาวสวีเดน ผู้พิชิตรางวัลโนเบลในปี พ.ศ. 2446 ไม่เห็นด้วย เพราะ Arrhenius ไม่พอใจที่ Mendeleev มักกล่าววิพากษ์วิจารณ์ผลงานของตนอย่างรุนแรง การยับยั้งในครั้งนั้น ได้ทำให้ Mendeleev พลาดรางวัลโนเบลตลอดชีวิต เพราะในปีต่อมาเขาได้เสียชีวิตลง
เมื่อถึงเดือนกันยายนของทุกปี คณะกรรมการรางวัลโนเบลจะส่งจดหมายลับไปยังบุคคลที่ได้รับการพิจารณาเห็นว่า เหมาะสม ที่จะเสนอชื่อผู้สมควรรับรางวัลโนเบล ซึ่งบุคคลดังกล่าวได้แก่ ผู้ที่เคยรับรางวัลโนเบลแล้ว กรรมการสถาบันที่รับผิดชอบรางวัล โนเบลนั้นๆ ศาสตราจารย์ทางฟิสิกส์เคมีและแพทย์ในมหาวิทยาลัยดังๆ ทั้งในยุโรป อเมริกา เอเซียและออสเตรเลีย และเมื่อถึงเดือน กุมภาพันธ์ของปีต่อมา คณะกรรมการก็เริ่มดำเนินการคัดเลือก
และสำหรับเงื่อนไขที่กำหนดว่า การค้นพบที่สมควรจะได้รับรางวัลโนเบล ต้องเป็นการค้นพบที่ให้คุณแก่มนุษย์มากที่สุดนั้นก็เป็น ประเด็นที่ไม่ชัดเจนในการตัดสิน เพราะคำว่าประโยชน์เป็นการมองที่ขึ้นกับบุคคล หรือแม้แต่ประเด็นความแตกต่างระหว่างฟิสิกส์ กับเคมี ในระยะแรกๆ คณะกรรมการรางวัลโนเบลได้คิดว่า ปรากฏการณ์กัมมันตรังสีเป็นเรื่องของวิชาเคมีจึงได้ให้รางวัลโนเบล สาขาเคมีแก่ Ernest Rutherford นักฟิสิกส์ชาวอังกฤษ เชื้อชาตินิวซีแลนด์ ซึ่งได้ทำให้ Rutherford ประหลาดใจมาก หรือใน กรณีของฟิสิกส์ทฤษฎีว่าสมควรได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์หรือไม่ เพราะเมื่อ 100 ปีก่อนนี้ นักวิทยาศาสตร์คิดว่า ฟิสิกส์ทฤษฎี เป็นเพียงวิทยาการที่ใช้จินตนาการเท่านั้นเอง หาใช่ฟิสิกส์ของแท้ไม่ และนั่นก็คือเหตุผลที่ทำให้ทั้ง A. Einstein และ M.Planck ผู้พบทฤษฎีควอนตัมรับรางวัลโนเบลช้าไป 15 ปี และ 18 ปีตามลำดับ แต่ก็ยังนับว่าดีที่ Einstein และ Planck ไม่ด่วนเสียชีวิต ไปก่อนที่จะรับรางวัลในปี พ.ศ. 2464 และ พ.ศ. 2461 เพราะในกรณีของนักวิทยาศาสตร์บางคน เช่น F.Peyton Rous ผู้พบ ไวรัสที่ทำให้ไก่เป็นมะเร็งเขาต้องคอยนานถึง 55 ปี จึงได้รับรางวัลโนเบล การมีอายุยืนจึงเป็นคุณสมบัติสำคัญอีกประการหนึ่งที่ ผู้พิชิตรางวัลโนเบลจะต้องมี
แต่ก็มีปัญหาใหญ่อีกปัญหาหนึ่ง ที่นักวิทยาศาสตร์หลายคนคิดว่าเป็นเรื่องไม่ยุติธรรมคือ กฎที่กำหนดว่าจำนวนผู้รับรางวัลจะต้อง ไม่เกิน 3 คนต่อหนึ่งรางวัล ดังเช่นกรณีที่เกิดขึ้นเมื่อ 3 ปีก่อน เมื่อนักวิทยาศาสตร์ระดับรางวัลโนเบลหลายคนคิดว่า การที่ Savendor Moncada ไม่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาการแพทย์นั้น ไม่ยุติธรรม เพราะ Moncada มีบทบาทไม่น้อยกว่า Ferid Murad, Robert, Furchgott และ Louis lgnario ในการพบบทบาทของก๊าซ nitric oxide ในการส่งและควบคุมสัญญาณระหว่างเซลล์ในร่างกาย และเราก็ต้องยอมรับว่า ปัญหาจำนวนบุคคลที่สมควรจะได้รับรางวัลโนเบลคงมีมากขึ้นในอนาคต เพราะงานวิจัยฟิสิกส์พลังงานสูงและงานวิจัย genome ต้องใช้นักวิชาการนับพัน
ดังนั้น การคัดเลือกบุคคลที่เก่งที่สุดเพียงสามคนจากคนที่เก่งนับพันคน ปัญหาวางแผนการตัดสินผล รวมทั้งสรุปผลการคัดเลือกผู้ที่ สมควรได้รับรางวัลโนเบล จึงเป็นการตัดสินใจที่ไม่ง่าย แต่ครั้นจะให้รางวัลโนเบลแต่ละรางวัลแก่คนมากกว่าสามคน คำถามก็มีว่า จำนวนเท่าใดจึงจะดี 4,6 หรือ 20 และรางวัลโนเบลสาขาวิทยาศาสตร์นั้นก็ไม่เคยมีประวัติศาสตร์ว่า เคยให้แก่หน่วยวิจัยใด หรือสถาบันใด ดังกรณีรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพปี 2001 นี้ ที่มอบให้แก่องค์การสหประชาชาติ
ดังนั้น เราจึงเห็นได้ว่า ปัญหาในการตัดสินผู้สมควรรับรางวัลโนเบลมี “มาก” พอสมควร จนทำให้นักวิทยาศาสตร์หลายคนคิดว่า ถ้าไม่มีก็คงดี เพราะในแต่ละปีจะมีนักวิทยาศาสตร์หลายคนเสียความรู้สึก และผู้ที่ไม่เห็นความจำเป็นที่จะมีรางวัลโนเบลก็ยกตัวอย่างว่า Einstein ไม่เห็นต้องการรางวัลโนเบล ผู้คนก็รู้จักและยกย่อง แต่การคิดเช่นนั้นก็จริงสำหรับกรณี Einstein เท่านั้น มีใครที่ไหน จะรู้บ้างว่า J. Chadwick และ C.J.Davidson ก็เคยพิชิตรางวัลโนเบลแล้วเหมือนกัน
ด้วยเหตุผลทั้งหลายทั้งปวงตามที่กล่าวนี้ คงทำให้เราเข้าใจซึ้งว่า เหตุใดนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงจึงคอยรับโทรศัพท์ทางไกล จาก Stockholm เมื่อถึงเดือนต้นตุลาคมของทุกปี
________________________________________

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *