ว่าจ้างผ่านเว็บ มีลูกเล่นมากกว่าที่คิด

ว่าจ้างผ่านเว็บ มีลูกเล่นมากกว่าที่คิด

ในญี่ปุ่นมีหลายบริษัทที่หันมาว่าจ้างพนักงานผ่านทางอินเตอร์เน็ตอย่างเดียว ไม่ใช้สื่ออื่นเลย จุดเด่นของอินเตอร์เน็ตจะช่วยให้ทั้งสองฝ่ายสมประโยชน์อย่างยิ่ง แต่ถ้าขาด ความพร้อมและความเข้าใจแล้ว ผลเสียก็ไม่น้อยทีเดียว

กลยุทธ์เด็ด P&G และ UC Card
ปกติในญี่ปุ่นเขาจะมีฤดูการหางานกัน นักศึกษาที่ใกล้จะจบในเดือนมีนาคม จะเริ่มกิจกรรมตระเวนหางานกันตั้งแต่เดือนกรกฎาหรือสิงหาในปีก่อนนั้นเลย เพราะฉะนั้น กิจกรรมการสรรหาว่าจ้างก็จะตั้งพร้อมกันตั้งแต่เดือนมิถุนาเลย แม้ในตลาดของผู้ซื้ออย่างตลาดแรงงานญี่ปุ่นที่เต็มไปด้วยคนเรียนจบสูงๆ ความรู้เกือบเท่าเทียมกันทุกคน แต่ก็ไม่วายต้องแย่งชิงเอาคนเก่งเข้ามาทำงานในองค์กรให้ได้ ผิดกับบ้านเมืองเราที่ยังเห็นคนเพิ่งเรียนจบเป็นทรัพยากรที่มีค่าต่ำ
บริษัทไหนจะได้คนเก่งมากกว่ากัน ช่วงหลังอยู่ที่ความสำเร็จของเว็บไซต์ของที่นั่นเสียส่วนใหญ่ เขาจึงต้องพยายามหากลยุทธ์ในการสร้างสีสันในและนอกเว็บไซต์ เพื่อดึงดูดยอดฝีมือมาเป็นพรรคพวกให้ได้

อย่าง P&G ของญี่ปุ่นเองต้องใช้พนักงานอายุช่วง 20 กว่าๆ ระดับรุ่นพี่ของผู้สมัคร พูดจาภาษาเดียวกันมาเป็นจุดขาย พอเข้าไปในเว็บไซต์ว่าจ้างของบริษัทนี้จะเห็นหน้าของพนักงานแผนกว่าจ้าง 3 คนนี้ปรากฏอยู่ นักศึกษาที่เปิดเข้าไปดูจะเกิดความสงสัยขึ้นในใจว่า “ใครกันหว่า” และนั่นจะเป็นจุดเริ่มต้นของการสื่อสารระหว่างทั้งสองฝ่าย
นักศึกษาที่สอบถามเข้าไปทางอีเมล์จะได้รับอีเมล์ตอบจากคนใดคนหนึ่งใน 3 คนนี้ เขาจะส่งรายละเอียดของการสมัครงานรวมทั้งชีวิตการทำงานที่ P&G ผลประกอบการของบริษัท กิจกรรมต่างๆ ฯลฯ ผู้ที่สนใจจะทำงานที่นี่จริงๆ จะทำความเข้าใจเกี่ยวกับบริษัท แล้วก็จะสนทนากับเจ้าหน้าที่รับสมัครทางอีเมล์จนคุ้นเคยกัน
จนเมื่อถึงวันสัมมนาชี้แจงรายละเอียดการรับสมัคร ผู้สมัครก็จะได้พบหน้าตัวจริงเสียงจริงกับเจ้าหน้าที่ทั้ง 3 คน ในบริเวณงาน เครื่องแบบสีสดใสและใบหน้าที่ยิ้มแย้มรวมไปถึงทักษะการสนทนาของทั้ง 3 สร้างความประทับใจอย่างมากแก่นักศึกษาที่กำลังหางานทำอยู่
“นักศึกษาทราบถึงรายละเอียดของงานพอสมควรแล้วจากอีเมล์ที่ส่งไป ในที่สัมมนานี้เขาก็มาเพิ่มช่องทางการสื่อสารเท่านั้นเอง ช่วยให้เราประหยัดเวลาในการสัมมนาไปแยะทีเดียว” จึงนับว่าเว็บของ P&G ประสบความสำเร็จไม่น้อยทีเดียว
อีกบริษัทหนึ่งที่มีกิจกรรมที่สนุกสนานไม่แพ้กันคือ UC Card บริษัทบัตรเครดิตของญี่ปุ่นเองที่จำกัดการรับสมัครงานทางเว็บไซต์ที่เดียว เมื่อปีที่แล้ว ที่นี่เปิดกว้างว่าจ้างนักศึกษาจบใหม่ด้วยสื่อต่างๆ หลายสื่อด้วยกัน
นอกจากใช้เว็บไซต์แล้วก็ยังมีโทรศัพท์ ไปรษณียบัตร ให้ผู้สมัครติดต่อเข้ามาจองที่ฟังการสัมมนา ตอนนั้นมีคนสมัครเข้ามาถึง 2 หมื่นคน แต่แล้วมีคนมานั่งเพียง 70% เท่านั้น ปีนี้เลยต้องใช้ความพยายามพิเศษหน่อย
สำหรับปีนี้ เขาลดสื่อลงเหลือเพียงสื่อเดียวเท่านั้น ผู้ที่เห็นรายละเอียดในเว็บไซต์แล้วต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติมก็ให้แต่ละคนกรอกรายละเอียดส่วนบุคคลกันก่อน แล้วก็จะได้รับอีเมล์บอกชื่อเว็บไซต์อีกแห่งหนึ่ง ให้ผู้สนใจได้ทราบรายละเอียดมากขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง

ในเว็บที่สองนี้ เขาจะให้แบบฟอร์มสำหรับติดต่อกับบริษัท ให้ผู้สมัครรีบติดต่อเข้ามาโดยด่วน พอมีคนเขียนเข้ามาอีก เขาก็จะได้ชื่อเว็บพิเศษอีกแห่งหนึ่งอีก คนที่เข้าเว็บไซต์ที่สามนี้เท่านั้น จึงจะได้ข้อมูลพิเศษตามที่ต้องการ ฟังดูค่อนข้างวุ่นวาย ทำให้นักศึกษาที่ดั้นด้นฝ่าด่านอรหันต์เข้ามาเหลือเพียง 30% ของที่ติดต่อเข้ามาแต่แรก
แต่ผู้ที่ปรากฏตัวในงานสัมมนานั้น กลับมีอัตราส่วนสูงถึงกว่า 90%
“หลังจากที่ได้ติดต่อกันด้วยอีเมล์ระยะหนึ่ง ทำให้เราสามารถกลั่นกรองคนที่ต้องการทำงานกับเราจริงๆ ได้”
เว็บไซต์อันหลังสุดนี้ เขาจะให้ผู้สมัครเขียนเข้ามาเล่าให้ฟังถึงแรงจูงใจที่ต้องการมาทำงานกับ UC Card ซึ่งปีที่ผ่านมา มีผู้กรอกเข้ามาถึง 20,000 คน เขาคัดเข้ารอบแรกเพียง 7,000 คนเท่านั้น สำหรับคนที่ไม่ผ่านรอบแรกก็มีอีเมล์ตอบกลับแสดงความเสียใจในทำนองว่า “ขอขอบคุณที่ให้ความสนใจเข้ามาร่วมงานกับเรา แต่เนื่องจากมีผู้สมัครเข้ามามากมาย จึงต้องขอแสดงความเสียใจที่ท่านไม่ผ่านการคัดเลือก ช่วงเวลาอีกไม่นานที่ยังเป็นนักศึกษาอยู่นี้
ขอให้ทุกท่านใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ และขอให้ท่านจงประสบความสำเร็จในชีวิตการทำงานในอนาคตด้วย”
เท่านี้ผู้สมัครที่แม้ไม่ผ่านรอบแรก ก็ยังรู้สึกดีกับบริษัทนี้ ผิดกับบริษัทไทยเราจริงๆ ที่ไม่เห็นเคยมีใครตอบปฏิเสธผู้สมัครเลย ไม่รับเข้าทำงานก็เงียบไปเลย
ในแบบฟอร์มของ UC Card นี้ ก็มีความพยายามปรับให้ดีขึ้น เขาจะมีคำถามประมาณ 60 ข้อให้ผู้สมัครตอบเพื่อวิเคราะห์ถึงอุปนิสัยของผู้สมัคร ผลของการวิเคราะห์จะถูกส่งกลับไปให้ผู้สมัครทุกคน ไม่ว่าจะรับหรือไม่ก็ตาม ทั้งนี้เขาถือว่า
ผู้สมัครทุกคนจะเป็นลูกค้าที่สำคัญของบริษัทในอนาคต หากแต่ละคนเกิดความรู้สึกไม่ดีกับบริษัทแล้ว ก็จะเป็นผลร้ายต่อบริษัทเอง
จากการสำรวจพบว่า นักศึกษาที่สมัคงานผ่านทางเน็ตที่ตอบแบบสอบถามทั้งหมด 1,500 คน มีอยู่กว่า 93.2% มีคอมพิวเตอร์ใช้ที่บ้าน และจากการสำรวจของหกการค้าญี่ปุ่น พบว่า สื่อที่มีคนใช้มากที่สุดในการหาข้อมูลเกี่ยวกับงานนั้น อันดับแรกเป็นหนังสือพิมพ์เกี่ยวกับงานมาตั้งแต่ไหนแต่ไรจนถึงปี 1999 แต่มาปี 2000 เป็นต้นมา กลับกลายเป็นสื่ออินเตอร์เน็ต สัดส่วนเพิ่มสูงขึ้นมาตลอดจนถึงทุกวันนี้
เดี๋ยวนี้มีบริษัทที่เลือกใช้เน็ทเป็นสื่อเดียวในการว่าจ้างเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ บางแห่งถึงกับจำกัดใบสมัครและสมัครสัมมนาให้พิมพ์ออกจากเน็ตได้เท่านั้น อย่างในเว็บของ www.recruitnavi นั้น มีบริษัทที่อยู่ในเว็บนี้ถึง 5,500 แห่ง กลายมาเป็นสื่อในการหางานที่สำคัญที่สุดในญี่ปุ่นแล้ว

บางแห่งก็พลาดจนหัวเราะไม่ออกเหมือนกัน
อย่างไรก็ดี ไม่ใช่ว่าทุกอย่างจะราบรื่นไปหมดเสมอ ความผิดพลาดที่บริษัทเองก็ไม่อยากจะเปิดเผยก็ยังมีแยะเหมือนกัน
อย่างบริษัทเครื่องสำอางยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่ง เปิดเว็บไซต์สำหรับว่าจ้างพนักงานใหม่ปีนี้เหมือนบริษัทอื่นๆ เมื่อเดือนมีนาคมปีที่แล้วนี้เอง รายละเอียดมาตรฐานก็ไม่
แตกต่างอะไรจากที่อื่นมากนัก แต่มีหน้าหนึ่งที่ให้คลิกที่ “จากพนักงานใหม่เมื่อปีที่แล้ว” เพื่อเข้าไปดูหน้าตาและความคิดเห็นของพนักงานใหม่ที่เพิ่งเข้าเมื่อปีที่แล้ว แต่พอคลิกเข้าไป กลับมีแต่จอเปล่า เป็นอย่างนี้อยู่ถึง 3 เดือน กว่าจะมีอะไรเข้ามาให้ดู
ข้ออ้างที่ได้จากฝ่ายที่รับผิดชอบนั้นคือ “ช่วงเวลาที่พนักงานใหม่ยังได้ตำแหน่งทำงานที่ชัดเจนช้าไปหน่อย จึงไม่สามารถเอาข้อความลงไปได้ จากนั้นก็มีงานยุ่งจนลืมไป” ไม่รู้ว่าถูกเจ้านายเฉ่งไปถึงไหนแล้ว
ข้อดีของเน็ตอยู่ที่ความไวในการอัพเดทเนื้อหา ซึ่งก็หมายความว่ามีเวลาเตรียมตัวน้อยมาก ซึ่งบางครั้งก็กลายเป็นผลร้ายเหมือนกัน หรือมีอยู่บริษัทหนึ่งใช้คำว่า “Challengeable job” ซึ่งผู้สมัครคนหนึ่งวิจารณ์ว่า ไม่มีคำนี้ในสารบบภาษาอังกฤษ ทำให้ภาพพจน์ของบริษัทนี้เสียไปทันที
อย่างว่า ทำอะไรที่หวังผลให้มาแรง ก็มีความเสี่ยงสูงอย่างนี้แหละ ที่เขาว่า High risk, high return นั้น ไม่ได้มีแค่ในวงการหุ้นเท่านั้น

ที่มา : http://www.brandage.com/

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *