สอนการโค้ชด้วยการโค้ช Coaching how to coach

สอนการโค้ชด้วยการโค้ช Coaching how to coach
Post Today – “พี่ไปทำอะไรที่เวียดนามมาหรือคะ” เจี๊ยบ น้องสาวผมถาม …
“พี่ไปโค้ชเอ็มดีชาวฝรั่งเศสกับผู้จัดการชาวเวียดนามอีก 7 คน ใช้ชื่อว่า สอนการโค้ชด้วยการโค้ช”

“มันคืออะไรคะ”

“ในการทำงานร่วมกันเป็นทีมนั้น การติดต่อสื่อสารระหว่างสมาชิกด้วยกันนั้นไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะว่าเราแต่ละคนมีค่านิยมและความถนัดหรือพรสวรรค์ที่แตกต่างกัน วัตถุประสงค์ของการโค้ชในครั้งนี้ก็เพื่อรู้จักตัวตนที่แท้จริงของกันและกันในระดับปัจเจกบุคคล และเรียนรู้ว่าจะทำงานร่วมกันในแบบไหนที่จะทำให้แต่ละคนได้เป็นตัวของตัวเองให้มากที่สุด เพื่อที่จะได้ใช้จุดแข็งให้เต็มศักยภาพของแต่ละคน

ก่อนจะถึงวันโค้ช แต่ละคนจะได้หนังสือ เจาะจุดแข็ง ของ มาร์คัส บักกิงแฮม และ ดอน คลิฟตัน ผู้เรียนจะนำรหัสจากหนังสือแต่ละเล่ม เพื่อไปทำแบบสอบถามทางอินเทอร์เน็ต แล้วจะรู้พรสวรรค์ 5 ข้อจาก 34 ข้อของแต่ละคน แล้วเราจะใช้ข้อมูลนี้มาในการโค้ชกัน”

“แล้วเรื่องที่แต่ละคนมีค่านิยมที่แตกต่างกันละคะ”

“หลังจากที่มีการสร้างบรรยากาศด้วยการสลายพฤติกรรมแล้ว พี่ก็โชว์วิดีโอคลิป 6 นาที ที่มีตัวละคร 5 ตัว ผู้เรียนแต่ละคนจะถูกมอบหมายให้จัดลำดับความสำคัญว่าชอบคนไหนมากที่สุดไปหาน้อย

หลังจากนั้นจะให้เข้ากลุ่มแล้วให้จัดลำดับตามความเห็นของกลุ่ม เนื่องจากฉากที่ฉายนั้นค่อนข้างจะมีความก้ำกึ่ง ยากที่จะตัดสินใจว่าใครดีกว่ากัน ดังนั้น ตอนที่ให้แต่ละคนทำเดี่ยวนั้น 2-3 นาทีก็เสร็จ แต่พอให้มาทำเป็นกลุ่มเพื่อหามติเอกฉันท์ ปรากฏว่า 15 นาทีผ่านไป ยังไม่สามารถได้ข้อยุติ พี่จึงกำหนดกติกาในการตัดสินใจให้ หลังจากนั้นไม่ถึง 5 นาทีก็เสร็จ

แง่คิดจากกิจกรรมนี้ก็คือ หากเรารู้ว่าแต่ละคนมีค่านิยมอย่างไร เราก็สามารถจะเข้าใจเขามากขึ้น เพราะเราแต่ละคนให้คุณค่ากับแต่ละเรื่อง และในแต่ละสถานการณ์ไม่เหมือนกัน”

“แล้วพวกเขาจะรู้จักค่านิยมของแต่ละคนได้อย่างไรละคะ”

“พี่เตรียมลิสต์รายการค่านิยมไว้ให้ 100 ข้อ แล้วก็มีคำถามช่วยกระตุ้นความคิดให้ชุดหนึ่ง หลังจากนั้นก็ให้แต่ละคนใช้เวลาราว 15 นาที ระบุค่านิยมของตนมา

จากนั้นก็ขึ้นกระดาน และนำเสนอทีละคน

เมื่อจบทีละคนแล้ว ก็จะพบว่ามีคล้ายและต่างกัน พวกเขาจะถูกมอบหมายให้ทำงานเป็นกลุ่ม เพื่อระดมความคิดเป็นค่านิยมของทีมงานประมาณ 8 ข้อ เพื่อนำกลับไปประยุกต์ใช้ในที่ทำงานของพวกเขาต่อไป”

“ถึงตอนนี้ก็คงกินเวลาครึ่งวันเช้าไปแล้วใช่ไหมคะ”

ผมพยักหน้า “ในตอนบ่าย พี่แจกสรุปหนังสือ เจาะจุดแข็ง ซึ่งสรุปประเด็นหลักมาให้เขาอ่าน เหลือเพียงแค่ 3 หน้า แน่นอนหนังสือ 1 เล่ม เหลือ 3 หน้า คงจะต้องมีคำถามบ้าง เลยให้แต่ละกลุ่มระบุคำถามออกมา หลังจากนั้นพี่ก็ตอบคำถาม จนกระทั่งเขาเข้าใจในแนวคิดพอสมควร

แล้วก็มาถึงการโค้ชกันเป็นรายบุคคล

ในหนังสือจะมีบทที่เรียกว่า ทีละคน โดยที่จะมี 34 พรสวรรค์ ซึ่งแต่ละพรสวรรค์จะมีเมนูบอกไว้ว่าคนอื่นจะติดต่อ สื่อสาร มอบหมายงาน สอนงาน จูงใจ คนที่มีพรสวรรค์นั้นๆ อย่างไร โดยในเมนูแต่ละหน้าจะมีแนวทาง 6-8 ข้อ

แต่ละคนจะอ่านวิธีบริหารพรสวรรค์ข้อของตนเองให้เพื่อนฟัง พี่ก็จะคอยช่วยอำนวยความคิดด้วยการตั้งคำถาม ขอให้เขายกตัวอย่างในแต่ละเรื่อง เพื่อให้เพื่อนร่วมทีมเห็นภาพ

ตัวอย่างเช่น ชนะหนึ่งในทีมงานของพี่เขามีพรสวรรค์ 5 ข้อ คือ เป้าหมายชัดเจน ระมัดระวัง ช่างวิเคราะห์ มุ่งมั่นความเป็นเลิศ และนักริเริ่มทำงาน

พอเปิดมาที่เมนูหน้า เป้าหมายชัดเจน ก็จะมีแนวทางให้ว่า

– ตั้งเป้าหมายที่มีกำหนดเวลา จากนั้นปล่อยให้คนผู้นี้หาวิธีการทำงานให้สำเร็จ เขาทำงานได้ดีที่สุดเมื่อเขาสามารถควบคุมเหตุการณ์ในการทำงาน

– อย่าคาดว่าเขาจะรับรู้ความรู้สึกของผู้อื่นอยู่เสมอ เพราะการทำงานของตนให้สำเร็จนั้น มักจะสำคัญกว่าความรู้สึก ถ้าเขามีพรสวรรค์ด้านความเห็นอกเห็นใจด้วย ก็แน่นอนว่าผลกระทบนี้จะลดลง อย่างไรก็ดี ให้ตระหนักอยู่เสมอว่าเขาอาจเหยียบย่ำความรู้สึกของผู้อื่นในขณะที่ก้าวไปสู่เป้าหมาย

– เขาไม่ชอบสถานการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เพื่อจัดการเรื่องนี้ ควรอธิบายความเปลี่ยนแปลงด้วยภาษาที่เขาเข้าใจ เช่น พูดถึงความเปลี่ยนแปลงว่ามีเป้าหมายใหม่ และตัววัดความสำเร็จแบบใหม่ คำศัพท์เช่นนี้ทำให้การเปลี่ยนแปลงมีแนวทางและจุดมุ่งหมาย ซึ่งเป็นวิธีที่เขาคิดจนเป็นธรรมชาติของเขาเอง

คราวนี้หากลองมาเปรียบเทียบกับของพี่ดู พี่มีพรสวรรค์ 5 ข้อ คือ สร้างสัมพันธ์ เห็นอกเห็นใจ ข้อมูล นักพัฒนา และความเกี่ยวข้องเชื่อมโยง

หากดูที่เมนูของคนที่แกร่งด้านสร้างสัมพันธ์

– บอกคนผู้นี้ตรงๆ ว่า คุณใส่ใจในตัวเขา สำหรับเขาแล้วคำพูดเช่นนี้ไม่น่าจะฟังดูไม่เหมาะสม เขาน่าจะรู้สึกยินดี เขาจัดชีวิตตามความสัมพันธ์อันใกล้ชิด ดังนั้น เขาอยากรู้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับเขาเป็นอย่างไร

หากดูที่เมนูของคนที่แกร่งด้านเห็นอกเห็นใจ

– ก่อนที่จะให้เขายอมรับมอบหมายงานที่สำคัญ ให้ถามเขาว่าเขาและคนอื่นรู้สึกอย่างไรเกี่ยวกับประเด็นที่เกี่ยวข้อง สำหรับเขาแล้ว อารมณ์เป็นปัจจัยที่สำคัญเท่าๆ กันกับปัจจัยอื่นๆ ซึ่งต้องนำเรื่องของความรู้สึกมาพิจารณาด้วยเสมอในตอนตัดสินใจ

เราจะเห็นได้ว่าพี่กับชนะนั้นมองสถานการณ์ด้วยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน หากเราไม่รู้ว่าแต่ละคนมีพรสวรรค์อย่างไร และมีวิธีการคิดแบบใดในแต่ละงานแล้ว เราก็มีโอกาสที่จะขัดแย้งกันในงานได้ง่ายๆ เพียงเพราะเรามองไม่เหมือนกัน

ในทางกลับกัน หากเราเข้าใจและรู้ว่าพรสวรรค์ของแต่ละคนเป็นอย่างไร และเราจะสื่อสารกับคนที่มีพรสวรรค์นั้นๆ อย่างไร ตามแนวทางในเมนูที่ให้ไว้ เราก็น่าจะร่วมงานกันได้ราบรื่นมากขึ้น”

“วิธีนี้มันเวิร์กจริงๆ หรือคะ”

“ผมทำการโค้ชให้เอ็มดีท่านนี้ 2 ปีก่อน ตอนที่ท่านเป็นผู้บริหารฝ่ายการขายและการตลาดในประเทศไทย ผมทำให้ทีมงานของท่านทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่นขึ้น พอท่านได้รับการโปรโมตให้มาเป็นผู้จัดการประจำประเทศเวียดนาม ท่านก็เลยให้ผมมาทำกับทีมงานใหม่ของท่าน

เมื่อผมทำจนสำเร็จไปแล้ว ผู้จัดการขายและการตลาดชาวเวียดนาม ก็ขอให้ผมมาทำให้กับทีมงานชาวเวียดนามในครั้งต่อไปอีก เจี๊ยบก็ลองคิดดูละกันว่ามันเวิร์กหรือไม่”

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *