ศึกสื่อสารสู่การจัดการด้านเนื้อหา

ศึกสื่อสารสู่การจัดการด้านเนื้อหา
บริหารรัฐจัดการธุรกิจ : ธงชัย สันติวงษ์ คณะพาณิชยฯ ม.ธรรมศาสตร์ กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549

ต้องยอมรับว่า สภาพการบริหารของรัฐบาลที่ผ่านมา ดูจะสอบไม่ผ่าน และมีภาพติดลบจากการที่ยังมีกระแสคลื่นใต้น้ำ และการเดินเกมด้านการสื่อสารของอดีตนายกฯ ที่เคลื่อนไหวสร้างข่าวในประเทศเพื่อนบ้าน เรื่องนี้ประธานคมช. พล.อ.สนธิ ก็ออกมายอมรับ ตรงกับที่พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ว่าไว้คือ ทหารไม่ทันเกมการเมือง โดยเฉพาะการอ่อนด้านการสื่อสาร และประชาสัมพันธ์ ซึ่งเป็นเรื่องน่าเห็นใจ และเข้าใจได้ เพราะปัญหาที่ผ่านมา เป็นปัญหาใหญ่ที่ฝังลงลึก จนถือได้ว่าเป็นวิกฤติทีเดียว การแก้ไข นอกจากต้องใช้เวลาแล้ว ยังต้องมีการตั้งหลักก่อน แล้วต่อสู้กันด้วยยุทธศาสตร์ที่ตรงจุด และใช้แก้ต่างได้อย่างดีใน 2 ทางด้วยกัน คือ การสู้กันด้วยการบริหารจัดการ โดยเฉพาะในด้านเนื้อหา ทั้งโครงสร้างและระบบ แล้วตามติดด้วยการสู้กันด้วย การปรับการสู้กันในด้านการสื่อสารให้ดีขึ้น ปัญหาก็จะแก้ไขได้ และภาพลักษณ์กับการได้รับการสนับสนุนจากประชาชนจะคืนกลับมาได้

จนถึงวันนี้ ผมประเมินว่ารัฐบาลที่เข้ามาแก้วิกฤติโดยการนำของนายกฯ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้เดินมาถูกทางแล้ว โดยเฉพาะในด้านบทบาทการสร้างความเข้าใจกับต่างประเทศ และนโยบายการบริหารเศรษฐกิจ และสังคม ของประเทศให้คืนกลับสู่สภาพปกติ ด้วยนโยบายเศรษฐกิจพอเพียงและการสร้างสังคมที่มีคุณธรรม ตามนโยบายการบริหารด้วย 4 ป.

ด้วยคุณสมบัติผู้นำของนายกฯ ที่มีแก่นความรู้ และหนักแน่นมั่นคงกับมีความเป็นผู้ใหญ่ รวมไปถึงสไตล์ของผู้นำระดับสากล ทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยคืนกลับ ยอมรับและเป็นที่เข้าใจของผู้นำประเทศต่างๆ โดยเฉพาะประเทศมหาอำนาจ ที่มาร่วมในการประชุมเอเปค ในเวียดนาม สิ่งที่สำคัญคือ การเข้าใจลึกลงไปถึงปัญหาด้านเนื้อหาและสถานการณ์ต่างๆ ที่เป็นที่เข้าใจได้ ทำให้แรงกดดันในการนำประเทศหมุนกลับสู่ทิศทางที่ถูกต้องทำได้ดีขึ้นและราบรื่นขึ้น

สิ่งที่ยังจะต้องทำต่อไป คือ การบริหารจัดการภายใน กับการปรับแก้การสื่อสาร เพื่อให้ประชาชนเข้าใจ และดำเนินไปในทิศทางใหม่ได้พร้อมกัน ซึ่งยังเป็นงานใหญ่ที่แก้ยากกับต้องมีการคิดใช้กลยุทธ์การแก้ไข กับการสื่อสารทำความเข้าใจกับประชาชนมากขึ้น

ต้องยอมรับกันว่า การรัฐประหาร 19 กันยายนที่ผ่านมา ถือได้ว่าเกิดจากการเห็นตรงกันของสภาวะวิกฤติที่เกิดขึ้นในสังคมไทย จึงต่างยอมรับกันในความจำเป็นที่ต้องทำรัฐประหาร และกระบวนการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลที่กำหนดไว้ 1 ปี ซึ่งถือว่าเป็นช่วงของการบริหารในสภาวะวิกฤติที่ต้องการความชำนาญและเจนจัดในการบริหารจัดการ เพราะปัญหาเกิดขึ้นในสภาวะโลกาภิวัตน์ที่โลกมีการเปลี่ยนแปลงสูง ทั้งการเปิดการค้าเสรี มีกลวิธีเช่นเกมการเงินมากมาย กับการไหลบ่าของเงินลงทุนข้ามโลก และการเกิดนวัตกรรมใหม่ ทั้งดีและไม่ดี ระบบข้อมูลสารสนเทศขยายตัวกว้างไกล จนเกิดกระแสการโตไว บริโภคมาก จนคุณภาพชีวิตเปลี่ยนมาก พร้อมกับการบริโภคนิยม ศีลธรรมเสื่อม สังคมลื่นไหล เกิดการล่มสลาย ด้วยความหลากหลาย กับมีความสะดวกสบายมากขึ้น จากนวัตกรรมใหม่ ทำให้ปัญหาที่ต้องแก้ไขมีความซับซ้อนแก้ยาก

ช่องว่างใหญ่ที่เกิดขึ้นคือ ช่องว่างของปัญหาการบริหารจัดการกับปัญหาการขาดความรู้ ซึ่งพื้นฐานมาจากส่วนลึกที่สุดคือ ระบบการศึกษา ทั้งหมดคือ ส่วนลึกของด้านเนื้อหา ที่ต้องมีการปรับแก้กันมากมายหลายด้าน กับต้องใช้เครื่องมือใหญ่ที่แก้ไขได้ผลมากคือ การรื้อปรับโครงสร้าง (Re-structuring) ซึ่งการดำเนินการทันทีจะก่อผลกระทบทำให้มีการเปลี่ยนแปลงมาก ซึ่งทำให้ปรับตัวกันไม่ทันและเกิดการต่อต้าน ดังเช่นการรื้อโครงสร้างตำรวจ ซึ่งคนส่วนมากเห็นด้วยในหลักการ แต่สถานการณ์ทำให้ต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไป

สภาพขณะนี้ จึงเป็นสถานการณ์ที่ทำให้ทั้งการบริหารการแก้ไขและการจัดระบบให้กลับเข้าที่และเดินหน้าต่อไปได้ กลายเป็นงานใหญ่ที่ยากมาก จนอาจต้องถือว่าเป็นการบริหารในสภาวะวิกฤติทีเดียว ตลอดช่วง 5 ปีของรัฐบาลก่อน การเปลี่ยนแปลงได้กระทำไปอย่างลวกๆ โดยคิดของใหม่ขึ้นมาใช้และทับไปบนของเก่าที่เคยใช้งานกันมานาน โดยขาดการพัฒนาให้เป็นระบบที่ดีที่จะใช้ได้ยั่งยืนถาวร

พูดง่ายๆ คือ เป็นการรื้อ (Dismantle) สิ่งที่เคยมีมาก่อน และนำเอาความคิดหรือสิ่งของเครื่องมือใหม่ใส่เข้าไปแทน ทำให้โครงสร้างสับสน ทับซ้อน ไม่เป็นระบบ กลายเป็นการเปลี่ยนแปลงในอากาศ ของเก่าถูกเลิกใช้ไป โดยของใหม่เข้ามาแทนไม่ได้ สภาพจึงกลายเป็นแบบ หลักลอย ต้องพึ่งพาผู้นำให้จูงไป โดยความคิดพร้อมกับการดำรงชีวิตเป็นไปโดย “ขาดสติ” ขาดความรู้ ทำให้ต้องเลื่อนลอย ไหลไปตามการเพ้อฝันของผู้นำ การบริหารด้วยแนวคิดใหม่ โดยใช้คำพูดและศัพท์เทคนิคหรูๆ มากมาย ตามตำราฝรั่งที่เกิดขึ้น จึงคล้ายเป็นกองขยะกองใหญ่ที่ค้างอยู่ในระบบ

ทำให้ภารกิจในการจัดระบบให้เข้าที่เข้าทางใช้การได้ หนักและยากถึงสามเท่าคือ หนึ่ง ต้องทบทวนประเมินกับแก้ไขของใหม่ให้เหลือแต่เฉพาะที่ยังพอใช้การได้ เพื่อใช้ต่อไปไม่ให้งานติดขัด สอง ต้องรื้อฟื้นรักษาของเก่าที่ดีเพื่อนำคืนกลับมาใช้ สาม ต้องจัดระบบเก่าใหม่ให้ประยุกต์ประสาน ให้มีและเหลือแต่เฉพาะ ระบบที่มีประสิทธิภาพและดีงามให้ใช้การได้ เพื่อให้ทุกอย่างดำเนินไปได้ต่อเนื่อง

ทั้งหมดนี้คือ การบริหารเพื่อแก้ไขข้อจุดอ่อนทางบริหารจัดการ และมุ่งสร้างระบบให้เป็นระบบที่มีความเหมาะสม มีประสิทธิภาพให้ใช้การได้ต่อไป ดังตัวอย่างเช่น การยกเลิกระบบผู้ว่าฯ ซีอีโอ และการใช้งบประมาณ ไม่ให้มือเติบและพองโตไปตามโครงการประชานิยม ที่เป็นภัยต่อวินัยการคลังในระยะยาว

แม้การบริหารเพื่อแก้ไขจัดระบบจะยากจนถือเป็นการบริหารในสภาวะวิกฤติก็ตาม แต่ด้วยเหตุที่ยุคนี้เป็นยุคข่าวสารข้อมูลเปิดกว้าง มีการเปลี่ยนแปลงและความลื่นไหลมาก ที่มีอิทธิพลผลกระทบต่อ ทั้งความคิดของคนในสังคม ทั้งระบบในประเทศและระดับสากลสูงมาก ทำให้ “การสื่อสาร” กลายเป็นงานสำคัญที่สุดและเครื่องมือหรือปัจจัยทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญยิ่ง และมีน้ำหนักเหนือต่องานการบริหารในสภาวะวิกฤติ

ด้วยเหตุนี้ หลังจากการสร้างความเข้าใจกับนานาชาติไปได้ดีแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือ การต้องเร่งปรับแก้การบริหารงานภายใน ซึ่งงานใหญ่ที่ต้องทำคือ การปรับปรุงด้านเนื้อหา ทั้งโครงสร้างและระบบ ให้กระชับ มีประสิทธิภาพกับมีวินัยตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งต้องให้มีความพร้อมและชัดเจนในเนื้อหา เพื่อให้ประชาชนเข้าใจได้และสนับสนุน

ที่สำคัญกว่าคือ การต้องมีความพร้อม โดยรัฐบาลต้องรีบเร่งจัดระบบ “ยกเครื่อง” การสื่อสารให้ดีขึ้น ทั้งการกำหนด นโยบายการสื่อสาร ที่จะต้องชัดเจน และการกำกับให้มีการสื่อสารนำเอาเนื้อหาที่รัฐบาลปรับแก้ และดำเนินการอยู่ให้เข้าถึงประชาชน โดยเป็นไปในทิศทางเดียวกัน จึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่งที่ต้องมีการจัดเตรียม ให้เครื่องมือการสื่อสารของรัฐ โดยเฉพาะ “สื่อโทรทัศน์” ต้องเป็นเครื่องมือนำเสนอเนื้อหาของงานของรัฐบาลให้มาก ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดผลสนับสนุนต่อการบริหารการแก้วิกฤติทำได้ผลและเร็วขึ้น

ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าว การต้องให้ประชาชนได้เปรียบเทียบเนื้อหาด้านการบริหารงานที่ปรับเปลี่ยนจะสำคัญที่สุด เพราะด้วยส่วนนี้เองจะช่วยให้ประชาชนทราบถึงเหตุผล เกิดความคิดและมีความรู้ ซึ่งจะทำให้การทุ่มสร้างข่าว โดยไร้แก่นสาร และเนื้อหา มีน้ำหนักน้อย ไร้ราคาและจางหายไปเอง

“หลังการสร้างความเข้าใจกับนานาชาติไปได้ดีแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือ การต้องเร่งปรับแก้การบริหารงานภายใน ซึ่งงานใหญ่ที่ต้องทำคือ การปรับปรุงด้านเนื้อหา ทั้งโครงสร้างและระบบ”

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *