ศิลปะในตลาดที่ไม่ได้เรียนรู้

ศิลปะในตลาดที่ไม่ได้เรียนรู้
นิธิ เอียวศรีวงศ์ มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 28 ฉบับที่ 1440

เสียงบ่นอมตะของกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่าศิลปินไทยก็คือ คนไทยปัจจุบันนั้นเข้าไม่ถึงศิลปะ และศิลปะไม่ได้รับความสำคัญเท่าที่ควรในสังคมไทยปัจจุบัน

ผมได้ยินอย่างนี้มาตั้งแต่เรียนหนังสือ เพื่อนที่เรียนศิลปะก็จะให้ความเห็นอย่างนี้ จนจบมาสอนหนังสือ คนที่สอนศิลปะหลายคนก็บ่นเรื่องนี้ให้ผมฟังอยู่เสมอ

ผู้คนชอบเอาภาพเขียนที่ถูกนิยามว่าโป๊สเตอร์บ้าง โป๊สการ์ดบ้าง ไปติดห้องรับแขก บาดใจศิลปินครับ แม้แต่ภาพเขียนที่มีชื่อระดับโลก หากเป็นภาพ “ผลิตซ้ำ” (reproduction) ก็ถูกถือว่าไร้รสนิยม

แต่ในขณะเดียวกัน กลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่าศิลปินเหล่านี้ ต่างระวังที่จะไม่ดูหมิ่นคนไทยในอดีต เพราะยกย่องงานศิลปะ ที่ตกทอดมาจากอดีตเอาไว้อย่างสูง ไม่ว่าจะเป็นตู้ลายรดน้ำวัดเซิงหวาย หรือพระพุทธรูปงามๆ ของสุโขทัย หรือแม้ภาพวาดของชาวบ้าน ก็ถือเป็น folk arts ที่มีคุณค่าและน่าสนใจ

ปัญหาจึงอยู่ที่ว่า ต้องเกิดอะไรขึ้นในสังคมเราสักอย่าง (หรือหลายอย่าง) ที่ทำให้ลูกหลานไทยในปัจจุบันสิ้นไร้รสนิยมทางศิลปะไปเช่นนี้

จำนวนไม่น้อยของกลุ่มคนเหล่านี้ชี้ไปที่ “การศึกษา” โดยเฉพาะโรงเรียน ไม่ให้ความสำคัญแก่ศิลปะในหลักสูตร, สอนไม่เป็น, ไม่ยอมลงทุนให้สอนเป็นด้วย บางคนมองไปที่การศึกษานอกระบบ แล้วทุ่มเททำงานสอนสังคม ด้วยการเขียนภาพประกอบในนิตยสารบ้าง, พิมพ์หนังสือพร้อมภาพเขียนสวยๆ ประกอบบ้าง, ตั้งสถาบันสอนศิลปะแก่เด็กบ้าง, ทำรายการทีวีบ้าง ฯลฯ

ผมก็ได้แต่คารวะท่านที่ทุ่มเททำงานเพื่อปลูกฝังรสนิยมทางศิลปะให้เกิดขึ้นในสังคมไทยปัจจุบัน แม้ว่าท่านเหล่านี้มีจำนวนน้อยกว่าพวกที่ได้แต่พ่นเป็นอันมากก็ตาม

แต่เดี๋ยวก่อน สภาวะไร้รสนิยมทางศิลปะนี้เพิ่งเกิดในสังคมไทยจริงแน่หรือ?

ความลงตัวของพระวิหารพระพุทธชินราชนั้น ผมเพิ่งได้เห็นคำสรรเสริญครั้งแรกก็ในหมู่นักปราชญ์สมัย ร.5 ลงมา ไม่เคยเห็นชาวบ้านที่ไหนยกย่องสรรเสริญมาก่อน

แล้วใครสร้างพระวิหารนั้นขึ้นล่ะครับ ก็เจ้านายในราชวงศ์สุโขทัยซึ่งครองพิษณุโลก หรือที่เสด็จลงมาครองอยุธยาก็ตาม แม้ทำนุบำรุงปฏิสังขรณ์กันในสมัยหลังก็เป็นพระมหากษัตริย์ทั้งสิ้น จนเมื่อหลวงพ่อสมภาร และชาวบ้านเข้ามาจัดการในระยะหลังนี้เอง

ผู้ที่โปรดให้หล่อพระงามๆ ทั้งสุโขทัยและอยุธยาก็ล้วนเป็นเจ้านาย ภาพเขียนฝาผนังที่มีชื่อเสียงก็เช่นเดียวกัน ล้วนเป็นช่างหลวงทั้งสิ้น

สิ่งเหล่านั้นเป็นศิลปะอันเลอเลิศแน่ครับ แต่ไม่ได้สะท้อนรสนิยมทางศิลปะของสังคมไทยแต่อย่างใด หากสะท้อนรสนิยมอันดีของเจ้านาย หรือชนชั้นสูงไทยต่างหาก และคงเหมือนกับระบบการปกครองอภิชนาธิปไตยทั้งหลายในโลก จะก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ใครอย่างไรก็ตาม อภิชนเหล่านี้ได้ทำนุบำรุงสร้างสรรค์ศิลปะอันดีเลิศขึ้นไว้ในโลก อย่างปฏิเสธไม่ได้

มีการศึกษาที่จำกัดไว้ในหมู่ชนชั้นสูงซึ่งกล่อมเกลาให้รู้จักเสพย์ศิลปะที่ดี ฉะนั้น ไม่เพียงแต่มีทรัพย์มากที่จะบำรุงเท่านั้น แต่รู้จักเลือกด้วยว่าควรบำรุงช่าง, กวี, ละคร, นักดนตรี, คนไหน จึงจะคุ้ม

ศิลปะโบราณทั้งโลกเป็นอย่างนี้ทั้งนั้น คือเป็นสมบัติของชนชั้นสูง สืบทอดต่อมาได้ก็เพราะอำนาจของชนชั้นสูง คอยอุปถัมภ์ค้ำจุนเอาไว้ คนส่วนใหญ่ขาดการกล่อมเกลาอบรมให้เข้าถึงศิลปะอันดีเลิศเหล่านี้ แม้แต่จะได้เห็นก็ไม่ทั่วถึง อย่าพูดถึงเขาถึงเลย

แต่เมื่ออภิชนาธิปไตยพังสลายลง (อย่างน้อยอภิสิทธิ์ที่มาจากกำเนิด) ผู้อุปถัมภ์ค้ำจุนศิลปะอันเลอเลิศกลายเป็นสามัญชน กระทำโดยผ่านตลาด จะหาการอบรมกล่อมเกลาจากไหนเล่าครับ

จึงเป็นธรรมดาที่นักบ่นที่เรียกตัวเองว่าศิลปินทั้งหลายจะมุ่งมองไปที่การศึกษามวลชน ซึ่งเข้ามาแทนที่การศึกษาแบบเดิมสำหรับอภิชน

แต่การศึกษามวลชนและการศึกษาอภิชนนั้นต่างกันมาก การศึกษามวลชนต้องการปลูกฝังทัศนคติและทักษะบางอย่างเท่านั้น ในขณะที่การศึกษาอภิชนมุ่งจะซึมเข้าไปสร้างบุคลิกภาพของผู้เรียนขึ้นมาเลย

ศิลปะและรสนิยมทางศิลปะเป็นเรื่องของบุคลิกภาพมากกว่าทักษะและทัศนคติบางด้าน สังคมใดไปฝากศิลปะไว้กับการศึกษามวลชน จึงมักไม่สามารถปลูกฝังรสนิยมอันดีทางศิลปะแก่มวลชนได้

อย่าเพิ่งคิดเอาไปฝากไว้กับครอบครัวนะครับ เพราะฝากไว้กับครอบครัวนั้นถูกแน่ แต่ถูกแบบกำปั้นทุบดิน เนื่องจากครอบครัวของมวลชนเองก็อ่อนแอในเรื่องนี้ จำ-เป็นต้องมีเครื่องไม้เครื่องมืออื่นในสังคม เพื่อช่วยครอบครัวด้วย เครื่องมือสำคัญคือ สื่อ และกระบวนการเรียนรู้ที่แทรกอยู่ในวิถีชีวิตของคนในตลาด

สื่อในเมืองไทยเอื้อต่อการเรียนรู้และเสพย์ศิลปะมากน้อยแค่ไหนก็เห็นๆ กันอยู่แล้วนะครับ ผมจะไม่พูดถึง

แต่ผมอยากพูดถึงสถาบันที่ผู้คนในสมัยปัจจุบันไปเที่ยวเตร่เยี่ยมเยือน เช่น พิพิธภัณฑ์, สวนสนุก, สถาบันดนตรี, หอศิลป์, มหกรรม, นิทรรศการ, งานแสดงสินค้า ฯลฯ อะไรทำนองนี้มากกว่า

สิ่งเหล่านี้มีเป้าหมายที่ซ้อนกันอยู่หลายมิติ หากำไรก็ใช่, ให้ความบันเทิงก็ใช่, และที่ไม่ควรขาดอย่างยิ่งก็คือ ให้การเรียนรู้ด้วย เป้าหมายเหล่านี้ไม่ได้ขัดแย้งกันเองนะครับ ถ้าไม่หน้ามืดกับการหากำไรจนเกินไป ก็จะเห็นได้ว่า การเรียนรู้ทำให้เกิดลูกค้าใหม่ในอนาคต ไม่ใช่การลงทุนเปล่า

พิพิธภัณฑ์ไม่ใช่ที่แสดงของพร้อมป้ายอธิบายอย่างหยาบๆ เท่านั้น พิพิธภัณฑ์ (ทุกชนิด) เป็นแหล่งเรียนรู้ที่สนุก และให้การเรียนรู้มาก แต่ต้องมีกิจกรรมการเรียนรู้ควบคู่ไปด้วย เช่น สร้างแกนเรื่อง (theme) ที่น่าสนใจขึ้น และมีบริการนำชมเป็นรอบๆ ไป

ใครเข้าชมหอศิลป์ ก็อาจซื้อตั๋วเพื่อชม “อิทธิพลของ Impressionism ในศิลปะไทย” ซึ่งจะได้ชมภาพของศิลปินไทยหลายท่าน รวมทั้งได้ความรู้ว่าอะไรคือ Impressionism ในทางศิลปะ, อิทธิพลนั้นแสดงออกในภาพเขียนอย่างไร, ยังมีสืบมาถึงปัจจุบันหรือไม่, เทคนิควิธีของการเขียนภาพแบบต่างๆ ฯลฯ รวมทั้งอาจซักไซ้ผู้นำชมได้อีกมากมาย และที่สำคัญคือ รู้สถานะทางความรู้ในขณะนั้น เพราะสิ่งที่ได้เรียนรู้ไม่ใช่คำตอบสำเร็จรูป หากเป็นการนำผู้ชมมาสู่ปัญหาที่ยังถกเถียงกันทางวิชาการอีกมากมาย โดยไม่มีคำตอบตายตัว

แกนเรื่องมีมากหลายเรื่อง และต้องสร้างขึ้นใหม่ให้น่าสนใจอยู่เสมอ

ผมจึงพูดอยู่บ่อยๆ ว่า หัวใจสำคัญของพิพิธภัณฑ์, หอศิลปะ, นิทรรศการ, ฯลฯ นั้นคือวิจัย นอกจากต้องมีความรู้ว่าจะเก็บ และตั้งแสดงอย่างไรแล้ว ต้องติดตามความก้าวหน้าทางวิชาการพอที่จะสร้างแกนเรื่องให้ใหม่สด และอยู่ในความสนใจใคร่รู้ของผู้คนได้ด้วย

ผมขอยกตัวอย่างสถาบันทางดนตรีที่มีชื่อของโลกสักแห่งหนึ่งเป็นตัวอย่าง นั่นคือ Lincoln Center แห่งนิวยอร์ก

ผู้คนรู้จักศูนย์ลิงคอล์นว่าเป็นโรงแสดงดนตรีอันมีชื่อเสียงเท่านั้น แต่ที่จริงแล้วศูนย์ลิงคอล์นเป็นมากกว่านั้นมาก

ห้องประชุมใหญ่ของที่นี่ชื่อ Avery Fisher Hall อันเป็น “บ้าน” ของ New York Philharmonic Orchestra อันลือชื่อ นอกจากใช้แสดงแล้วยังใช้ฝึกซ้อม วงดนตรีนี้ไม่ห้อยอยู่บนบันไดชั้นบนเฉยๆ แต่พยายามปลูกฝังรสนิยมการฟังดนตรี แก่เยาวชนและคนทั่วไป โดยเฉพาะสมัยที่ Leonard Bernstein เป็นผู้อำนวยการและอำนวยวง ตัวเขาเองนั่นแหละที่จะนำวงมาสอนทุกวันอาทิตย์ และว่ากันว่า เขาเป็นครูชั้นยอดทีเดียว

ที่สังกัดอยู่กับ Lincoln Center ยังมีศิลปะการแสดงแขนงอื่นๆ อีกมากมายนอกจากดนตรีคลาสสิค เช่น สถาบันอุปรากรและบัลเลต์, มีสมาคมภาพยนตร์, มีแจ๊ซ, และเชมเบอร์มิวสิคอยู่ด้วย นอกจากนี้ ก็มีห้องสมุดที่รวบรวมหนังสือเกี่ยวกับศิลปะการแสดงที่ใหญ่มาก มีพิพิธภัณฑ์การดนตรี และมีการขายทัวร์นำผู้สนใจเข้าชมทั้งศูนย์ได้ด้วย

สถาบันที่มีชื่อเสียงที่สุดของ Lincoln Center คือโรงเรียนดนตรีชื่อ Julliard ถือกันว่าโรงเรียนนี้ผลิตนักดนตรีดีที่สุดของโลก นักเรียนดนตรีที่นี่จัดแสดงดนตรีในห้องประชุมต่างๆ ของศูนย์เกือบตลอดปี แม้มีชื่อเสียงระดับสุดยอด โรงเรียนดนตรี Julliard ก็ยังจัดสอนภาคพิเศษตอนเย็น ซึ่งเปิดรับคนทั่วไปเข้าเรียนได้ แล้วแต่จะเลือกสนใจเรื่องอะไรของดนตรี แม้แต่นักท่องเที่ยวซึ่งมีเวลาอยู่นิวยอร์กนานพอ ก็สามารถไปลงทะเบียนเลือกเรียนได้

ทั้งนี้ ยังไม่พูดถึงเว็บไซต์ ซึ่งนอกจากบอกกล่าวกิจกรรมของศูนย์หรือวงนิวยอร์กฟิลฮารมอนิคแล้ว ยังให้ความรู้เกี่ยวกับดนตรีและศิลปะการแสดงแขนงอื่นอีกมากมายด้วย

นี่เป็นเพียงตัวอย่างเดียวที่ชี้ให้เห็นว่า เราสามารถทำตลาดให้เป็นมากกว่าที่ขายของได้ นั่นก็คือเป็นแหล่งเรียนรู้ด้วย เพราะชีวิตคนปัจจุบันอยู่ในตลาด หากตลาดไม่ให้การเรียนรู้ ผู้คนจะ “มีการศึกษา” ไม่ได้ ไม่ว่าจะขยายการศึกษาภาคบังคับออกไปเป็น 12 ปีหรือ 24 ปี

ตลาดศิลปะที่มีคุณภาพเกิดขึ้นได้ ก็เพราะมีการเรียนรู้ และการเรียนรู้เกิดขึ้นในชีวิตปรกติของตลาด อันไม่อาจเกิดขึ้นได้เพราะการจัดแสดงเพียงอย่างเดียว เดินเข้าไปชมภาพศิลปะร่วมสมัยในหอศิลป์ของมหาวิทยาลัยไทย โดยปราศจากความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับจิตรกรรมสมัยใหม่เลย จะไม่ให้รู้สึกว่ามีเท้าที่มองไม่เห็นถีบกลับออกมาได้อย่างไร

ตลาดที่ไม่มีโอกาสเรียนรู้ ย่อมไม่สามารถอุปถัมภ์ศิลปะและวิทยาการที่ดีเลิศได้เป็นธรรมดา และการเรียนรู้เป็นสิ่งที่อาจเกิดขึ้นในตัวตลาดนั้นเองได้ ทั้งยังเป็นช่องทางการเรียนรู้ที่ได้ผลที่สุดด้วย เพราะสัมพันธ์กับชีวิตคนยิ่งกว่าโรงเรียน, วัด, หรือภาพเขียนและดนตรีดีเลิศใดๆ

กระบวนการเปลี่ยนแปลงของการอุปถัมภ์ศิลปะจากอภิชนมาสู่สามัญชนนั้น ต้องมาพร้อมกับการทำให้ความรู้ เป็นสมบัติของประชาชนด้วย (popularization of knowledge) แต่นี่เป็นสิ่งที่ชนชั้นนำไทยไม่เคยใส่ใจตลอดมา ตั้งแต่โบราณจนถึงทุกวันนี้

คุณสุจิตต์ วงษ์เทศ จึงได้แต่หงุดหงิดงุ่นง่านไปตามลำพัง เพราะไม่มีใครยอมเผยแพร่แบ่งปันความรู้กันตามที่แกเรียกร้องอยู่เสมอเลย

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *