สิทธิโดยพินัยกรรมในการตกทอดมรดก (3)

สิทธิโดยพินัยกรรมในการตกทอดมรดก (3)

4. พินัยกรรมแบบเอกสารลับ (ม.1660)
พินัยกรรมแบบเอกสารลับ ผู้ประสงค์จะทำผู้นั้นต้องแสดงความจำนงตามแบบของเจ้าพนักงานยื่นต่อกรมการอำเภอ (นายอำเภอ) ณ ที่ว่าการอำเภอ หรือกิ่งอำเภอโดยมีขั้นตอนดังต่อไปนี้
1. ผู้ทำพินัยกรรมต้องแสดงเจตนากำหนดการเผื่อตายลงในหนังสือและลงลายมือชื่อของผู้ทำพินัยกรรม โดยหนังสือดังกล่าวไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์เป็นพินัยกรรมในแบบใดแบบหนึ่ง กล่าวคือ มีเพียงข้อความกำหนดการเผื่อตาย และลายมือชื่อของผู้ทำพินัยกรรมก็เป็นการเพียงพอ นอกจากนี้ผู้ทำพินัยกรรมจะเขียนหรือพิมพ์ก็ได้หรือจะให้บุคคลอื่นเขียนให้ก็ได้
2. ผู้ทำพินัยกรรมต้องผนึกหนังสือแสดงเจตนากำหนดการเผื่อตายนั้นแล้วลงลายมือชื่อคาบรอยผนึก
3. ผู้ทำพินัยกรรมต้องนำพินัยกรรมที่ผนึกนั้น ไปแสดงต่อนายอำเภอและพยานอย่างน้อย 2 คนและให้ถ้อยคำต่อบุคคลทั้งหมดนั้นว่าเป็นพินัยกรรมของตน ถ้าพินัยกรรมนั้นผู้ทำพินัยกรรมเขียนเองโดยตลอด ผู้ทำพินัยกรรมจะต้องแจ้งนามและภูมิลำเนาของผู้เขียนให้ทราบด้วย
4. เมื่อนายอำเภอจดถ้อยคำของผู้ทำพินัยกรรม และวัน เดือน ปี ที่ทำพินัยกรรมมาแสดงไว้ในซองพับและประทับตราประจำตำแหน่ง แล้วนายอำเภอผู้ทำพินัยกรรม และพยานลงลายมือชื่อบนซองนั้น
พินัยกรรมแบบเอกสารลับเสร็จจะเก็บไว้ที่อำเภอ หรือผู้ทำพินัยกรรมประสงค์ขอรับไปก็ได้ ในกรณีเช่นนี้นายอำเภอจะให้ผู้ทำพินัยกรรมลงลายมือชื่อรับในสมุดทะเบียน
หากบุคคลผู้เป็นทั้งใบ้ และหูหนวก หรือผู้ที่พูดไม่ได้ มีความประสงค์จะทำพินัยกรรมเป็นเอกสารลับก็สามารถทำได้ โดยให้ผู้นั้นเขียนด้วยตนเองบนซองพินัยกรรมต่อหน้านายอำเภอ และพยานอย่างน้อย 2 คน ว่าพินัยกรรมที่ผนึกนั้นเป็นของตน แทนการให้ถ้อยคำ
การขูดลบ ตก เติม หรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงอย่างอื่นซึ่งพินัยกรรมแบบเอกสารลับ ผู้ทำพินัยกรรมจะต้องลงลายมือชื่อกำกับไว้ในส่วนที่ทำการแก้ไข แล้วนำพินัยกรรมนั้นไปแสดงต่อกรมการอำเภอตามขั้นตอนในข้อ 2 – 4

5. พินัยกรรมด้วยวาจา (ม.1663)
แบบของพินัยกรรมแบบสุดท้ายได้แก่ พินัยกรรมด้วยวาจา การจะทำพินัยกรรมด้วยวาจาให้มีผลบังคับได้ตามกฎหมายจะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด มิเช่นนั้นพินัยกรรมด้วยวาจานั้นจะตกเป็นโมฆะ ดังนี้
1. ผู้ทำพินัยกรรมไม่สามารถทำพินัยกรรมแบบอื่นได้ และ
2. ผู้ทำพินัยกรรมตกอยู่ในพฤติการณ์พิเศษ เช่น
– ตกอยู่ในภยันตรายใกล้ความตาย เช่น ประสบอุบัติเหตุ เรืออับปาง โดยไม่จำเป็นต้องได้รับอันตราย
– เวลามีโรคระบาด กฎหมายใช้ถ้อยคำว่า “เวลามีโรคระบาด” ซึ่งหมายความว่า ไม่จำเป็นที่ผู้ทำพินัยกรรมต้องติดโรคระบาดแล้ว แม้จะยังไม่ติดโรค แต่อยู่ในสถานการณ์ที่มีโรคระบาดก็สามารถที่จะทำพินัยกรรมด้วยวาจาได้ ซึ่งคำว่า “โรคระบาด” หมายถึง โรคที่สามารถติดต่อได้ง่าย และเป็นอันตรายถึงความตายได้ เช่น ไข้หวัดนก เป็นต้น
– เวลามีสงคราม ซึ่งหมายถึงสถานการณ์ในขณะนั้นว่ากำลังมีการทำสงคราม โดยผู้ทำพินัยกรรมไม่จำเป็นต้องทำการรบด้วย

ขั้นตอนการทำพินัยกรรมด้วยวาจา
1. ผู้ทำพินัยกรรมแสดงเจตนากำหนดข้อพินัยกรรมต่อหน้าพยานอย่างน้อย 2 คน ซึ่งอยู่พร้อมกัน ณ ที่นั้น
2. พยานทั้งหมดต้องไปแสดงตนต่อนายอำเภอโดยมิชักช้า และแจ้งให้นายอำเภอทราบถึงข้อความเหล่านี้
– ข้อความที่ผู้ทำพินัยกรรมได้สั่งไว้ด้วยวาจา
– วัน เดือน ปี สถานที่ที่ทำพินัยกรรม
– พฤติการณ์พิเศษที่ขัดขวางมิให้สามารถทำแบบอื่นได้
3. ให้นายอำเภอจดข้อความที่พยานแจ้งไว้ และพยานทั้งหมดนั้นต้องลงลายมือชื่อ ถ้าลงลายมือชื่อไม่ได้จะลงลายพิมพ์นิ้วมือ โดยมีพยานลงลายมือชื่อรับรอง 2 คนก็ได้
ความสมบูรณ์แห่งพินัยกรรมด้วยวาจานี้ย่อมสิ้นไป เมื่อพ้นกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่เวลาผู้ทำพินัยกรรมกลับมาสู่ฐานะที่จะทำพินัยกรรมตามแบบอื่นที่กฎหมายกำหนดไว้

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *