วิกฤติ”โรคอ้วน”ป่วนไทย

วิกฤติ”โรคอ้วน”ป่วนไทย
• คุณภาพชีวิต
เด็ก 2-18 ปี เสี่ยงสูง ส่วนใหญ่เมินออกกำลังกาย

จากสถิติของกระทรวงสาธารณสุขพบว่า ปัจจุบันเด็กไทยอายุ 2-18 ปี จำนวน 17.6 ล้านคน เป็นโรคอ้วนร้อยละ 8 กลุ่มวัยรุ่น 13-18 ปี ร้อยละ 9 เป็นวัยที่เป็นโรคอ้วนมากที่สุด ซึ่งเกิดจากพฤติกรรมการขาดการออกกำลังกาย ชอบนั่งดูทีวี หรือเล่นเกมคอมพิวเตอร์ทั้งวัน และยังบริโภคอาหารประเภทขนมกรุบกรอบ น้ำหวาน อาหารสำเร็จรูปเกินจำเป็น

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายแพทย์วิศาล เยาวพงศ์ศิริ ผู้เชี่ยวชาญโรคอ้วนและเบาหวาน เปิดเผยว่า สถานการณ์โรคอ้วนในประเทศไทยมีอัตราที่เพิ่มขึ้นจนน่าตกใจทั้งนี้เนื่องจากการดำเนินชีวิตประจำวันของคนไทยมีความเสี่ยงทั้ง การกินอาหารมากเกินความจำเป็นบวกกับประเทศไทยในช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมา มีพฤติกรรมกินหวาน บริโภคน้ำตาลเพิ่มขึ้น ซึ่งการกินแป้งกินหวานมากเกินเป็นสาเหตุเกิดโรคอ้วน เบาหวาน ไขมัน และความดันเลือดสูง โดยจากสถิติมีจำนวนคนเป็นโรคนี้เพิ่มขึ้นทุกปี ทำให้เกิดเป็นปัญหาใหญ่ระดับชาติ เพราะอนาคตอีก 10-20 ปี รัฐอาจต้องจ่ายค่ารักษาอาการแทรกซ้อนจาก โรคกินเกินเหล่านี้เป็นเงินมหาศาล

อาหารจำพวกแป้งและน้ำตาล นับเป็น digestible carbohydrate คือเป็นคาร์โบไฮเดรตที่สามารถย่อยสลายเป็นน้ำตาลในลำไส้ได้ง่ายและดูดซึมเร็ว เป็นแหล่งน้ำตาลหลักที่ร่างกายได้รับ

ส่วนอาหารจำพวกพืชผัก เป็นคาร์โบไฮเดรตที่มนุษย์ไม่สามารถย่อยสลายเป็นน้ำตาล เราจำแนกเป็น เส้นใยอาหาร (fiber) จึงไม่ทำให้เกิดน้ำตาลในร่างกาย แตกต่างกับสัตว์ที่กินพืช รวมทั้งสัตว์เคี้ยวเอื้อง (วัว ควาย ฯ) โดยสัตว์เหล่านั้นสามารถย่อยสลายพืชผักได้เป็นอย่างดี จึงทำให้เกิดประโยชน์กับร่างกายได้

ด้วยเหตุนี้คนที่บริโภคพืชผักมากๆ จึงไม่ทำให้ร่างกายได้น้ำตาลเพิ่มขึ้น แต่จะได้วิตามินและเกลือแร่และที่สำคัญคือ ช่วยการขับถ่ายด้วย

นายแพทย์วิศาล ได้อธิบายให้เห็นถึงความเข้าใจผิดของคนส่วนใหญ่ว่า “คนไทยส่วนใหญ่เข้าใจว่าการกินผลไม้จะช่วยลดความอ้วน แต่ความเป็นจริงมันไม่ใช่เพราะอาหารหรือผลไม้ชนิดใดก็ตามที่มีรสหวานล้วนแล้วแต่ทำให้อ้วนได้ทั้งสิ้น”

พร้อมกันนี้นายแพทย์วิศาล อธิบายถึงปัญหาอันเกิดจากโรคอ้วนให้ทราบว่า ปัญหาโรคอ้วนนั้นนำไปสู่สุขภาพที่ย่ำแย่ เพราะมันเป็นสาเหตุของการเกิดโรคต่างๆตามมามากมาย อาทิ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ซึ่งหากเป็นแล้วต้องกินยาเป็นระยะเวลา 10-15 ปีอาจจะทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนซึ่งเป็นโรคที่มีค่าใช้จ่ายแพงที่สุดคือโรคไต

นอกจากนี้คนอ้วนจะมีอัตราเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคมะเร็ง และโรคข้อกระดูกเสื่อม มากกว่าคนปกติอีกด้วย เพราะความอ้วนส่งผลกระทบด้านอารมณ์ อย่างแรกที่เห็นได้ชัดเจนคือ คนอ้วนจะเกิดความนับถือในตัวเองลดน้อยลง และขาดความมั่นใจ ส่วนการเคลื่อนไหวร่างกายก็เชื่องช้า ซึ่งส่งผลถึงบุคลิกภาพและทำให้เกิดความกดดันจากการดำรงชีวิต อย่างแรกคือการหาซื้อเสื้อผ้าใส่ยาก ใส่เสื้อผ้าได้ไม่สวย รวมถึงไม่กล้าเข้าสังคม เพราะถูกคนมอง ซึ่งถ้าอยู่ในโรงเรียน เด็กวัยรุ่นที่อ้วนมาก มักจะไม่ได้รับการยอมรับ เพราะเล่นกีฬาหรือทำกิจกรรมโลดโผนไม่ค่อยได้ และที่เลวร้ายกว่านั้นก็คือโดนเพื่อนล้อหรือกลั่นแกล้ง ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้คนอ้วนเกิดความหดหู่ ซึมเศร้า รังเกียจตัวเอง และมองโลกในแง่ร้าย

นายแพทย์วิศาลอธิบายต่อไปว่า โรคอ้วนไม่ใช่ปัญหาเล็กๆ แล้วเพราะในขณะนี้ทั่วโลกได้ตระหนักถึงพิษภัยของมัน หลายๆ ประเทศต้องทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อสกัดปัญหาที่กำลังลุกลาม ไม่เว้นแม้แต่สหภาพยุโรปซึ่งเขาได้จัดทำสมุดปกเขียว (Green Paper) เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาโรคความอ้วนของประชากรอย่างเป็นรูปธรรม

“โรคอ้วนนั้นไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ที่เราจะมองข้ามไปได้อีกแล้ว ตอนนี้กระทรวงสาธารณสุขก็เร่งการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนในประเทศเห็นพิษภัยอันเนื่องมากจากโรคอ้วนนี้อย่างเป็นรูปธรรม และศูนย์คุณธรรมก็ได้ส่งเสริมให้ถ่ายทอดเป็นสารคดีผ่านทางสถานีโทรทัศน์ ซึ่งคาดว่าในอนาคตคนไทยเราเองจะตระหนักว่าปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ อีกต่อไป”นายแพทย์วิศาลกล่าวในที่สุด

ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทยเท่านั้นที่กำลังเผชิญกับปัญหาโรคอ้วน ในขณะที่หลายประเทศทั่วโลกต่างตระหนักถึงภัยเงียบนี้ ล่าสุดมีรายงานการศึกษาที่ชื่อว่า ‘อินเตอร์เนชันแนล เดย์ ฟอร์ ดิ อิโวลูชัน ออฟ โอบิซิตี (ไอเดีย) ประเทศฝรั่งเศส ระบุว่า ประชากรในเอเชียตะวันออกที่เป็นโรคอ้วนมีแค่ 7% เทียบกับ 36% ของชาวแคนาดาที่ต้องไปพบแพทย์เพราะปัญหาที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน, 38% ของผู้หญิงในตะวันออกกลาง และ 40% ในแอฟริกาใต้

ขณะที่แคนาดาและแอฟริกาใต้เป็นพื้นที่ที่มีคนอ้วนหนาแน่นที่สุด โดยบีเอ็มไอเฉลี่ยของหญิง-ชายแคนาดาอยู่ที่ 29 และระดับเดียวกันสำหรับผู้หญิงแอฟริกาใต้

ในยุโรปเหนือ ผู้ชายมีบีเอ็มไอเฉลี่ย 27 และผู้หญิง 26 เข้าข่ายน้ำหนักเกิน ขณะที่ยุโรปใต้ บีเอ็มไอเฉลี่ยอยู่ที่ 28 ที่ออสเตรเลีย 28 สำหรับชาย และ 27.5 สำหรับหญิง ส่วนละตินอเมริกา บีเอ็มไอเฉลี่ยต่ำกว่า 28 นิดหน่อยนอกจากนั้น เส้นรอบเอวของชาวโลกยังขยายใหญ่ขึ้น โดย 56% ของผู้ชาย และ 71% ของผู้หญิงถูกระบุว่าลงพุง

เบฟเวอรี บัลคอ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของสถาบันวิจัยสุขภาพแห่งชาติของฝรั่งเศส (INSERM) ซึ่งเป็นผู้นำการศึกษานี้ กล่าวว่าผลศึกษาสะท้อนว่าโรคอ้วนกำลังระบาด โดยที่ประชากรครึ่งหนึ่งถึง 2 ใน 3 น้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน ทำให้สถานการณ์ของประชากรโลกมีความใกล้เคียงมากขึ้นกับสหรัฐฯ ซึ่งถูกมองว่าเป็นประเทศที่มีปัญหาเรื่องน้ำหนักตัวมากที่สุด

ทั้งนี้ประเมินว่า 2 ใน 3 ของคนอเมริกันน้ำหนักเกิน และ 1 ใน 3 เป็นโรคอ้วน ความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานยังสูงถึง 33% สำหรับผู้ชาย และ 38% สำหรับผู้หญิง

ด้วยความตระหนัก และความวิตกของคนในโลกเกี่ยวกับโรคอ้วนที่กำลังเกิดขึ้นนี่เอง ทำให้หลายๆคนใฝ่หาที่จะได้เรียนรู้สภาวะของโรคอ้วนที่อาจจะกระทบมาถึงตัวเองได้ ซึ่งเป็นเรื่องน่ายินดีที่ศูนย์คุณธรรมได้จัดทำซีดีเกี่ยวกับเรื่องของโรคอ้วนเอาไว้ให้ผู้สนใจได้ศึกษา โดยผู้ใดสนใจสามารถติดต่อขอรับซีดีเรื่องนี้ได้โดยตรงกับศูนย์คุณธรรม หมายเลข 02 – 644 -9900 หรือ WWW.MORALCENTER.OR.TH

ที่มา : แนวหน้า
ภาพประกอบ : www.thaihealth.or.th

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *