สะกดลูกค้าทางธุรกิจให้เป็นมิตรแท้ไปนานๆ

สะกดลูกค้าทางธุรกิจให้เป็นมิตรแท้ไปนานๆ
Post Today – ในโลกแห่งการแข่งขันของแวดวงธุรกิจ และการค้าทุกวันนี้ ถือเป็นเรื่องดี และน่าพึงพอใจมิใช่หรือหากกลุ่มลูกค้า หรือคู่ค้าทางธุรกิจที่เราติดต่องานด้วย ทำธุรกิจกับเรานานๆ มองแต่องค์กรของเรา ไม่ชายตามององค์กรคู่แข่งเลย หรือแม้แต่ในกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจรายย่อยเองก็ตาม เราคงจะยิ้มแก้มปริเป็นแน่แท้ทีเดียวเชียวล่ะ ถ้าลูกค้าอยู่กับเรานานๆ มาหาเราบ่อยๆ จนบริษัทข้างๆ แอบค้อนใส่เราบ่อยๆ พวกเขาไม่ยอมไปเคาะประตูออฟฟิศของคู่แข่งของเราเลย เป็นแบบนี้ ขอปรบมือให้ ที่คุณทำให้คู่ค้าทางธุรกิจติดหนึบเป็นตังเม อยู่กับคุณได้นานแสนนาน
วันนี้ เรามีหลักการปฏิบัติตัวอย่างง่ายๆ ที่จะทำให้คู่ค้าทางธุรกิจอยู่กับคุณได้นานๆ ขอบอกว่า ง่ายมาก แถมคุณไม่ต้องใช้ไสยศาสตร์หรือมนต์ดำใดๆ เข้าช่วยอีกด้วย ที่คุณทำได้เพราะฝีมือล้วนๆ มาเริ่มต้นจากหลักการอย่างแรกกันเลย
ซื้อ “ใจ” คู่ค้า
ไม่ต้องใช้เงินซื้อ เพราะสำหรับเรื่องใจแล้ว คุณต้องมีใจที่ใสซื่อบริสุทธิ์กับคู่ค้าทางธุรกิจเสียก่อน ทำแบบนี้แล้ว คุณถึงจะได้ใจเขากลับคืนมา วิภาวี คอมันตร์ เจ้าของธุรกิจด้าน Lifestyle Mall แห่งหนึ่งในย่านสนามบินสุวรรณภูมิ เล่าประสบการณ์การทำงานกับลูกค้าให้ฟังในฐานะที่เธอเป็นผู้ประกอบการว่า เธอทำพื้นที่แห่งหนึ่ง ในย่านสุวรรณภูมิ และเปิดให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้ามาเช่า
“เราจะมีพื้นที่ส่วนหนึ่ง และเปิดโอกาสให้ลูกค้าเข้ามาเช่าพื้นที่ในโครงการ ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจในเบื้องต้นก่อนว่า ในการดิวงานกับลูกค้า เราจะต้องพูดแต่เรื่องจริง ทุกอย่างที่เราพูดต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริง พูดแล้ว เราต้องลงมือทำให้เห็นเป็นจริงเป็นจังด้วย”
วิภาวีเล่าด้วยว่า ไม่ควรจะใช้นโยบาย “ฮาร์ด เซล” จนเกินไป ไม่ใช่คิดแต่ว่า เราจะขายของอย่างเดียว ถ้าเราให้ข้อมูลที่เป็นจริง ลูกค้าจะเชื่อถือเรา เพราะเรามีเหตุผลที่จับต้องได้ ส่วนตัวแล้วเธอต้องการให้ลูกค้าอยู่ด้วยนานๆ
“จริงๆ แล้วมันเป็นการทำสัญญาระยะยาวถึง 10 ปี อยากให้อยู่กันแบบครอบครัว เป็นความต่อเนื่องในระยะยาว ต้องคิดด้วยว่า เขามาเช่าพื้นที่อยู่กับอาคารของเราได้ไหม พวกเขาทำธุรกิจอะไรกันบ้าง จะอยู่ที่นี่ได้ไหม ต้องคิดไกลๆ ด้วยเวลาจะรับกลุ่มลูกค้ามา เราเองก็พยายามจะสกรีนด้วยว่า เขาเหมาะกับธุรกิจที่นี่ไหม เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของผู้คนในพื้นที่นี้หรือเปล่า ถ้าเรามองดูแล้ว เขาต้องการมาเช่าพื้นที่ของเราก็จริง แต่ธุรกิจของเขาอาจไม่ค่อยเหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคนที่นี่ เขาจะอยู่ยากลำบากในภายภาคหน้า ก็จะบอกเขาไปตรงๆ ว่า พื้นที่ย่านอื่นน่าจะเหมาะกับเขามากกว่า”
เรื่องอื่นๆ ที่นักธุรกิจสาวให้ความสำคัญก็เช่น ต้องเน้นความซื่อสัตย์ และความจริงใจกับลูกค้า “ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเรามีธุรกิจร้านขายกาแฟ มาเซ็นสัญญาเช่าพื้นที่กับเราแล้ว ถ้ามีอีกเจ้าหนึ่งมาเปิดธุรกิจหลัก ขายกาแฟเหมือนกัน เราก็จะไม่เซ็นสัญญาด้วย ไม่อยากให้มาขายแข่งกับลูกค้าคนก่อนของเรา หรืออย่างเรื่องค่าเช่า เราก็จะดูตามความเหมาะสม ไม่ได้เก็บแพงมากนัก” วิภาวี กล่าว
เชื่อมความสัมพันธ์
เช่นเดียวกับที่ นีรนาท เผ่าสวัสดิ์ นักการตลาดและประชาสัมพันธ์ จากบริษัท แบรนด์เด็ด ดิ เอเจนซี่ ผู้มีประสบการณ์ทำงานด้านพีอาร์และเอเยนซีมานาน ดึงประสบการณ์บางส่วนในชีวิตมาบอกเล่าว่า สิ่งสำคัญสุดเลยคือความจริงใจ ที่เราให้กับลูกค้า “ในฐานะที่ทำงานด้านพีอาร์ และเอเยนซีมา มองว่า สิ่งสำคัญที่จะทำให้ลูกค้าอยู่กับเราได้นานๆ ก็คือเราต้องให้การบริการกับลูกค้าเป็นอย่างดี นอกจากเรื่องงานแล้ว ก็ควรจะต้องมีการเชื่อมความสัมพันธ์กับลูกค้าควบคู่กันไปด้วย เอเยนซีกับลูกค้า ก็เปรียบเหมือนคนเป็นแฟนกัน เราต้องค่อยๆ ปรับตัวเข้าหากัน อยู่ๆ กันไปต่างคนก็จะเรียนรู้ในความชอบของอีกฝ่ายหนึ่ง บางคนก็เปรียบลูกค้าเหมือนเพื่อนของเรา”
เขาแนะนำว่า อย่างการที่เราเปรียบเทียบลูกค้า และเอเยนซีเป็นแฟนกันนั้น ก็เปรียบได้กับว่า เมื่อคนสองคนแต่งงานกันไปแล้ว เราก็ต้องเรียนรู้ ที่จะต้องบริหารเสน่ห์ด้วย ซึ่งการบริหารเสน่ห์ในที่นี้หมายถึงการบริการเรื่องงานที่ดี มีความซื่อสัตย์ เป็นคนตรงไปตรงมา “เราต้องมีความรู้ที่เพียงพอ และ “รสนิยม” ก็เป็นปัจจัยสำคัญ ทำให้ลูกค้าอยู่กับเราได้นานๆ โดยทั่วไปแล้ว ในการร่วมงานกันครั้งแรก ถ้าลูกค้าพอใจเรา และไว้ใจเรา ก็จะไว้ใจแบบนี้ตลอดไป อย่างที่เปรียบให้ฟังว่าเอเยนซีกับลูกค้าเปรียบเหมือนแฟนกัน เพราะฉะนั้น ก็อาจจะมีเลิกรากันได้ เป็นเรื่องธรรมดา แต่ก่อนจะไปถึงจุดตรงนั้น เราก็ต้องค่อยๆ ดู และเรียนรู้กันไปนานๆ เรื่องกระทบกระทั่งกัน ก็ย่อมมีบ้างเป็นเรื่องธรรมดา และที่อยากฝากไว้คือในการทำงานเราไม่ควรสร้างความประมาทให้ตัวเอง” ชายหนุ่ม กล่าว
อย่าหายใจเข้าออก เป็น “งาน” ตลอดเวลา
รู้สึกเหนื่อยเหมือนกันนะ ถ้าหายใจเข้าก็ “งาน” หายใจออกก็ “งาน” (อีกแล้ว) มองในแง่ของการเอาใจเขา มาใส่ใจเรา จะพบว่า คู่ค้า หรือลูกค้าของเราเอง ก็คงไม่ปลื้มเหมือนกัน ที่วันๆ เราเอาแต่คุยเรื่องงานกับเขาตั้งแต่เก้าโมงเช้ายันสามทุ่ม มาร์คธนพ เอี่ยมอมรพันธ์ ทายาทแฟรงค์ส จิวเวลรี่ ให้คำแนะนำว่า การสร้างคอนเนกชันเป็นสิ่งสำคัญ เป็นอีกหนึ่งปัจจัย ทำให้คู่ค้าทางธุรกิจอยู่กับเราได้นานๆ ขณะเดียวกัน เราเองก็ต้องมีความจริงใจ พยายามรักษาสัมพันธภาพกับลูกค้าไว้ให้ดี อาจจะหาเวลาออก ไปรับประทานอาหารเที่ยง หรืออาหารค่ำด้วยกันบ้างตามความเหมาะสม ต้องให้เกียรติกัน และต้องพูดจาภาษาเดียวกัน และที่สำคัญคือ สื่อสารเข้าใจตรงกัน
“อีกอย่างหนึ่งที่ผมยึดมั่นคือ เราไม่ค้ากำไรเกินควร อย่างตอนนี้ผมมีโปรดักส์ที่เป็นนาฬิกา และเพชร เรายึดหลักไม่ค้ากำไรเกินควร ผมก็จะบอกเขาไปตรงๆ ว่า ผมรับมาเท่านี้นะ ในราคาขั้นต่ำของผมเป็นเท่านี้ ผมขอเพิ่มไปกี่เปอร์เซ็นต์ ก็จะบอกไปตรงๆ ส่วนใหญ่ ไม่มีปัญหาลูกค้ารับได้ ผมคิดว่า การบอกไปตรงๆ เป็นเรื่องที่ดี อีกอย่างหนึ่งคือ เราต้องมีความซื่อสัตย์ให้มากที่สุด ถ้ามีเวลาว่าง ก็ควรจะหาเวลาออกไปทำกิจกรรมร่วมกันบ้าง เช่นหาเวลาออกไปรับประทานอาหารด้วยกัน” ธนพ กล่าว
นักธุรกิจชื่อดังบอกด้วยว่า เขาเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่งของฝรั่งที่เขียนไว้ว่า 80% ของการทำธุรกิจเกิดขึ้นที่สนามกอล์ฟ หรือแม้แต่บนโต๊ะรับประทานอาหารค่ำ
“เราควรหมั่นหาเวลาไปเยี่ยมเยียนลูกค้าบ้าง ถ้าไม่มีเวลาไปเยี่ยมด้วยตัวเอง ก็อาจใช้วิธีโทรศัพท์ไปทักทายก็ได้ รวมถึงการใช้อีเมลด้วย ยิ่งที่บริษัทนั้นๆ มีนิตยสารที่เผยแพร่ข้อมูลขององค์กรด้วยก็จะดีมาก จะได้มีการอัพเดตข้อมูล ข่าวสาร ขององค์กรให้กับลูกค้าได้ โดยการส่งนิตยสารไปให้เขา นอกจากนี้ บริษัทของเราควรจะต้องมีการจัดทำฐานข้อมูลของลูกค้าไว้ด้วย และควรจัดทำ Ranking จัดลูกค้าออกเป็นแต่ละกลุ่มด้วย ทำเป็นฐานข้อมูลลำดับของลูกค้าให้ชัดเจน สำหรับผมอุปสรรคในการทำธุรกิจแทบไม่ค่อยมี เพราะผมยึดหลักการทำแต่สิ่งที่ดี และสิ่งสำคัญสุดเลยคือมีความซื่อสัตย์ และจริงใจ”
สนิทกับ คู่ค้าลูกค้า แต่พองาม
ปิดท้ายกันที่ ฉันฑิต สว่างเนตร เจ้าของร้านอาหาร Mokka (since 1964) ย่านหลังสวน แสดงความคิดเห็นในฐานะผู้ประกอบการว่า ส่วนตัวแล้วเขาคิดว่า การที่จะทำให้ลูกค้ามานั่งที่ร้านเราบ่อยๆ และนึกถึงเราเสมอ สิ่งสำคัญอย่างแรกเลยก็คือ เราต้องทำให้คุณภาพของสินค้าในร้านคงที่อยู่ตลอดเวลา ต้องมองให้ออกว่า อะไรที่เป็นของอร่อย และของดี ที่จะทำให้ลูกค้าแวะเวียนมาที่ร้านเราบ่อยๆ
“นอกจากนี้ เราต้องให้ความสนิทสนมกับลูกค้าด้วย แต่ต้องเป็นความสนิทสนม ที่อยู่ในกรอบที่เหมาะสม ไม่ละลาบละล้วงเรื่องส่วนตัวของลูกค้า สร้างบรรยากาศให้เป็นเหมือนเพื่อนคุยกัน เพื่อลดความเกร็งกับลูกค้า ไม่ใช่ลูกค้ามาร้านเราแล้ว เกิดความรู้สึกเกร็งไปหมด อันนี้ก็จับไม่ได้ หรือจะนั่งตรงนี้ก็ต้องระวัง เดี๋ยวข้าวของในร้านจะแตกหรือได้รับความเสียหาย อย่าลืมว่าบรรยากาศในร้านต้องดีและอบอุ่นด้วย ผมจะเทรนด์ด้านการบริการกับลูกน้องในร้านว่า อยากให้ลูกน้อง นึกถึงตัวเราเป็นหลัก ถามตัวเองว่า เราอยากได้รับการบริการ และอยากได้รับความรู้สึกเช่นไร ในทางกลับกันลูกค้าก็อยากได้รับความรู้สึกแบบนี้เช่นเดียวกัน เราต้องเข้าใจว่าลูกค้ามาร้านเรา เขาเสียเงินไปแล้ว ก็ย่อมมีการคาดหวังว่าจะได้รับการบริการที่ดี และอาหารอร่อย เราต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ให้มาก” ฉันฑิตกล่าวจากประสบการณ์ตรง

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *