วิวัฒนาการสื่อการเรียนการสอน จากกระดานชนวนสู่ยุค E-Book

วิวัฒนาการสื่อการเรียนการสอน จากกระดานชนวนสู่ยุค E-Book

เมื่อการศึกษากลายเป็นสิ่งจำเป็น ที่มวลมนุษยชาติ จะต้องได้รับเพื่อพัฒนาตนเอง ให้สามารถปรับตัวอยู่ในสังคมได้ และหากมองย้อนสู่อดีต ตั้งแต่ยุคหินที่มีการใช้กำแพงหิน ในการสื่อสาร มาจนถึงการคิดค้นภาษา เพื่อสร้างความเข้าใจ ในแต่ละชนชาติ และเดินทางสู่จุดเริ่มต้น การเรียนรู้ในยุคกระดานชนวน จนกระทั่งเข็มนาฬิกา ได้ผันผ่านสู่วิวัฒนาการ การใช้ไวท์บอร์ด การฉายแผ่นสไลด์ประกอบการสอน สู่ยุคปัจจุบันที่ได้มีการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอน ในยุคที่โลกไอทีเฟื่องฟู

การสื่อสารไร้สายกำลังเป็นเสมือนปัจจัยที่ 5 ในการดำเนินชีวิต ทำให้เกิดแนวคิดการทำสื่อการเรียนการสอนแบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-Book ขึ้นมาทดแทนสื่อการสอนแบบดั้งเดิม

สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ ซิป้า ได้ตระหนักและเล็งเห็นถึงความสำคัญในด้านการศึกษา โดยมีการนำเทคโนโลยีซอฟต์แวร์มาประยุกต์ใช้ในหลักสูตรการเรียนการสอน จึงมีการจัดอบรมบุคลากรด้านครู อาจารย์ เพื่อเรียนรู้การใช้เทคโนโลยี E-Book ขั้นพื้นฐาน รุ่นละ 1,000 คน ขณะนี้ผ่านไปแล้ว 2 รุ่น แต่กระนั้นทางซิป้ายังมีหลักสูตรต่อเนื่องให้แก่อาจารย์ โดยเป็นการต่อยอดจากขั้นพื้นฐานอีก 30 คนต่อรุ่น เพื่อเพิ่มศักยภาพบุคลากรด้านการศึกษา ก่อนจะถ่ายทอดความรู้ให้เยาวชนไทยต่อไป เพื่อให้การศึกษาได้เดินไปในทิศทางเดียวกันทั่วประเทศ

“ที่จริงแล้ว การผลิตสื่ออยู่ที่การออกแบบ สร้างสรรค์ให้มีความน่าสนใจ ครูต้องมีความตั้งใจจริง รวมไปถึงมีความร่วมมือ จากกระทรวงต่างๆ ในประเทศ อย่างเช่นประเทศเกาหลีใต้ ที่ภาครัฐและเอกชนต่างให้ความร่วมมือ ทั้งจากกระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงไอซีที เป็นต้น และเมื่อมองดูในประเทศไทย ถ้ามีความร่วมมือกันเป็นปึกแผ่นได้ การพัฒนาก็จะสามารถไปได้อย่างรวดเร็ว ส่วนอาจารย์ที่ได้รับการอบรม สื่ออิเล็กทรอนิกส์ขั้นพื้นฐาน ก็จะเป็นบุคลากรอีกกลุ่มหนึ่งที่จะช่วยเป็นแกนนำให้กับสถาบันต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน” ดร.นิรชราภา ทองธรรมชาติ รอง ผอ.ซิป้า กล่าว

สำหรับงบประมาณที่ใช้ในการจัดการฝึกอบรมรวมไปถึงการคัดเลือกบุคลากรเข้ารับการอบรม รอง ผอ.ซิป้า บอกว่า ใช้จ่ายประมาณ 10 ล้านบาทต่อ 1 รุ่น โดยทางซิป้าให้การสนับสนุนปีละประมาณ 6 ล้านบาท ไม่ว่าจะเป็นค่าที่พัก ค่าซอฟต์แวร์ ค่าอบรม ส่วนที่เหลือจะเป็นผู้สนับสนุนที่ช่วยเข้ามาในรูปแบบของอุปกรณ์ หรือค่าใช้จ่าย ส่วนการคัดเลือกบุคลากรเป็นหน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการมราจะรับสมัครและคัดเลือก โดยครูที่ส่งใบสมัครเข้ามาต้องมีพื้นฐาน ทางด้านคอมพิวเตอร์ ก่อนจะมีการดำเนินการคัดเลือกให้เหลือ 1,000 คน”

ส่วนในจำนวน 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้แรกที่ถือเป็นบททดสอบที่ดีในการทำโครงการนี้ ประกอบด้วย กลุ่มสาระการเรียนรู้วิชาสังคมศึกษา กลุ่มสาระการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิชาภาษาต่างประเทศ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิชาภาษาไทยและกลุ่มสาระการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ ที่จะนำไปถึงการต่อยอดเพื่อพัฒนาสื่อการเรียนการสอนต่อไป เพราะถ้ามองจากจุดนี้ก็เป็นเสมือนจุดเริ่มต้นเท่านั้น โครงการฝึกอบรมนี้จึงได้มีการคัดคณาจารย์อีกรุ่นละ 30 คน มาฝึกอบรมในขั้นที่สูงขึ้นเพื่อให้มีความต่อเนื่องและสัมพันธ์กับการฝึกอบรมขั้นพื้นฐาน ก่อนที่จะนำการเรียนการสอนแบบอิเล็กทรอนิกส์ไปใช้ประโยชน์ได้จริงบนฐานการศึกษา

ด้านซิป้า เชียงใหม่ก็เป็นอีกองค์กรหนึ่งที่เล็งเห็นความสำคัญ หลังจากที่ได้ผลักดันธุรกิจซอฟต์แวร์และมัลติมีเดียในภูมิภาค รวมถึงการจัดนิทรรศการเทคโนโลยีเพื่อชาวภาคเหนือและจะมีการนำ E-Book มานำเสนอให้ผู้เข้ามาในงานได้เห็นสื่อการเรียนการสอนอิเล็กทรอนิกส์ชนิดนี้ พร้อมทั้งสนับสนุนการนำมาใช้จริง เพราะ E-Book จะทำหน้าที่เป็นเสมือนศูนย์กลางหลักสูตรที่คณาจารย์สามารถแลกเปลี่ยนความคิด หรือปรับปรุงแผนการเรียนการสอนให้มีความถูกต้องและยึดเป็นต้นแบบการสอนได้ เพื่อให้สอดคล้องกับการที่ทั่วโลกเริ่มมีความเคลื่อนไหวด้านการศึกษาในรูปแบบ E-Book

ดร.นิโคลัส เนโกรปอนเต้ ผู้ก่อตั้งมีเดียแล็บ สถาบันเทคโนโลยีแห่งแมสซาชูเซตส์ หรือ MIT หนึ่งในฟันเฟืองสำคัญของการพัฒนาเทคโนโลยีในประเทศสหรัฐอเมริกา จึงได้มีการทำค้นคว้าวิจัยนำเสนอผ่านเครื่องแล็บทอปต้นแบบ ที่มีแนวคิดมาจากความต้องการให้เด็กมี Labtop ทุกคน โดยมีการนำเสนอเครื่องต้นแบบที่เหมาะสมสอดคล้อง กับการเรียนรู้ของนักเรียนในระดับชั้นประถมและมัธยมศึกษา เพื่อที่นักเรียนจะสามารถนำเครื่องเหล่านี้ไปใช้ในการเรียนรู้ผ่านระบบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Books ได้ โดยมีอัตราค่าใช้จ่ายประมาณ 100 เหรียญต่อ 1 เครื่อง หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 4,100 กว่าบาท

ข่าวดังกล่าว จึงเป็นที่สนใจของหลายๆ ประเทศที่เล็งเห็นความสำคัญ ตรงจุดนี้และเริ่มมีการสั่งซื้อกันบ้างแล้ว โดยเฉพาะประเทศบราซิล และประเทศจีนที่เอาจริงเอาจังมาก จึงได้ผลิตรุ่นแรกออกมาทั้งหมด 6 ล้านเครื่อง สำหรับประเทศไทยก็น่าจะมีความเป็นไปได้ ที่จะสั่งซื้อเข้ามาให้กับนักเรียนทุกคน ทั่วประเทศได้มีโอกาสใช้ และขณะนี้ได้มีการคาดการณ์ โดยเทียบจากราคาแลปทอป รวมไปถึง E-Book ล็อตแรก 500,000 เครื่องก่อนจะมีการส่งมอบ ให้เด็กนักเรียนที่จะมีการเข้าระบบการศึกษา 800,000 คนต่อปี คิดเป็นเงินงบประมาณทั้งสิ้น 3,200-3,300 ล้านบาทต่อปี โดยจะเป็นการทำงานร่วมกันของ 2 กระทรวง คือ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ ไอซีที และ กระทรวงศึกษาธิการ ตามนโยบายของรัฐบาล

รอง ผอ.ซิป้าได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เป้าหมายหลักๆในหลักสูตรของการส่งเสริมสื่อการเรียนการสอนอิเล็กทรอนิกส์ จะมุ่งเน้นไปที่กลุ่มเด็กนักเรียนประถมศึกษา-มัธยมศึกษา ขณะที่อุดมศึกษานั้นไม่ค่อยขาดแคลนในจุดนี้ อย่างไรก็ตาม อาจมีการเชิญครู-อาจารย์จากสถาบันอุดมศึกษามาเป็นผู้ช่วยให้ความรู้ทางด้านนี้ เพราะการทำ E-Book นั้นต้องมีการพัฒนารูปแบบด้านแอนิเมชั่นเพื่อกระตุ้นให้เด็กนักเรียนมีความสนใจด้านการเรียน โดยคาดการณ์ว่าน่าจะนำมาใช้ได้จริงในปีการศึกษา 2549 ส่วนเรื่องของเครื่องรองรับระบบนี้ ในประเทศไทย มีบริษัท HP ที่รองรับระบบได้ รวมไปถึง IBM ที่กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนา

จากพัฒนาการที่กำลังเกิดขึ้นนี้ เห็นได้ชัดว่ารากฐานการศึกษาและเทคโนโลยีต่างเป็นสิ่งที่สำคัญในการพัฒนาประเทศ การประยุกต์ใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์ทางด้านการศึกษาจึงเป็นสิ่งที่ดี เพียงแต่จะดึงจุดดีจุดไหนมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

แม้ในปัจจุบัน โครงการทั้งหมดที่กล่าวมาแล้ว จะยังเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น แต่ก็นับว่าเป็นก้าวที่สำคัญ ที่จะได้เห็นหลักสูตรการเรียนการสอนระหว่าง เด็กนักเรียนในเมืองหลวง และต่างจังหวัดมีความทัดเทียมกันมากขึ้น และคงจะเป็นพัฒนาการใหม่ที่สื่อการเรียนการสอนที่เรียกว่า “E-Book” จะเข้ามามีบทบาทต่อการพัฒนาการเรียนรู้ในอนาคตของเด็กไทย…

ที่มา : http://www.thaitelecom.com/

Tags:

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *