วัฒนธรรมองค์กรที่แตกต่างที่ SAS Institute

วัฒนธรรมองค์กรที่แตกต่างที่ SAS Institute
มองมุมใหม่ : ผศ.ดร.พสุ เดชะรินทร์ pasu@acc.chula.ac.th กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2547
เมื่อสัปดาห์ที่แล้วได้ยกตัวอย่างของวัฒนธรรมองค์กรที่น่าสนใจในหลายๆ องค์กร ซึ่งผมนำมาจากหนังสือชื่อ GUTS! และรู้สึกว่า มีท่านผู้อ่านสนใจกันมาก
สัปดาห์นี้ผมเลยขอยกกรณีศึกษาอย่างละเอียดของบริษัทหนึ่ง ที่ผมได้นำเสนอไว้ในสัปดาห์ที่แล้ว นั้นคือ SAS Institute อ่านดูชื่อแล้วเราอาจจะนึกว่า SAS เป็นสถาบันอะไรบางอย่างนะครับ แต่จริงๆ แล้ว SAS เป็นบริษัทผู้ผลิตซอฟต์แวร์ทางด้านธุรกิจ และการตัดสินใจชื่อดังของโลก (มีบริษัทอยู่ในประเทศไทยด้วย)
โดยผู้ก่อตั้งและผู้บริหารสูงสุดของ SAS ชื่อ Jim Goodnight ได้สร้างบริษัทนี้ให้เป็นบริษัทชั้นนำทางด้านซอฟต์แวร์ของโลก ที่มีวัฒนธรรมองค์กรที่เรียกได้ว่า มีความโดดเด่นและเป็นมิตรกับพนักงานมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
เริ่มต้นจากตัวทรัพยากรบุคคล เนื่องจาก SAS อยู่ในธุรกิจการออกแบบซอฟต์แวร์ ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีการแย่งตัวบุคลากรกันอย่างรุนแรง Goodnight จึงต้องหาทางที่จะรักษาบุคลากรที่มีคุณภาพไว้ให้ได้นานที่สุดด้วยการสร้างวัฒนธรรม และบรรยากาศในการทำงานที่ทำให้ชีวิตของพนักงานของเขามีความสมดุลระหว่างงานกับชีวิตส่วนตัวให้มากที่สุด
ดูเหมือนว่า สิ่งที่สามารถดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถให้อยู่ที่ SAS ได้นานๆ ก็คือที่ SAS ทุกคนทำงานเพื่อสร้างซอฟต์แวร์ที่ดี ทำงานในโครงการที่น่าสนใจ มีรายได้ที่ดี มีการแข่งขันที่ท้าทาย และสุดท้ายแต่สำคัญสุดก็คือได้กลับบ้านตอน 5 โมงเย็น
Goodnight เองเชื่อว่า ทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของบริษัทเขาจะขับรถกลับไปบ้านตอนเย็นทุกวัน เขาเองจะต้องมีหน้าที่ที่จะทำให้ทรัพยากรที่มีค่าเหล่านี้ มีความกระตือรือร้นที่จะกลับมาทำงานอีกครั้งหนึ่งในตอนเช้า ไม่ทราบเหมือนกันนะครับว่า มีผู้บริหารอยู่กี่รายที่คิดเช่นนี้?
ที่ SAS Campus หรืออีกนัยหนึ่งคือสำนักงานใหญ่ของ SAS ได้รับการออกแบบให้มุ่งเน้น ในเรื่องของความสุขสบาย ในการทำงานมากที่สุด มีความเครียดน้อยที่สุด รวมทั้งสามารถเพิ่มผลิตผลในการทำงาน ตามผนังต่างๆ จะมีภาพศิลปะที่เป็นต้นฉบับกว่า 3,000 ภาพแขวนอยู่ และ SAS เองเป็นหนึ่งในไม่กี่บริษัทของโลกที่มีศิลปินประจำบริษัท (ท่านผู้อ่านลองนึกดูนะครับ บริษัทซอฟต์แวร์จ้างศิลปินให้มาทำงานเต็มเวลาถึง 4 คน) หน้าที่ของศิลปินเหล่านี้ นอกเหนือจากการสร้างงานศิลปะในบริษัทแล้ว ยังมีหน้าที่ในการแสวงหาผลงานศิลปะมาไว้ในบริษัทด้วย
Goodnight มีความเชื่อว่า ศิลปะเหล่านี้จะส่งผลต่อสภาพจิตใจในการทำงาน ของพนักงาน และส่งผลต่อความคิดสร้างสรรค์ Goodnight ระบุไว้เลยว่า สำหรับ SAS แล้ว ความคิดสร้างสรรค์เป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็น เขาเองพร้อมที่จะทำทุกอย่าง เพื่อกระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ ภายในบริษัท และการใช้ศิลปะเข้าช่วยก็เป็นวิธีหนึ่งที่เขาใช้
นอกเหนือจากเรื่องศิลปะแล้ว ความสมดุลระหว่างงานและชีวิตส่วนตัวก็เป็นสิ่งที่สำคัญใน SAS นอกเหนือจากสถานรับดูแลเด็ก ที่ได้นำเสนอไปในสัปดาห์ที่แล้ว SAS ยังมีชั่วโมงการทำงานที่ยืดหยุ่น และไม่มีการจำกัดวันลาป่วย นอกจากนี้ยังมี Kid Days ที่พนักงาน สามารถที่จะอยู่บ้านกับลูก ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่ลูกไม่สบาย หรือต้องไปร่วมงานโรงเรียนที่สำคัญของลูก
Goodnight เชื่อว่า ไม่มีโอกาสครั้งที่สองสำหรับพ่อแม่ทุกคน ในวันสำคัญต่างๆ ของลูก ไม่ว่าจะเป็นวันแรกของโรงเรียน หรือการแสดงครั้งแรกของลูก นอกจากความสมดุลระหว่างงาน และชีวิตครอบครัวแล้ว สิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่ SAS ให้กับพนักงานก็ถือเป็นแบบอย่างที่น่าสนใจ โดยสิทธิประโยชน์เหล่านี้ได้มอบให้กับพนักงานทุกคนในทุกแผนก โดยไม่มีการแบ่งแยกชั้นวรรณะ เหมือนในบางบริษัท ไม่ว่าจะเป็นแม่บ้าน หรือคนดูแลสวน ก็จะได้รับสิทธิประโยชน์เหล่านี้เหมือนกันหมด
ตัวอย่างที่น่ารักของสิ่งที่บริษัทมอบให้พนักงานก็คือ ช็อกโกแลต M&M ทั้งแบบปกติ และแบบมีถั่ว ที่จะแจกให้กับพนักงานในทุกวันพุธ ในปีหนึ่งๆ SAS ต้องหมดไปกับช็อกโกแลตเหล่านี้กว่า 22.5 ตัน
SAS ยังมีศูนย์สุขภาพ ซึ่งท่านผู้อ่านหลายๆ ท่านอาจจะบอกว่า ที่บริษัทของท่านก็มี แต่ที่ SAS นั้น ศูนย์สุขภาพของเขาเปรียบเสมือนกับเป็นโรงพยาบาลแห่งหนึ่งเลยทีเดียว แถมเป็นโรงพยาบาลที่ทำงานได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ ในปีที่แล้วในแต่ละวัน จะมีพนักงานมาตรวจรักษาที่ศูนย์แห่งนี้ 120 คน พนักงานของ SAS สามารถนัดหมาย เพื่อตรวจรักษาได้เพียงแค่ 30 นาทีล่วงหน้า และเวลารอที่จะพบแพทย์นั้นก็อยู่ที่เพียงแค่ 4 นาทีเท่านั้นเอง
พนักงานของ SAS กว่าร้อยละ 90 ใช้บริการศูนย์สุขภาพ และกว่าร้อยละ 50 ที่ใช้ศูนย์นี้เป็นทางเลือกแรกในการดูแล และรักษาสุขภาพของตนเอง (ไม่ต้องพึ่งโรงพยาบาลแล้วครับ) SAS ประมาณว่าปีหนึ่งๆ จะสามารถประหยัดต้นทุนระหว่าง $500,000 – $1 ล้านดอลลาร์ ในส่วนของเวลาที่พนักงานไม่ต้องออกไปหาหมอข้างนอก เนื่องจากในขณะที่หาศูนย์ดูแลสุขภาพ ใช้เวลารอไม่เกิน 4 นาที แต่ถ้าต้องออกไปหาภายนอก จะใช้เวลาอย่างต่ำประมาณ 3 ชั่วโมงรวมการเดินทางด้วย
SAS ยังมีการตั้งหน่วยงานขึ้นมาต่างหากชื่อ Work-Life Department เพื่อช่วยดูแลให้พนักงาน สามารถสร้างความสมดุล ระหว่างการทำงาน และชีวิตส่วนตัว หน่วยงานนี้จะเปรียบเสมือน เป็นแหล่งความช่วยเหลือในด้านต่างๆ ให้กับพนักงาน ไม่ว่าจะเป็นการดูแลญาติที่สูงอายุ การเตรียมการสำหรับเกษียณ การขอรับเลี้ยงบุตรบุญธรรม การแก้ไขปัญหาลูกที่เป็นวัยรุ่น การช่วยเหลือในการวางแผนทางด้านการเงินสำหรับอนาคต
ท่านผู้อ่านคงจะเห็นได้นะครับว่า วัฒนธรรมองค์กรของ SAS จะมุ่งเน้นให้พนักงานทุกคนได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขที่สุด เพื่อให้สามารถทุ่มเทเวลาและพลังงานมาในการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่มีคุณภาพ นอกจากนี้ SAS ยังเป็นบริษัทที่มีอัตราการลาออกของพนักงานที่ต่ำมาก (3.7% เปรียบเทียบกับ 25% ของอุตสาหกรรมนี้)
สาเหตุที่พนักงานมีความภักดีต่อองค์กรอย่างสูง ไม่ได้เกิดขึ้นจากสวัสดิการหรือสิทธิประโยชน์ทั้งหลายหรอกครับ แต่เกิดขึ้นเนื่องจากพนักงานของบริษัทนี้ รักในงานที่ทำ พนักงานของบริษัทกล่าวไว้ว่า จากการที่เขาได้รับการสนับสนุน และช่วยเหลือเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวและครอบครัวมาก
ดังนั้นเมื่อมาทำงาน งานจึงเป็นสิ่งมุ่งเน้นหลักของทุกคน ทุกคนให้ความสำคัญกับงานเป็นอย่างมาก วัฒนธรรมองค์กรของที่นี่ทำให้พนักงานทุกคน อยากที่จะให้บางอย่างกลับคืนให้กับบริษัทบ้าง พนักงานอีกคนหนึ่งกล่าวไว้เช่นกัน สาเหตุที่เขาอยู่ที่นี่ไม่ใช่เพราะสิทธิประโยชน์ต่างๆ แต่เป็นเพราะโอกาสที่จะได้พัฒนาซอฟต์แวร์ชั้นเลิศ
แต่ในขณะเดียวกัน ถ้าบริษัทคู่แข่งดึงเขาไป เพื่อไปพัฒนาซอฟต์แวร์ที่เป็นเลิศเช่นกัน เขาเองคงไม่ไปไหน เนื่องจากสิทธิประโยชน์ และสวัสดิการต่างๆ ที่เขาได้รับจากบริษัท
เป็นอย่างไรบ้างครับ ตัวอย่างของวัฒนธรรมที่แตกต่างที่ SAS Institute ถ้าท่านผู้อ่านมีตัวอย่างเก๋ๆ ของวัฒนธรรมองค์กรท่านก็ส่งมาได้นะครับ

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *