วิชา พรหมยงค์ ผู้อยู่เบื้องหลังธุรกิจกาแฟพันล้าน

วิชา พรหมยงค์ ผู้อยู่เบื้องหลังธุรกิจกาแฟพันล้าน
เรื่อง อรุษา กิตติวัฒน์
ภาพ ปิยชาติ ไตรถาวร
ครั้งแรกที่ได้เจอเราคิดว่าเขาน่าจะเป็นศิลปินมากกว่าคนขับเคลื่อนธุรกิจ
วิชา พรหมยงค์ เกิดที่ยะลา แต่มาเติบโตที่ภาคกลาง ในวัยหนุ่มเขาออกเดินทางสู่ป่าภาคเหนือผ่านงานที่ปรึกษาการสำรวจพื้นที่ป่าให้กับบริษัทต่างชาติ องค์กรเอกชนหลายแห่ง ชีวิตการทำงานบวกใจรักทำให้เขารู้จักป่าแถบพม่า ตอนใต้ของจีน ลาว แทบทุกตารางนิ้ว และมีบ้างที่เลยไปถึงเวียดนาม ก่อนจะกลับมาใช้ชีวิตตามเส้นทางของตัวเอง
ชีวิตอาจจะดำเนินไปเช่นนี้ ถ้าวันหนึ่งเขาไม่ได้รับการขอร้องให้เข้ามาช่วยพลิกฟื้นชีวิตเกษตรกรชาวอีก้อบนดอยช้าง เมื่อตกลงใจจะเข้ามาเขาทุ่มเททั้งแรงกาย แรงใจ ด้วยหวังเพียงแค่ว่าให้ชาวดอยพอลืมตาอ้าปากได้เท่านั้นเอง
จากเงินลงทุนเพียง 320,000 บาท วิชาเปลี่ยนบทบาทชาวดอยจากที่เป็นเพียงเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ มาเป็นผู้ประกอบการจำหน่ายกาแฟคั่วในแบรนด์ตัวเอง เพียง 6 ปี เงินหลักแสนที่ลงทุนไปออกดอกออกผลจากการร่วมแรงกลายเป็นเม็ดเงินหมุนเวียนของธุรกิจหลายร้อยล้านบาท และในอนาคตเป้าหมาย 5 พันล้านไม่น่าจะเป็นเรื่องยากสำหรับเขา
แม้ตลาดใหญ่ของดอยช้างจะเป็นตลาดต่างประเทศ แต่ในธุรกิจร้านกาแฟ วิชาวางตำแหน่งดอยช้างเป็น Academy ให้ผู้ที่สนใจเข้ามาเรียนรู้เรื่องกาแฟ และพร้อมป้อนวัตถุดิบสำหรับนักลงทุน โดยปราศจากระบบแฟรนไชส์ ปัจจุบันร้านกาแฟกว่า 300 แห่งทั่วประเทศใช้เมล็ดกาแฟจากดอยช้าง ปีนี้ดอยช้างยังเปิด บริษัท ดอยช้าง เทรดดิ้ง เพื่อรุกตลาดในประเทศ รวมไปถึงแตกไลน์สร้างผลิตภัณฑ์ บาย โปรดักส์ รุกตลาดคอสเมติกส์
ทุกวันนี้ดอยช้างถือเป็นโมเดลของระบบการทำธุรกิจที่น่าศึกษา การเริ่มต้นจากศูนย์ เรียนรู้ สร้างระบบ พัฒนาผลิตภัณฑ์ สร้างแบรนด์ที่เข้มแข็ง
6 ปีสำหรับการก่อร่างสร้างธุรกิจให้ยืนได้อย่างแข็งแรงไม่ใช่เรื่องง่าย
ผู้ชายคนนี้มีพลังวิเศษอะไรในตัวหรือไม่….ทำไมเขาทำได้
คุณสามารถหาคำตอบได้นับจากนี้
เมื่อคนไม่รู้….คิดจะทำธุรกิจกาแฟ
เดิมผมใช้ชีวิตอยู่ในเมือง เพาะต้นไม้ ทำฟาร์มกล้วยไม้ มีร้านเล็กๆ ขายไอ้โน่นไอ้นี่ไปเรื่อยๆ ไม่ได้คิดทำอะไรจริงจังแล้ว ตอนนั้นอาเดล(ปณชัย พิสัยเลิศ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดอยช้าง คอฟฟี่ โรสต์ จำกัด ) ซึ่งปู่เขากับผมเป็นเพื่อนเดินป่ากันมาขอให้ช่วย บอกชาวบ้านปลูกกาแฟไม่รู้จะไปขายใคร ลงมาขายเองก็ไม่ได้ เพราะไม่มีบัตรประชาชน ส่วนใหญ่จะมีพ่อค้าขึ้นไปซื้อ ให้เท่าไหร่ก็ต้องขาย จนชาวบ้านเลิกปลูกกันไปหมดแล้ว ที่เหลืออยู่ 500-600 ไร่ ฟันทิ้งก็ไม่ตาย
ผมบอกอาเดลว่าไม่ทำ ผมไม่รู้เรื่องกาแฟ จนเขามา 3-4 ครั้ง ผมก็ขอเวลา 5 เดือน ผมจะศึกษาเรื่องกาแฟ เริ่มหาข้อมูล หาหนังสืออ่าน ขอให้น้องช่วยเปิดเว็บไซต์ ปริ้นท์ข้อมูลเกี่ยวกับกาแฟมาให้ผมอ่าน พอศึกษาไป เริ่มมองเห็นช่องทางว่าทำได้
ปีนั้นเรารวบรวมเมล็ดกาแฟ ผมโทรศัพท์ติดต่อพ่อค้า ทยอยขนลงมาที่ตีนดอย สมัยนั้นถนนอย่างเลว ลงไปตีนดอยแค่ 20 กิโลเมตร ใช้เวลา 4 ชั่วโมง แล้วต้องจ้างรถหกล้อส่งเข้าเชียงใหม่ ค่าขนส่งแพงมาก ตอนคุยกันให้กิโลกรัมละ 60 บาท ไปถึงให้ 30 บาท ไม่เอาเขาก็ไม่ซื้อ ผีขึ้นป่าช้า มันต้องเผาอยู่แล้ว เอากลับมาเรากินไม่เป็นด้วยซ้ำไป
หลังจากที่เรามาศึกษาแล้วเห็นความเป็นไปได้ในทุกๆ ด้าน ที่มันไม่ผ่านเพราะมันไปอยู่ในมือพ่อค้าคนกลางทั้งหมด ผมคิดว่าต้องทำอะไรแล้ว
วันนั้นผมคิดแค่ว่าขยายพื้นที่บนดอยสักประมาณ 3 พันไร่ แล้วขายให้ได้ราคาสัก 60-65 ก็พอแล้ว เท่านั้น ไม่ได้มองภาพใหญ่โต ปี 2546 เราเริ่มทดลองปรับให้เป็นระบบ organic สองปีแรกที่ผมขึ้นดอยไป ไม่มีใครฟังอะไรเลย เขาปลูกมา 20 กว่าปีแล้ว ขนาดหน่วยงานมา อาจารย์มา ยังช่วยไม่ได้ แล้วผมเป็นใครจะเข้ามาปรับเปลี่ยนอะไรหมดเลย ที่เขาทำขายอยู่ทุกวันมันก็ขายได้แล้ว ผมบอกที่คุณขายได้เพราะคุณมีบัตรประชาชน คุณบีบชาวบ้านซื้อกิโลละสิบกว่าบาท คุณไปขายโลละ 50-60 บาทในเมือง
ผมเองไม่ได้มีการศึกษา เราไม่ได้เรียนหนังสือ แต่เรามีหนังสืออ่าน เราไปหาผู้รู้ นั่ นคือการศึกษา ผมเข้าไปที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ด้านหน้าศูนย์ศึกษาวิจัยกาแฟที่สูง คนรู้นั่งเต็ม ไม่มีใครสนใจ ผมนั่งอยู่ในนั้น 3-4 ชั่วโมง จน 4 โมงกว่าผมเดินลงมา พบอาจารย์พัชนี สุวรรณวิศลกิจ ท่านถามมาหาใคร ผมบอกว่าอยากมาปรึกษาเรื่องกาแฟ อยากจะทำให้มันดี จะทำยังไงบ้าง ท่านเชิญให้นั่งคุยกัน หลังจากนั้นก็ช่วยเหลือเรามาจนถึงวันนี้ 7 ปีเต็มๆ
เริ่มต้นผมใช้แปลงทดลองสิบกว่าไร่ ที่เคยขายได้ประมาณ 6-7 หมื่นบาทต่อปี ประกันราคาให้ 7 หมื่นบาท แต่ปีนี้ทำแบบที่ผมบอก ปรากฏว่ารายได้เพิ่มขึ้นมาเป็น 3 แสนกว่าบาท วันนี้ในพื้นที่เท่าเก่า ได้หลักล้าน พอคนนี้ทำได้ คนอื่นก็ทำตาม ตอนนี้สัก 70 เปอร์เซ็นต์แล้ว
ผมใช้เวลาตั้ง 3-4 ปี กว่าจะทำ organic farming ได้ สิ่งแรกที่ทำคือเชิญนักวิชาการเรื่องปุ๋ยเรื่องดิน อบรมทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ สอนเขาวิเคราะห์วิจัยดิน ตรวจสอบคุณภาพดินด้วยตัวเอง แล้วพอตรวจสอบออกมา ผมบอกเห็นมั้ย ดินไม่ได้ขาดอะไรเลย N-P-K ครบ เราลดการใช้ปุ๋ยมหาศาลจากเคยใช้ 2-3 แสนบาท เหลือแค่ 3 หมื่นบาท ก็ในเมื่อดินมันอิ่มแล้ว จะยัดเข้าไปทำไม แต่วันนี้ยังมีคนรุ่นเก่าบางคนที่ยังดื้อ เขารู้สึกว่าการไม่ได้ใส่อะไรลงไป(ในดิน)มันรู้สึกคล้ายๆ ขาดอะไรไปอย่าง อยากจะเพิ่ม ได้ ทำปุ๋ยหมักไปเพิ่ม จัดการเรื่องพรุนนิ่ง (Pruning : การตัดแต่งกิ่ง) ให้ดี ตอนนี้เราส่งคนไปอบรมเรื่องการเลี้ยงไส้เดือน อยากจะทำโรงเลี้ยงไส้เดือน
ระบบพรุนนิ่งตอนแรกต้องหลอกผู้ใหญ่บอกว่าจะไปเยี่ยมญาติ แล้วถล่มคนลงพรุนนิ่งหมดเลย เขากลับมาเห็นร้องไห้เลยนะ ชาวบ้านเขาคิดว่ายิ่งต้นใหญ่เท่าไหร่ก็จะให้ผลผลิตเท่านั้น หารู้ไม่ว่าระบบรากมันไม่สามารถไปทานรับได้ ถ้าคุณพรุนนิ่งดีๆ มันอยู่ได้เป็น 80-100 ปี เก็บเกี่ยวก็ง่าย
ข้อมูลกาแฟทั้งหมดในประเทศไทย ค่าเฉลี่ยของผลผลิตจะได้ที่ 80-100 กิโลกรัมต่อไร่ สูงสุดไม่เกิน 120 กิโลกรัม ตีว่าเฉลี่ย 100 กิโลกรัม คุณเชื่อมั้ยหลังจากสองปีที่ปรับระบบทั้งหมด ได้ผลผลิต 400 กว่ากิโลกรัมขึ้น วันนี้หลังจาก 5 ปีไปแล้ว ดูแลระบบให้ดี โดยที่ไม่ได้ไปเสียค่าปุ๋ยอะไรมากมาย แต่ผลผลิตเพิ่ม 4 เท่าตัว
สร้างแบรนด์กาแฟไทยในตลาดโลก
ถ้าถามว่าอะไรทำให้แบรนด์ดอยช้างเกิดขึ้นได้ ผมตอบได้อย่างเดียวว่าความตั้งใจเท่านั้นเอง เราพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าถ้าตั้งใจจริงๆ ลงมาค้นคว้า ดูแลเรื่องการตลาดจริงจัง เรามั่นใจว่าด้วยระบบที่เรารวบรวมมา 5 ปี เราเป็นสุดยอดของโลกแล้ว เราเข้าไปควบคุมคุณภาพทั้งระบบการเพาะปลูก การคัด ตอนนี้เรามี แฟร์เทรด เราได้ Organic Certification ของ USDA เราได้ Organic Farming ของยุโรป ตอนนี้เรากำลังรอ FLO ซึ่งเป็นแฟร์เทรดของสหรัฐอเมริกา ดังนั้น Certificate ต่างๆ ในโลกเรามีครบอยู่แล้ว ที่เหลือคือขยายฐานการผลิตให้เต็มพื้นที่ ซึ่งพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 3 หมื่นไร่ เราตีไว้ 70 เปอร์เซ็นต์คือประมาณ 2 หมื่นไร่ เท่ากับประมาณ 8 พันเอเคอร์ แค่นี้ก็ถือว่าใหญ่แล้วนะสำหรับ Single Origin Estate
ตอนนี้แข่งขันกันที่คุณภาพอย่างเดียว จากที่กาแฟดอยช้างได้คะแนน cup quality แค่ 60 กว่า ปีที่ผ่านมาตัวท็อปของเรา Single Estate Pea berry Medium Roast ได้เรทติ้งขึ้นมาเป็น 93 แล้ว เราไม่เคยประกวดกับใคร ที่เราส่งไปทำ cup quality test เราไม่ได้ต้องการแข่งขันกับใคร แต่เพราะอยากรู้ว่าเราทำอะไรได้อีก รู้จักตัวเราเอง ในระบบการผลิตของเรา ควบคุมคุณภาพคงที่มั้ย เราทำได้ดีกว่านี้อีกมั้ย ตรงนี้ต่างหากที่ผมต้องการ
ผมอยากเห็นเมืองไทยทำอย่างนี้หมด ถ้าเกษตรกรพร้อมจะเรียนรู้เราทำได้ แต่ที่ผมเห็นระบบการตลาดยังไม่ชัดเจน ทำมาดี ขายได้ราคาเท่านั้น ทำมาไม่ดีก็ขายได้เท่านั้น ดังนั้นทุกคนก็ไปทำไม่ดีหมด ดอยช้างทำให้ดีได้ เพราะเราหาตลาดเอง ผมถูกด่าว่าปั่นราคา ตอนที่เราประกันราคากิโลกรัมละ 80 บาทแล้วโดดขึ้นมาเป็น 100 บาท ผมให้ได้เพราะเรายังขายกาแฟดิบในราคาส่ง 300-400 บาทได้ เมื่อมันโตควรจะโตไปทั้งหมด เรามั่นใจว่ากำลังนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดให้กับผู้บริโภค ถ้าทำดี มันมีที่มาที่ไปของต้นทุนอยู่
เดิมบนดอยช้างกาแฟเป็นพืชรองอันดับ 4-5 แต่วันนี้กาแฟคือ พืชหลัก ได้เงินชัดเจนครับ ไม่ใช่ไม้การพนันเหมือนกะหล่ำ ที่บางทีฟลุ๊คขึ้นมาได้หลายหมื่น แต่บางทีเหลือแค่กิโลกรัมละ 30 กว่าสตางค์ 70 สตางค์ เขาทิ้งเลย ไม่เก็บขายหรอก แต่กาแฟมันได้แน่นอน ลูกหลานที่แต่งงานอยู่กรุงเทพฯ พ่อแม่เขาแบ่งที่ให้ 15 ไร่ 20 ไร่ ก็กลับขึ้นไปปลูกกาแฟหมด ไปเริ่มต้นชีวิตกันใหม่ เพาะปลูกกันไปตามระบบ แล้วส่วนหนึ่งก็มาช่วยงานเรา
เมื่อเราคิดที่จะทำตลาดต่างประเทศ เราเริ่มส่งกรีนบีนไปทดสอบ มีคนสนใจเข้ามาหาเราเยอะมาก เพื่อขอมีส่วนร่วมในการผลิต เสนอขอร่วมหุ้น เราปฏิเสธไปทุกราย แต่ทางกลุ่มแคนาดาเราใช้ลักษณะการร่วมทุน 50/50 คือเขาลงทุน 100 เปอร์เซ็นต์ เปิดบริษัทที่นั่น เราส่งเมล็ดกาแฟดิบไปในราคาต้นทุน ผลกำไรที่ได้แบ่งกัน 50/50 เราใช้ระบบการตลาดแบบนั้น ซึ่งทำให้เราปลอดภัย ฐานการผลิตทั้งหมดมันก็ยังเป็นของคนไทยคือพี่น้องบนดอยทั้งหมด
หลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ญี่ปุ่น เกาหลี ฝรั่งเศส มาขอลงทุนร่วมเราก็ไม่ให้ตรงนั้น ทั้งๆ ที่เป็นเม็ดเงินก้อนใหญ่ อย่าง 2 ปีที่แล้วมาเสนอเงินให้เปล่า 4-5 ล้านเหรียญ เพื่อขอเป็นหุ้นส่วนบนดอย เราไม่เอา
อย่างตลาดกาแฟในเกาหลีโตเร็วมาก แต่ ณ วันนี้เราสินค้าไปเกาหลีไม่ได้ เพราะมีคนไปจดทะเบียนโลโก้ดอยช้างไว้ แต่ไปเอากาแฟจากที่อื่นมาแอบอ้าง ซึ่งเรากำลังฟ้องร้องอยู่ ศาลจะตัดสินเดือนกันยายนนี้ ตอนนี้ในเกาหลีคนรอกาแฟดอยช้างเยอะมาก แต่เราส่งไปไม่ได้
คุณไปพูดกับใครในโลกนี้ไม่มีใครเชื่อว่า เมืองไทยมีกาแฟที่ดี ไม่ได้อยู่ในสารระบบเลย ประเทศไทยเป็นประเทศแรกในโลกที่ปลูกกาแฟโดยที่ไม่ได้เป็นอาณานิคมใคร น่าภูมิใจมาก อาราบีก้าต้องปลูกบนดอย ซึ่งก็คือแหล่งปลูกฝิ่นเก่าทั้งนั้น ที่ดอยช้างเป็นแหล่งปลูกฝิ่นใหญ่มาก คุณภาพดีที่สุด ฉะนั้นเรามองเห็นศักยภาพ
เมืองไทยเรามีสายพันธุ์กาแฟดีๆ เยอะมาก กรมวิชาการเกษตรกับโครงการหลวงซึ่งเป็นแม่งานตั้งแต่สมัยเริ่มต้นมีสายพันธุ์กว่า 168 คู่สายทดลองปลูก ดอยช้างเรามี 3 สายพันธุ์หลักคือ คาทูร่า คาทุย และ คาติมอร์ ซึ่งเป็นตัวท็อปๆ ของโลกทั้งนั้น เรามีผู้รู้เรื่องกาแฟหลายท่าน อย่าง อาจารย์อาภรณ์ ธรรมเขต นอกจากรู้เรื่องโรคและแมลง breeder ระดับท่านมีอยู่ไม่กี่คนในโลก หรืออาจารย์พัชนี สุวรรณ และอีกหลายๆ ท่าน ที่ผมดึงมาช่วยดอยช้างฟรีหมด
ผมส่งผลกรีนบีนไปทดสอบ ส่งให้เพื่อนเอาไปดูที่โรม ที่โคเปนเฮเก้น ที่ปารีส ไปหลายที่ เขาบอกว่ากาแฟดีแต่ยังต้องปรับปรุงกระบวนการ เราก็มาปรับฐานของการผลิตวัตถุดิบ ระบบจากที่เราเคยทำแบบที่เขาสอนกันมาเป็น 30 ปี มันเริ่มใช้ไม่ได้ เราถูกสื่อมาให้ทำเหมือนกันหมด ไปดูเมืองจีนก็เหมือนกัน ไปดูที่ไหนก็เหมือนกัน ผมรู้สึกว่าฝรั่งกำลังตอนเรา ไม่ให้เราโต รักษาคุณภาพไว้ให้ได้ระดับนี้เท่านั้น แล้วราคาพ่อค้าก็จะยืนอยู่ในระดับนี้
เราก็เลยคิดค้นวิธีต่างๆ ว่ากาแฟที่เขาขายได้เป็นหลายๆ พัน หรือเป็นหมื่น เขาทำยังไง เจาะข้อมูลการผลิตของบลูเม้าเท่น จาไมก้า คอสตาริก้า เคนย่า โคลัมเบีย ปาปัวนิวกินี ค้นหนังสือมาหาอ่าน พบว่ามันมีตำราอยู่ครบ แล้วทำไมเขาไม่ทำกัน เราก็เอาข้อดีของแต่ละแหล่งมารวมกัน ทดลองเป็นเวลา 4-5 ปี จนมั่นใจ ผลที่ได้ คุณภาพมันดีขึ้นมา
กาแฟธุรกิจพันล้าน
คุณเคยบอกว่าอนาคตดอยช้างจะมีเม็ดเงินหมุนเวียน 5 พันล้านเป็นไปได้จริงหรือ?
วิชาให้คำตอบทันทีว่า ง่ายมาก ถ้าไม่ฆ่าตัวตายเสียก่อน ในอนาคตเราตั้งเป้าว่าเราจะไม่ขายเมล็ดกาแฟดิบ แต่จะขายเฉพาะกาแฟแปรรูป ซึ่งสามารถเพิ่มมูลค่าเพิ่มให้เราได้ ตอนนี้กาแฟดอยช้างในเมืองไทยขายอยู่กิโลกรัมละ 1,000-1,600 บาท ในต่างประเทศเริ่มต้นจาก 60 เหรียญ ไปจน 200 เหรียญ เราไม่ต้องไปมองตัวเลขตรงนั้น เอาแค่กิโลกรัมละ 1,000 ตันละ 1 ล้าน เรามี 5,000 ตัน ก็คือ 5,000 ล้าน
ที่ผมห่วงคือความแตกแยก เงินมันมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วถ้าเขาพลิกนิดเดียว กำไรเขาเยอะขึ้นเป็น 3 ล้าน 5 ล้าน ถ้านิสัยขี้โกงเข้ามา หมายถึงโกงผู้บริโภค มันจะไม่เห็นถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน ชาวบ้านส่วนหนึ่งไปขนเชอรี่ข้างล่างขึ้นมาทำข้างบนสวมรอยเป็นกาแฟดอยช้าง ระยะยาวถือเป็นการฆ่าตัวตาย ปีที่แล้วผมตัดออกจากสมาชิกไป 2 โรงงาน เพราะเขามองเห็นเงิน ไปขนกาแฟที่อื่นขึ้นมา ผมให้เวลา 2 ปี ปรับปรุงตัว แล้วค่อยเข้ามาคุยกันใหม่ ซึ่งตอนนั้นจะมีคณะกรรมการเป็นคนตัดสินไม่ใช่ผม เพราะเรามีกฎระเบียบของเราในจุดของการควบคุณคุณภาพทั้งหมด
จริงๆ แล้วกาแฟไทย ผมมั่นใจว่าถ้ามีโพรเซสดี มีการดูแลเรื่องการตลาดที่ชัดเจน เราสู้กับคนทั้งโลกได้ หลังจากที่ดอยช้างก้าวออกไป เรารู้แล้ว ถ้าเราแคร์ผู้บริโภค เราใส่ใจ ทุกอย่างมันจะต้องดีไปด้วยกันหมด

จากกาแฟสู่ คอสเมติกส์
กาแฟคุณภาพต่ำที่พ้นจากเกรดของการชงดื่ม เราสามารถนำไปทำผลิตภัณฑ์อื่นได้ สบู่กาแฟเป็นตัวแรกที่ทำออกมา ผมค้นหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตพบว่าน้ำมันสกัดจากกาแฟคั่วเป็นตัวกระตุ้นการสร้างเซลผิวหนังที่เร็วมาก ภายใน 36 ชั่วโมง ราคาลิตรละ 4-5 แสนบาท ทำไมเราจะไม่ทำล่ะ เราไม่ได้ทำแค่ระดับโอทอป เราต้องทำระดับโลก ขายก้อนละ 10 เหรียญ ปรากฏว่าขายดีมาก
เราเปิดบริษัทใหม่ ดอยช้าง คอฟฟี่ คอสเมติกส์ ตอนนี้กำลังศึกษา วิจัย เรื่องการทำเดย์ครีม ไนท์ครีม จากกาแฟ ผมจะสร้างทีมงานที่เป็ผู้หญิงล้วนๆ ให้มาบริหารกันเอง ให้ลูกหลานรุ่นนี้รวมตัวกันให้ได้ หลังจากผมไม่อยู่เขาจะสามารถบริหารกันเอง
การสร้างชุมชนที่เข้มแข็ง
ผมเดินขึ้นไปบนดอยตัวเปล่า ผมบอกอาเดล รถของเขาไม่ต้องใช้ ขายได้เงินมา 320,000 บาท วางมัดจำที่ดิน 50,000 บาท แล้วค่อยๆ ทยอยจ่าย ขายกาแฟได้มา 4,000-5,000 บาทก็ไปซื้อหิน ซื้อปูนมาช่วยกันสร้างโรงงาน จนถึงวันนี้ผมเป็นประธานบริษัทซึ่งลงทุนไป 300 กว่าล้านแล้ว นี่คือเกษตรกรทั้งหมด วันนี้คนมองว่าผมรวย แต่ผมไม่มีอะไรเลย เงินเดือนก็ไม่มี ผมมีหุ้นในบริษัทแค่ 0.5 เปอร์เซ็นต์ ทำงานอย่างเดียว หิวลูกหลานทำให้กิน อยากดื่มก็หาให้ เสื้อผ้าเขาเย็บให้ บริษัทไม่เป็นของใครทั้งนั้น ผมให้อาเดล ถือหุ้นไว้ 90 กว่าเปอร์เซนต์ เพราะอาเดลเป็นคนซื่อสัตย์ เขาสามารถจะเอาเงินก้อนนี้ไปทำอะไรได้ตามจุดประสงค์ที่เราต้องการ ส่วนน้องๆ อีก 5 คนที่มาฟอร์มเป็นบริษัทก็ลูกหลานทั้งนั้น ถือหุ้นกันคนละ 0.5 เปอร์เซ็นต์ เป็นรูปแบบบริษัทตามกฎหมายเท่านั้น โดยระบบแล้วไม่มีใครเป็นเจ้าของ งานทั้งหมด เงินทั้งหมดคือเงินบนดอยหมด
เรามี 12 โรงงานซึ่งจดทะเบียนเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนรับซื้อเชอรี่จากเกษตรกร 40-70 ครอบครัว ดูแลด้วยมาตรฐานเดียวกันเพื่อให้ได้กาแฟกะลาที่มีคุณภาพ แต่ละโรงงานเท่ากับหนึ่งบริษัท เด็กทุกคนจะเรียนรู้วิธีการทำงานในรูปบริษัท เราสร้าง Acadamy ขึ้นมา เพื่ออบรมให้เกษตรกรรู้จักการตรวจสอบสภาพดินด้วยตัวเอง เชิญวิทยากรอบรมทุกๆ เรื่อง การทำปุ๋ย ขณะเดียวกันก็เชิญธนาคาร เชิญธกส. มาอบรมวิธีดูแลบริหารการเงิน ระบบการใช้เงิน ระบบการจัดสรรปันส่วน เราลงทุนกับเครื่องไม้เครื่องมือในแล็บเป็นล้านๆ เชิญอาจารย์ขึ้นมาสอนการวิเคราะห์ในแล็บ ส่งเด็กไปเรียน เราศึกษทุกอย่างลงลึกมาก
การบริหารงานใช้ระบบกลุ่ม เครือข่าย แล้วเปิดบริษัทย่อยเป็นกลุ่มเครือข่ายย่อย ไม่ว่าจะมองเหมือนสหกรณ์ หรืออะไรก็แล้วแต่ หลักการคือผมพยายามสื่อถึงการอยู่ร่วม รู้จักเผื่อแผ่ เราสร้างระบบดูแล นอกจากเป็นรูปบริษัทแล้ว ผมให้ทำสัญญาไว้อีกหนึ่งฉบับ ผลกำไรที่จะได้ในอนาคตเอาไปใช้อะไรบ้าง แล้วจะต้องเป็นอย่างนั้นตลอดไป ผลกำไรสมมติว่า 20-30 เปอร์เซนต์ พอแล้วสำหรับเจ้าหน้าที่ อีก 20 เปอร์เซนต์ แบ่งกลับเข้าไปบำรุงรักษาโรงงาน เงินที่เหลือ 50 เปอร์เซนต์ จะเป็นกองทุนไว้การศึกษา สร้างโรงเรียน สร้างโรงพยาบาล พัฒนาชุมชนของเรา
ทุกวันนี้เงินที่ได้มาลงทุนหมด ขยายฐานโรงงาน ซึ่งจะต้องใช้เงินอีกไม่น้อยกว่า 400 ล้านในเรื่องของโรงงานเพื่อให้ครบวงจรทั้งหมด อนาคตเราจะทำ Freeze Dried Instant เป็นรายแรกในโลกที่จะเป็น Single Origin Freeze Dried ซึ่งต้องลงทุนสูงมาก ตอนนี้เราซื้อที่ไว้แล้วที่แม่สวย เป็นที่ตีนดอย อยู่ห่างจากตัวอำเภอประมาณสัก 10 กิโล ตรงนั้นจะเป็นโรงงานพร้อมกับจะเป็นโกดัง ซึ่งอนาคตเราจะมีประมาณ 5-6 พันตัน ซึ่งจำเป็นมากที่จะหาที่สำหรับการขยายงาน พอทุกอย่างตรงนี้ลงตัว ก็จะเป็นเรื่องของการพัฒนาพื้นที่แล้ว ก็คือพัฒนาองค์กรชุมชนเรา
เป้าหมายของผมคือหลังจากที่ทุกอย่างลงตัวแล้ว เราต้องการโรงเรียนดีๆ หนึ่งหลัง เราต้องการโรงพยาบาลดีๆ หนึ่งหลัง งบประมาณที่เราคำนวณไว้ประมาณ 300-350 ล้าน ฉะนั้นทุกอย่างการพัฒนาพื้นที่ การพัฒนาองค์กรชุมชนบนนั้น ใช้เงินจากกาแฟทั้งนั้น
ผมอยากเห็นโรงเรียนในฝัน สำหรับเด็ก 2-9 ขวบ เราอยากจะดูแลเขาตรงนั้น พ้นจาก 9 ขวบ โอเค เข้าไปเรียนตามระบบของราชการ ไม่ใช่ปัญหา เราเรียนรู้ศึกษามา เรารู้ว่าเด็กวัยนี้ ต้องการการเริ่มต้นที่ชัดเจน
ปีที่แล้วเราเปิด Academy เป็นสิ่งที่ผมภูมิใจที่สุด ทุกคนเดินเข้ามาหาความรู้ได้ ไม่ใช่เฉพาะพี่น้องจากดอยช้าง มาได้จากทั่วโลก เราอยากสอนให้ทุกคนมั่นใจตัวเอง แค่มีความตั้งใจ อยากเปิดร้าน เข้ามาที่ Academy เลย เราสอนให้หมดทุกอย่าง ตั้งแต่การชงกาแฟที่เป็นมาตรฐาน สอนระบบการบริหารจัดการ ต้นทุน จุดคืนทุน โลเคชั่นคิดว่าได้มั้ย ครบขั้นตอนหมด ไม่เห็นต้องไปเสียค่าแฟรนไชส์ เราสอนให้เขาทำให้ดี แล้วมีการนำเสนอให้ชัดเจน
ทำไมเราถึงเน้นในจุดของการให้ความรู้ มากกว่าเน้นการขาย เพราะวันหนึ่งพอคนรู้จริง เขาจะกลับมาเอง
ผมอยากเห็นหมู่บ้านที่วันนึงคนเอาไปพูดถึงมันได้ ในหมู่บ้านก็จะมีเฉพาะในเรื่องของศิลปวัฒนธรรมประเพณี การอยู่รวมขององค์กรหมู่บ้าน งานทั้งหมดซึ่งมันจะเกิดมลภาวะ เกิดอะไร อยู่ข้างนอกหมด มันไม่ใช่แค่สุขที่ได้คิดนะ แต่ต้องทำให้ได้ ที่อื่นทำได้ทำไมเราจะทำไม่ได้ เม็ดเงินก็มี เม็ดเงินมันมาจากไหน มันมาจากพวกเขาทั้งนั้น มันควรจะอยู่ตรงนั้น
สิ่งที่คนบอกว่าทำไม่ได้ มันก็ทำมาได้หมดแล้ว 5-6 ปีมานี่ งั้นก้าวต่อไปไม่ยากหรอก รอให้ลงตัวอีก 2-3 ปี ลงตัวกว่านี้ หลังจากเสร็จเรื่องระบบงาน เรื่องโรงเรียน เรื่องโรงพยาบาล ผมอยากจะสร้างหมู่บ้านใหม่ทั้งหมู่บ้าน ตอนนี้ผมพยายามพาเด็กไปดู ต้าลี่ ลี่เจียง ไปซานมาริโน ให้เขาเห็นระบบการจัดการหมู่บ้านซึ่งมีคนประมาณ 1-2 พันครอบครัว พอเราเสร็จเรื่องระบบงานแล้ว ก้าวต่อไป เม็ดเงินที่เหลือห้าสิบเปอร์เซ็นต์ จะเข้าไปจัดการระบบหมู่บ้านทั้งหมด
สนุกครับ สนุกที่ได้สร้างชุมชนได้ทำอะไร พอเรามองว่าชุมชนสามารถสร้างได้ด้วยตัวเอง มันยิ่งใหญ่ วันนี้ผมไม่มีอะไรเลย แต่ผมมีความสุขที่สุด อาชีพเราคือทำกาแฟให้ดีที่สุด สร้างชื่อเสียงให้ประเทศเราให้ได้ ตอนนี้ดึงทุกคนเข้ามาอยู่ในจุดเดียวกันได้แล้ว ทุกคนที่ปลูกกาแฟ วันนี้เขารู้ที่มาที่ไป กาแฟมาจากไหน ก็โยงกลับเข้าไปว่าเรามีทุกวันนี้ได้เพราะในหลวง

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *