วิจัยพบ! ยา 5-in-1 ป้องกันหัวใจ

วิจัยพบ! ยา 5-in-1 ป้องกันหัวใจ
• อาหาร
• เรื่องเด่น
ช่วยลดความดัน-โคเลสเตอรอลได้ในเม็ดเดียว

ทีมนักวิจัยแคนาดาทดลองยาสูตรผสม 5 – in – 1 ป้องกันโรคหัวใจในผู้มีวัยเกินกว่า 55 ปี ใช้ได้ผลดี ปลอดภัย ช่วยลดความดันโลหิตและโคเลสเตอรอลลงโดยไม่เกิดผลข้างเคียงรุนแรง คาดสามารถช่วยชีวิตประชากรได้หลายสิบล้านคนทั่วโลก

แนวคิดที่มีมานานเพื่อพัฒนายาเม็ดมหัศจรรย์ที่สามารถรักษาทุกโรคใกล้ความจริงมากขึ้น โดยล่าสุดนิตยสารแลนเซตในอังกฤษ รายงานการศึกษาของนักวิจัยนำทีมโดย ดร.ซาลิม ยูซุฟ จากมหาวิทยาลัยแม็คมาสเตอร์ของแคนาดา ที่แสดงให้เห็นว่ายาเม็ดที่ผสมตัวยาหลากหลายไว้ในเม็ดเดียว เพื่อป้องกันโรคหัวใจในผู้มีวัยเกินกว่า 55 ปี ใช้ได้ผลดีตามที่ต้องการและปลอดภัย

ทั้งนี้ ยาแคปซูลที่ใช้ในการศึกษาผลิตโดยบริษัทแคดิลา ฟาร์มาซูติคัลส์ ประกอบด้วยตัวยา 5 อย่างที่ถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวางอยู่แล้วในปัจจุบัน เช่น แอสไพริน ยาแก้ปวดแก้ไข้ที่ยังมีคุณสมบัติป้องกันลิ่มเลือดอุดตัน, สแตติน ลดโคเลสเตอรอล และยาลดความดันเลือดอีก 3 ชนิด เสริมด้วยกรดโฟลิก

จากการทดลองกับประชาชนจำนวน 2,053 คน ในศูนย์สุขภาพหลัก 50 แห่งของอินเดีย ซึ่งเป็นผู้ที่มีสุขภาพร่างกายปรกติ ปลอดโรคหัวใจ แต่มีปัจจัยเสี่ยงอยู่บ้าง อาทิ มีภาวะความดันโลหิต เป็นผู้สูบบุหรี่มาเป็นเวลานาน ผลที่ได้ปรากฏว่าเมื่อใช้ยาเม็ดสูตรผสมให้ผลคล้ายคลึงกับการรักษาด้วยยาแต่ละขนานแยกส่วนกัน อีกทั้งยังพบว่าสามารถช่วยลดความดันโลหิตและโคเลสเตอรอลลงได้โดยไม่ทำให้เกิดผลข้างเคียงรุนแรง

นักวิจัยเชื่อว่าการทำปฏิกิริยาร่วมกันของส่วนผสมทั้งหมดในยาอาจช่วยลดอัตราการเกิดหัวใจวายและโรคหลอดเลือดสมองตีบในกลุ่มประชากรวัยกลางคนได้เฉลี่ยถึงครึ่งหนึ่ง และหากประเมินการใช้ยาสูตรใหม่นี้ทั่วโลกคาดว่าจะสามารถช่วยชีวิตประชากรได้หลายสิบล้านคน

ประชาสัมพันธ์มูลนิธิโรคหัวใจของอังกฤษเปิดเผยว่า ผลที่ได้แสดงให้เห็นว่ายาสูตรผสมมีศักยภาพที่จะลดการเกิดโรคหัวใจได้ งานวิจัยขั้นต่อไปจำเป็นต้องตรวจสอบว่ายาดังกล่าวสามารถช่วยลดอัตราการตายได้จริง

ด้านทีมนักวิจัยของศาสตราจารย์ไซมอน ธอม แห่งอิมพีเรียล คอลเลจ ลอนดอน คาดหวังทำงานวิจัยต่อเนื่องในลักษณะเดียวกัน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการทดสอบยาเม็ดสูตร 4-in-1 เช่นกันโดยการสนับสนุนของเวลล์คัม ทรัสต์ และมูลนิธิโรคหัวใจ ที่คาดว่ายาขนานใหม่นี้จะช่วยลดค่าใช้จ่ายลงได้อย่างน้อย 15 ยูโร/คนปี ถึงแม้ว่าต้องใช้เวลาอย่างน้อย 5 ปีก่อนจะมีข้อมูลเพียงพอให้คณะกรรมการอาหารและยาอนุมัติให้นำมาใช้ได้

ที่มา: หนังสือพิมพ์โลกวันนี้

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *