หนังสือคือหน้าต่างสู่ความรู้ (1)

หนังสือคือหน้าต่างสู่ความรู้
Money Pro : วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ กรุงเทพธุรกิจ วันจันทร์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2550
ดิฉันอยากจะเขียนถึงการอ่าน และงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติมาหลายครั้งแล้ว แต่ในช่วงนั้นๆ ของปี ก็มักจะมีเรื่องอื่นให้เขียนถึงตลอด ในวันนี้จะเขียนเชิญชวนให้ผู้ปกครองส่งเสริมให้เยาวชนหันมาอ่านหนังสือกันค่ะ
การอ่านเป็นการเปิดโลกทัศน์ การอ่านเป็นวิธีที่ทำให้เราได้ความรู้ที่ง่ายที่สุด สบายที่สุด และถูกที่สุดด้วย ในโลกนี้มีอะไรให้เรียนรู้มากมาย เราไม่สามารถจะไปสัมผัสกับสิ่งนั้นได้ด้วยตนเอง การอ่านจะช่วยให้เรา จินตนาการถึงสิ่งที่ผู้เขียนบรรยายได้ แม้หนังสือนั้นจะไม่มีรูปภาพประกอบก็ตาม ผู้เขียนที่มีพรรณนาโวหารที่เก่ง จะสามารถบรรยายสิ่งที่ผู้เขียนเห็น หรือจินตนาการได้อย่างละเอียดลออ จนผู้อ่านแทบจะคิดว่า ตนเองได้เคยไปสัมผัสประสบการณ์นั้น หรืออยู่ในที่นั้นด้วย
การอ่านไม่ว่าจะอ่านเพื่อความรู้ ความบันเทิง หรือเพื่อใช้ประโยชน์ในการเรียน การทำงาน การทำวิจัย ล้วนแต่มีประโยชน์ทั้งนั้น ผู้ปกครองจึงไม่ควรจำกัดว่าบุตรหลานจะต้องอ่านเฉพาะหนังสือที่เป็นความรู้อย่างเดียว ดิฉันเองชอบอ่านนวนิยายเป็นชีวิตจิตใจ อ่านแล้วเศร้าแบบน้ำตาไหลรินเหมือนเราประสบเคราะห์กรรมเช่นเดียวกับนางเอกก็มีอยู่ประจำ อ่านแล้วรื่นเริงสดชื่นเหมือนได้ไปเที่ยวสถานที่นั้นจริงๆ ก็มี เวลาอ่านเพื่อความบันเทิงเราจะอ่านเร็ว เพราะอยากรู้เรื่องเร็วๆ การอ่านหนังสือบันเทิง โดยเฉพาะนวนิยายเรื่องยาวจึงเป็นวิธีการฝึกอ่านเร็ว อ่านจับใจความอย่างหนึ่ง ทั้งยังฝึกความอดทนเพื่ออ่านให้จบ และหากประทับใจ เราก็จะสามารถกลับมาอ่านซ้ำในภายหลังได้ ถ้าอ่านเร็วๆ ชั่วโมงหนึ่งอาจสามารถอ่านได้ถึง 100 หน้าเลยทีเดียว
นวนิยายทำให้เราได้สัมผัสกับแง่มุมของชีวิต(คนอื่น)ที่หลากหลาย ซึ่งในชีวิตการทำงานสามารถนำมาใช้กับการบริหารบุคคลได้ดี พอเราอ่านมากๆ เราจะเคยชินกับการนำตัวเราเข้าไปอยู่ในสถานการณ์ของเขา ซึ่งจะทำให้เราเข้าใจพฤติกรรมของเขามากขึ้น แต่ก็มีข้อเสียค่ะ ถ้าเรานำตัวเราเข้าไปอยู่ในสถานการณ์หรือเรียกว่า “อิน” มากเกินไป เราอาจจะทุกข์ร้อนไปกับผู้อื่นหมดทุกเรื่อง และเราเองนั่นแหละจะเป็นผู้ที่เป็นทุกข์ จนไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ อันนี้ต้องอาศัยหลักธรรมะเข้ามาช่วย ต้องทำใจให้เป็น “อุเบกขา” ค่ะ ดึงตัวเรา และความรู้สึกของเราออกมา เพื่อให้เราสามารถแก้ไขปัญหาได้ดีขึ้น นำมาใช้ในการลงทุนก็ได้นะคะ อยู่ใกล้ตลาดเห็นความผันผวนแล้วอาจจะหวั่นไหว ต้องดึงตัวเองออกมาดูภาพใหญ่เพื่อวางกลยุทธ์ค่ะ
หนังสือเป็นมิตรที่ดี เวลาอ่านหนังสือ เราจะมีหนังสือเป็นเพื่อน เราจะไม่เหงา ดิฉันเป็นคนหนึ่งที่อยู่เฉยๆ ไม่เป็น ไม่ชอบการรอคอยนานๆ แต่หากมีหนังสือให้อ่าน โดยเฉพาะหนังสือสนุกๆ แล้วละก็ นานแค่ไหนก็รอได้ค่ะ
ไม่ใช่หนังสือทุกเล่มจะสนุกหรือน่าสนใจไปหมด แต่อย่างน้อยก็ผ่านการกรองมาจากสำนักพิมพ์ เพราะฉะนั้น ก็ต้องมีคนส่วนหนึ่งอ่านแล้วเห็นว่าดี หากไม่มีเวลาเลือก ก็อาจจะมองหาหนังสือที่เป็น “หนังสือขายดี” หรือ Best Seller ช่วงหลังที่ไม่มีเวลาพลิกอ่านหลายๆ หน้าก่อนซื้อ ดิฉันใช้วิธีเลือกซื้อจากกลุ่มหนังสือขายดี โดยเฉพาะในหมวดธุรกิจ บริหารจัดการของต่างประเทศ เพราะมีออกมาเยอะเหลือเกิน ก็ได้หนังสือดีๆ ประเทืองความรู้ไปหลายร้อยเล่มด้วยวิธีนี้ค่ะ
แต่ไม่ว่าจะหยิบหนังสือเล่มที่จะซื้อมาด้วยเหตุผลใดเหตุผลหนึ่งระหว่าง สำนักพิมพ์โปรโมทมาก คนกล่าวขวัญถึง เป็นหนังสือขายดี หรือเป็นแฟนนักเขียนคนนั้นๆ สิ่งหนึ่งที่ดิฉันต้องทำเสมอคือ ต้องพลิกอ่านเพื่อให้แน่ใจก่อน ว่าคุ้มค่าเงินที่จะต้องจ่ายเพื่อซื้อหรือไม่ สมัยเรียนหนังสือดิฉันใช้บริการห้องสมุดบ่อยมาก ยืมครั้งละ 2-3 เล่ม ยืมมาอ่าน ทำรายงาน มีอยู่เล่มหนึ่งเป็นหนังสือเรียนภาษาอังกฤษของต่างประเทศ ไม่มีขายตามร้าน ดิฉันยืมเกือบครึ่งปี คือ ยืมหลายครั้งต่อเนื่อง เพื่อนำมาสอนหนังสือค่ะ ห้องสมุดจึงเป็นขุมทรัพย์แห่งความรู้ที่ขุดกันได้ไม่รู้จักหมด (เพราะบรรณารักษ์ซื้อเล่มใหม่มาเพิ่มเรื่อยๆ)
ตั้งแต่เด็กจนถึงปัจจุบัน ดิฉันจะซื้อหนังสือเฉพาะที่ชอบ หรือคิดว่าจะได้ประโยชน์จากหนังสือเล่มนั้นจริงๆ บางเล่มคนอาจจะนิยม แต่เราพลิกดูแล้วไม่ได้ประโยชน์กับเรา ก็ไม่ซื้อค่ะ อาจจะพลิกอ่านดูพอให้รู้ว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร จะได้ไม่ตกกระแส แต่ไม่เสียเงินค่ะ ตอนมีสตางค์น้อยๆ เล่มที่จะซื้อต้องเป็นเล่มที่อ่านมาแล้ว และอยากอ่านซ้ำบ่อยๆ(นวนิยาย) หรือเป็นเล่มที่มีภาพสวย(ส่วนใหญ่เป็นหนังสือการ์ตูน หนังสือเด็ก หนังสือท่องเที่ยว หรือหนังสือประวัติศาสตร์) หรือเป็นเล่มที่หมายมั่นว่าในภายภาคหน้าจะต้องได้กลับมาค้นคว้าไปสอน หรือนำไปใช้ในการทำงานแน่ๆ จึงจะซื้อค่ะ ไม่ได้ซื้อง่ายๆ หนังสือขายดีบางเล่ม พลิกอ่านแล้วแนวคิดของผู้เขียนไม่สอดคล้องกับปรัชญาในการดำรงชีวิตของเรา ก็ไม่ซื้อ
หนังสือเป็นของขวัญที่มีค่า คุณค่าของหนังสือไม่ได้อยู่ที่ราคาหน้าปก แต่อยู่ที่ตัวหนังสือที่เรียงรายกันอยู่ซึ่งมีอิทธิพลต่อความคิด ต่อจินตนาการ และพัฒนาการของผู้อ่าน ดังนั้นหนังสือเล่มเล็กๆ ราคาไม่ถึงร้อยบาท ก็อาจจะเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดบุคคลที่ทำประโยชน์แก่ประเทศได้ อย่ามองข้ามความสำคัญอันนี้นะคะ นักเขียนทุกคนต้องเป็นนักอ่านตัวยง เพราะหากรับข้อมูลมาก ก็จะทำให้สามารถกลั่นกรองข้อเขียนออกมาได้มากด้วยค่ะ
หนังสือ 1 เล่มสามารถให้ความรู้ ความบันเทิงได้มากกว่า 1 คน ดังนั้นหากท่านมีหนังสือที่ท่านอยากจะแบ่งปันให้กับผู้อื่น ก็ขอเชิญท่านนำไปบริจาคได้นะคะ เพื่อคนที่ด้อยโอกาสกว่าท่านค่ะ
วันนี้คุณอ่านหนังสือแล้วหรือยัง หากยังไม่ได้อ่าน สุดสัปดาห์นี้เชิญไปเลือกอ่าน เลือกซื้อ เลือกดู ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์นะคะ งานจะเริ่มตั้งแต่เย็นของวันที่ 30 มีนาคม ไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน นี้ มีวันหยุดตั้งหลายวัน ผู้ปกครองที่อยู่ต่างจังหวัดอย่าลืมพาบุตรหลานมาเที่ยวชมนะคะถ้ามีโอกาส
________________________________________

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *