สร้างแบรนด์ต้องมีองค์ความรู้

สร้างแบรนด์ต้องมีองค์ความรู้

บทความนี้ต่อจากตอนที่แล้วที่นำเสนอ เรื่องระบบบัญชี ชี้ชะตา

กรณีศึกษาของ บริษัท อุดมรัตนมณี 1989 จำกัด เอสเอ็มอีที่ออกแบบและรับจ้างผลิตจิวเวลรี่ส่งออกมากว่า 20 ปี มาต่อเป็นตอนที่สอง

ธีร์กรณ์ อุดมรัตนะมณี ชั้นปีที่ 2 เทอม 1 เอ็มบีเอ อิงลิชโปรแกรม คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทายาทรุ่นล่าสุดได้พูดถึงกรณีของการนำเอาแนวคิดจากการเรียนมาใช้และแนะนำว่า เรื่องของบัญชีจะเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญตัวหนึ่งเลยทีเดียว

ระบบบัญชีที่แยกประเภทได้ สามารถกำหนดแผนการตลาดที่ดี กำหนดกระบวนการผลิต และคำนวณสต๊อกสินค้าได้

ในตอนนี้สำหรับธุรกิจจิวเวลรี่ที่เดิมเป็นธุรกิจครอบครัว ดำเนินธุรกิจแบบรับจ้างผลิต และตลาดหลักคือการส่งออก มีการพลิกผันจากเดิมมาก ที่สำคัญก็คือมีแผนที่จะสร้าง แบรนด์ที่ชัดเจนมากขึ้น

และวางแผนธุรกิจได้ชัดเจนมากขึ้นด้วย

ธีร์กรณ์มองว่า แม้ไม่เรียนเอ็มบีเอก็สามารถที่จะดำเนินธุรกิจได้ แต่การเรียนช่วยนำเอาหลักการต่างๆ มาอุดช่องการทำธุรกิจที่ได้มองข้ามไป

ที่เห็นเด่นชัดที่สุดอีกเรื่องหนึ่ง คือ การวางแผนการเติบโตของบริษัทมาจากวิชาการสร้าง แบรนด์ ที่ผู้เรียนสามารถนำเอาข้อมูลที่มีอยู่ทั้งของสถาบันอัญมณีมาวิเคราะห์ร่วมกับตัวเลขส่งออกในแต่ละทวีปของบริษัท ทำให้สามารถกำหนดทิศทางในการสร้างแบรนด์ได้ จำแนกได้ดังนี้ คือ

1.กำหนดงบประมาณในการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ได้ จากเมื่อก่อนใช้วิธีตัดยอด งบประมาณจากยอดขายและกระจายลงไปในสื่อต่างๆ หรือเฉพาะทวีปหลักๆ แต่เมื่อนำตัวเลขที่ได้นำมาวิเคราะห์ ทำให้สามารถจัดงบประมาณ ในการประชาสัมพันธ์ตามภูมิภาคต่างๆ ได้ อย่างเหมาะสม

2.เรื่องของดีไซน์ จากเมื่อก่อนเน้นไปที่ตลาดอเมริกาเพียงอย่างเดียว ข้อมูลที่นำมาวิเคราะห์สามารถจัดกำลังการผลิต รวมทั้งออกแบบให้ตรงกลุ่มลูกค้าในแต่ละทวีปด้วย โดยไม่ได้ยึดเทรนด์หรือดีไซน์จากอเมริกาเพียงอย่างเดียว ซึ่งไม่สามารถจำหน่ายไปได้ทั่วโลกอย่างที่เข้าใจ เพราะแต่ละทวีปมีรสนิยมแตกต่างกัน

3.จากการวิเคราะห์และประเมินผล ช่วยให้การตัดสินใจมีหลักคิดมากขึ้น สามารถกำหนดตราสินค้าที่จะใช้ในแต่ละทวีปได้

4.จากเดิมขายสิทธิขาดให้กับลูกค้าไปเลย การสร้างแบรนด์ช่วยให้วิเคราะห์ปัจจัยต่างๆ และเริ่มดำเนินการ โดยปัจจุบันเริ่มมีตราสินค้าติดไปกับสินค้าที่จะส่งออกไปด้วย เพื่อให้ลูกค้าเอนด์ยูสเซอร์ได้รับทราบว่าสินค้ามาจากที่ไหน

รวมทั้งการวางแผนระยะยาวที่ช่วยให้ธุรกิจมั่นคงยิ่งขึ้น สำหรับเอสเอ็มอีไม่มีงบประมาณจำนวนมากเพื่อทุ่มตลาดใดตลาดหนึ่ง แนวทางก็คือหันมาพัฒนาความสัมพันธ์กับซัพพลายเออร์หรือลูกค้าค้าส่งมาสู่การเป็นพาร์ตเนอร์ทางธุรกิจอย่างลึกซึ้ง โดยพิจารณาจากลูกค้าที่มีความสัมพันธ์มาเป็นระยะเวลากว่า 20 ปี มาสู่การดีไซน์ ผลิตและทำตลาดร่วมกัน ในขั้นตอนนี้บริษัทสามารถคัดเลือกลูกค้าที่มีคุณสมบัติเหมาะสมได้ไม่ยาก จากเมื่อก่อนเป็นเพียงแค่ซื้อมาขายไป เพราะแทนที่ฝ่ายใดจะสั่งและอีกฝ่ายทำตาม มาสู่การช่วยกันคิด ช่วยกันทำ เพื่อให้ตรงกลุ่มลูกค้ามากขึ้น และที่สำคัญ รายได้ก็เพิ่มมากขึ้นด้วย

ดังนั้นการเติบโตของธุรกิจจึงต้องอาศัย ทั้งประสบการณ์จริงและหลักวิชาการที่จะช่วยจัดหมวดหมู่และพัฒนาแนวคิดไปในทิศทาง ที่ถูกต้อง

ที่มา : http://www.siaminfobiz.com/

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *