สอบภาษาอังกฤษผ่านเกณฑ์…ใช่จะเรียนต่อต่างประเทศได้

สอบภาษาอังกฤษผ่านเกณฑ์…ใช่จะเรียนต่อต่างประเทศได้
 
วันที่ : 11 มีนาคม 2551 นิตยสาร/หนังสือพิมพ์ : การศึกษาอัพเกรด
 
           การศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาในต่างประเทศโดยเฉพาะกลุ่มมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก ได้รับความสนใจจากนักเรียนไทยมาโดยตลอด ในทุก ๆ ปีมีนักเรียนไทยจำนวนไม่น้อยเตรียมพร้อมในเรื่องงบประมาณ ทุนการศึกษา และความรู้เกี่ยวกับประเทศที่ต้องการไปศึกษาต่อ เงื่อนไขสำคัญประการหนึ่งของการรับนักศึกษาของมหาวิทยาลัยในต่างประเทศที่สำคัญคือ ภาษา โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ เพราะส่วนใหญ่นักศึกษาไทยมักศึกษาในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางในการศึกษาต่อ
 
           ถึงแม้ว่านักศึกษาผ่านการสอบวัดระดับทักษะภาษาได้ตามมาตรฐานที่มหาวิทยาลัยในต่างประเทศกำหนด แต่ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถเรียนด้วยการใช้ภาษาต่างประเทศได้ดีพอ นักศึกษาจำนวนไม่น้อยพบว่ายังต้องเผชิญกับอุปสรรคในเรื่องของภาษาอย่างมาก
 
           ตัวอย่างผลการศึกษาของนักวิชาการในสหราชอาณาจักร สะท้อนให้เห็นว่านักศึกษาต่างชาติจำนวนไม่น้อยที่เข้ามาเรียนในสหราชอาณาจักร มีทักษะภาษาอังกฤษในระดับที่ไม่เพียงพอต่อการศึกษาระดับอุดมศึกษา
 
           นักวิชาการท่านนี้คือ ศาสตราจารย์วิฟ เอ็ดเวิร์ด (Viv Edwards) ผู้อำนวยการศูนย์ National Centre for Language and Literacy มหาวิทยาลัยเรดดิ่ง (University of Reading) กล่าวว่า มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่รับนักศึกษาต่างชาติที่มีคะแนนการวัดผลภาษาอังกฤษนานาชาติ (International English Language Testing System: IELTS) ตามมาตรฐานขั้นต่ำ หรือ 6.5 – 7 คะแนน ซึ่งไม่เพียงพอต่อการเรียนในมหาวิทยาลัย โดย ศ.เอ็ดเวิร์ด จัดประชุมระดมความคิดเห็นเฉพาะกลุ่ม โดยศึกษาในกลุ่มอาจารย์มหาวิทยาลัยที่สอนนักศึกษาจีนระดับปริญญาตรีและระดับปริญญาโทขึ้นไป อาจารย์ส่วนใหญ่เห็นว่า แม้นักศึกษาที่มีคะแนน IELTS ตามมาตรฐานขั้นต่ำ แต่อาจไม่มีความพร้อมในการเรียนระดับมหาวิทยาลัยได้ เนื่องจากอุปสรรคด้านภาษาเป็นปัญหาหลัก
 
           ปัจจุบันมีนักศึกษาจีนเข้ามาศึกษาต่อมหาวิทยาลัยในสหราชอาณาจักรจำนวนมาก องค์การสถิติด้านการอุดมศึกษา (Higher Education Statistic Agency: HESA) ได้เรียงลำดับมหาวิทยาลัยที่มีจำนวนนักศึกษาจีนมากที่สุด 10 อันดับแรก ช่วงปี 2005-2006 ดังนี้ มหาวิทยาลัยวอร์ริก (University of Warwick) จำนวน 1,480 คน มหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ (University of  Manchester) จำนวน 1,460 คน มหาวิทยาลัยลัฟเบรอะ (Loughborough University) จำนวน 1,375 คน มหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม (University of Birmingham) จำนวน 1,285 คน มหาวิทยาลัยเฮิร์ทฟอร์ดเชียร์ (University of Hertfordshire) จำนวน 1,285 คน มหาวิทยาลัยนอตติงแฮม (University of Nottingham) จำนวน 1,175 คน มหาวิทยาลัยเซ็นทรัล แลนคาเชียร์ (University of Central Lancashire) จำนวน 1,090 คน มหาวิทยาลัยลีดส์ (University of Leeds) มหาวิทยาลัยซันเดอร์แลนด์ (University of Sunderland) และมหาวิทยาลัยเชฟฟิลด์ (University of  Sheffield) มีจำนวน 985 คน 975 คน และ 950 คน  ตามลำดับ ซึ่งมีจำนวนมากที่ทักษะภาษาอังกฤษมีปัญหา
 
           การที่นักศึกษามีปัญหาทักษะภาษาอังกฤษเช่นนี้ ย่อมเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการทำผลงานวิชาการที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะนักศึกษาระดับปริญญาโทขึ้นไป ในการวิจัยของ ศ.เอ็ดเวิร์ด ได้สอบถามความคิดเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก (External examiner) ที่เข้ามาตรวจวิทยานิพนธ์นักศึกษา ยังพบว่า ทักษะการเขียนภาษาอังกฤษของนักศึกษาอ่อน แม้หัวข้อวิทยานิพนธ์น่าสนใจก็ตาม อีกทั้ง ไม่สามารถหาประเด็นหลักของเรื่อง และบอกไม่ชัดว่าส่วนใดของวิทยานิพนธ์เล่มนี้เป็นผลงานวิจัยของคนอื่น หรือส่วนใดเป็นผลการศึกษาของนักศึกษาเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่มหาวิทยาลัยในสหราชอาณาจักรให้ความสำคัญมาก
 
           ผลการศึกษานี้ตีพิมพ์ในนิตยสาร Race, Ethnicty and Education เมื่อตุลาคม ค.ศ. 2007 หัวข้อ “Uneven playing field or falling standards: Chinese students’ competence in English” ซึ่งบทความเรื่องนี้มีคำกล่าวที่ว่า “7 คะแนน ไม่ได้หมายความว่าจะเรียนปริญญาเอกได้” (7 doesn’t mean you can do a PhD) จากผลการศึกษาวิจัย ศ. เอ็ดเวิร์ด เสนอว่า ควรเพิ่มมาตรฐานภาษาอังกฤษของนักศึกษาต่างชาติให้สูงขึ้น เพื่อพร้อมที่จะเรียนในมหาวิทยาลัยได้
 
           ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นกับนักศึกษาไทยและนักศึกษาเกาหลีเช่นเดียวกัน เมื่อต้นปี 2007 มีงานวิจัยของ ดร.บอบ เบอร์เรลล์ (Dr.Bob Birrell) ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยประชากรและเมือง (Centre for Population and Urban Research) มหาวิทยาลัยมอแนช (Monash University) ที่พบว่า บัณฑิตต่างชาติ ที่จบจากมหาวิทยาลัยในออสเตรเลีย มีทักษะภาษาอังกฤษที่ไม่เพียงพอสำหรับการทำงานในออสเตรเลีย และพบว่านักศึกษาต่างชาติที่เข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยในออสเตรเลียมีทักษะภาษาอังกฤษไม่เพียงพอด้วย จากการทดสอบทักษะภาษาอังกฤษของบัณฑิตต่างชาติ 12,000 คน พบว่า ส่วนใหญ่มีทักษะภาษาอังกฤษในระดับไม่เชี่ยวชาญ โดยบัณฑิตชาวไทยและเกาหลีมากกว่าร้อยละ 50 มีทักษะภาษาอังกฤษอยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำ นั่นหมายความว่า ก่อนเข้ามาศึกษาต่อ นักศึกษาไทยและเกาหลีมีทักษะภาษาอังกฤษในระดับไม่ดี แม้มีผลสอบ IELTS จะเป็นไปตามมาตรฐานขั้นต่ำ (5 คะแนน) ที่ทางมหาวิทยาลัยกำหนดแล้วก็ตาม ดร.เบอร์เรลล์ เห็นว่า ควรเพิ่มคะแนนมาตรฐานขั้นต่ำผลสอบ IELTS ของนักศึกษาต่างชาติที่เข้ามาศึกษาในออสเตรเลีย จาก 5 คะแนน เป็น 6 คะแนน
 
           มหาวิทยาลัยที่นักศึกษาต่างชาตินิยมเข้าเรียน ส่วนใหญ่อยู่ในประเทศที่มีภาษาอังกฤษเป็นภาษาทางการ ซึ่งประเทศที่ได้รับความนิยมมาก ได้แก่ สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย แต่พบว่า นักศึกษาจำนวนมากมีปัญหาการใช้ภาษาอังกฤษ ขณะที่การเรียนในมหาวิทยาลัยมีระดับความยากของภาษาเพิ่มขึ้น นักศึกษาต้องทำความเข้าใจในสิ่งที่อาจารย์สอนและเนื้อหาในหนังสือต่างประเทศ (Textbook) ให้ลึกซึ้ง ดังนั้น แม้จะมีผลสอบ IELTS ตามมาตรฐานขั้นต่ำก็ไม่ได้หมายความว่านักศึกษาจะเรียนได้ดี
 
           ดังนั้น ก่อนเข้าศึกษาต่อต่างประเทศ นักศึกษาไทยควรเตรียมตัวด้านภาษามาเป็นอย่างดี ไม่เพียงแต่ภาษาอังกฤษเท่านั้น แต่รวมถึงภาษาต่างประเทศอื่นด้วย ดังตัวอย่างของ “โครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน” หรือ “ทุนการศึกษาเพื่อพัฒนาท้องถิ่น” (เปลี่ยนชื่อในรัฐบาล พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์) เป็นตัวอย่างที่ทำให้เห็นว่า หากนักศึกษาไม่มีความพร้อมด้านภาษาอย่างดีจะเกิดปัญหาในการศึกษาต่อได้ โดยพบว่าเด็กทุนในโครงการต่างประสบปัญหาการใช้ชีวิตและการเรียน จากผลสำรวจผลการเรียนของนักเรียนทุนรุ่น 1 ทั้ง 321 คน พบว่า นักเรียนทุนในประเทศแถบยุโรปมีปัญหาการเรียนมากกว่าในแถบเอเชีย อาทิ ประเทศออสเตรีย มีนักเรียนทุน 10 คน ประเทศสเปน 11 คน โดยพบว่าทั้ง 21 คน อยู่ในภาวะย่ำแย่ ประเทศฝรั่งเศสมีนักเรียนทุน 137 คน มีเพียง 16 คน ที่มีผลการเรียนดีเด่น ส่วนใหญ่ 91 คน อยู่ระดับปานกลาง อีก 20 ราย อยู่ในภาวะย่ำแย่ ขณะที่ในจีนและญี่ปุ่นพบปัญหาน้อยมาก ผศ.อัครา อัครนิธิ สถาบันภาษาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์สาเหตุปัญหาการเรียนของนักเรียนทุนในประเทศแถบยุโรปไว้ว่า เนื่องจากความยากของภาษา สภาพแวดล้อม และวัฒนธรรม ผู้คนอยู่แบบตัวใครตัวมัน เย็นชา และไม่พูดภาษาอังกฤษ เด็กจึงปรับตัวลำบาก ทั้งการใช้ชีวิตและการเรียน อีกทั้ง การเรียนในมหาวิทยาลัยต้องใช้ Textbook ซึ่งใช้ภาษายาก จึงลำบากสำหรับเด็กที่มีพื้นฐานภาษาไม่ดี
 
           ดังนั้น นักศึกษาที่ประสงค์จะไปเรียนต่อยังต่างประเทศ จำเป็นต้องพัฒนาทักษะภาษาต่างประเทศเป็นอย่างดี ไม่ควรคิดว่าจะไปเรียนเพิ่มที่ต่างประเทศเท่านั้น เพราะอาจเรียนไม่ทัน เนื่องจากโดยปกติมหาวิทยาลัยในต่างประเทศจะเรียนแบบลงลึกในเนื้อหาวิชาการ หากพื้นฐานภาษาต่างประเทศของนักศึกษาไม่ดีตั้งแต่แรกย่อมเกิดปัญหาตามมาดังที่กล่าวมาข้างต้น ทางออกอีกทางหนึ่งคือการเพิ่มระยะเวลาการไปเรียนภาษาเพิ่มเติมให้เพียงพอ ก่อนเข้าเรียนในระบบการเรียนปกติ
 

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *